ยอดขายรถยนต์เดือน ม.ค.69 มาแรง ยอดขายอยู่ที่ 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77%  ได้แรงจากการส่งมอบรถไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์  ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.กล่าวว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม 2569 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค.68 หรือ ประมาณ  3.98% และเพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 68 ประมาณ 10.53% เพราะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57% รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% 

ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนม.ค.69 อยู่ที่ 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% จากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568  รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เพิ่มขึ้น 76.2% และ 93.6% ตามลำดับ จากม.ค. 68 

ในส่วนของรถกระบะยอดขายยังคงขายลดลง 5.5% จากม.ค.68 เพราะสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำ กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 

อย่างไรก็ตามเราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่าที่คาดในอัตรา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 8.1% โดยเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% จากการปลดล็อกให้นักลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้นส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานขยายตัวถึง 12.2%

เห็นได้จากการที่ภาครัฐเร่งลงทุนขยายตัว 13.3% รวมถึงมีการนำเข้าสินค้าที่ขยายตัว 12.8% โดยเฉพาะเครื่องจักรขยายตัว 21.8% คงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 ให้ลงทุนเร็วขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยจะได้เติบโตมากกว่า 5% เหมือนในอดีต

...

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า คำถามที่ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาจะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นหรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นกับการกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ที่จะสร้างงาน สร้างเงิน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน จะช่วยให้นักลงทุนสนใจหันมาลงทุนเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งการอนุมัติงบประมาณ ปี 2570 หากเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 จะเป็นตัวช่วยอีกทางที่ส่งผลต่อดีภาพรวมเศรษฐกิจของไทย 

นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากยอดเสนอขอรับบีโอไอ 8 ล้านล้านบาทในปี 2568 รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงให้มากที่สุด หากรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งกว่า 300 เสียง ที่สำคัญหากรัฐบาลบริหารประเทศได้ครอบวาระ 4 ปี จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น 

เมื่อผลักดันการลงทุนจริงแล้ว ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีแรงซื้อเพิ่มเติม และมีเงินผ่อนชำระ ลดปัญหาหนี้เสียของแบงก์ จากเดิมเข้มงวดการปล่อยกู้รถกระบะ อีกทั้งขณะนี้เห็นสัญญาณรถบรรทุกยอดขายเติบโตติดต่อกัน 2-3 เดือนแล้ว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องติดตามความเสี่ยงจากภาษีทรัมป์ ซึ่งได้จัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลก 15% ต้องจับตาดูว่า หลังจากบังคับใช้ 150 วัน ทรัมป์ จะเก็บภาษีแบบไหนเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง เมื่อไทยต้องพึ่งพาการส่งออก 58% ของ GDP และยังมีเงื่อนไข CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้เพิ่มต้นทุนการส่งออกสำหรับรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ 

รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างภูมิภาค อาจกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วน ซับพลายเชน ลดลง อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งในตลาดสหรัฐฯ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง