สิ้นสุดการรอคอย Toyota Motor Thailand จัดงานเปิดตัวกระบะรุ่นใหม่ Hilux Travo มีทั้งหมด 4 Segments 17 รุ่นแยกย่อย เรียกว่าจำกันไม่หมด รุ่นแยกย่อย ได้แก่ 

1-Toyoth Hilux Travo Overland มาแทน Revo Rocco ถือเป็นรุ่นเรือธง พร้อมระบบขับเคลื่อนสองหรือสี่ล้อ ยกสูง ราคาเริ่มต้น
1-Toyoth Hilux Travo Overland มาแทน Revo Rocco ถือเป็นรุ่นเรือธง พร้อมระบบขับเคลื่อนสองหรือสี่ล้อ ยกสูง ราคาเริ่มต้น
 Toyoth Hilux Travo Overland 
Toyoth Hilux Travo Overland ขับเคลื่อนสองล้อ
-Toyoth Hilux Travo Overland AT 1,102,000 บาท
-Toyoth Hilux Travo Overland Plus AT 1,176,000 บาท
Toyoth Hilux Travo Overland ขับเคลื่อนสี่ล้อ
-Toyoth Hilux Travo Overland 4TREX ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ  1,292,000 บาท
-Toyoth Hilux Travo Overland 4TREX ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 1,36,000 บาท
 

...

2-Toyota Hilux Travo Prerunner ขับเคลื่อนสองล้อยกสูง ราคาเริ่มต้น
-Toyota Hilux Travo Prerunner Smart Cab เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 789,000 บาท
-Toyota Hilux Travo Prerunner Smart Cab เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 839,000 บาท
-Toyota Hilux Travo Prerunner Double Cab Smart เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 895,000 บาท
-Toyota Hilux Travo Prerunner Double Cab Smart เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 945,000 บาท

3-Toyota Hilux Travo 4TREX ขับเคลื่อนสี่ล้อ ราคาเริ่มต้น
 -Toyota Hilux Travo 4TREX Standard Cab เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 774000 บาท
-Toyota Hilux Travo 4TREX Standard Cab 4TREX  เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 826,000 บาท
-Toyota Hilux Travo 4TREX Smart Cab Premium เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 984,000 บาท
-Toyota Hilux Travo 4TREX Smart Cab Premium เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 1,029,000 บาท
-Toyota Hilux Travo 4TREX Double Cab Premium เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 1,090,000 บาท

 4-Toyota Hilux Travo Standard Cab 4TREX ขับเคลื่อนสี่ล้อ ราคาเริ่มต้น 774000 บาท

ทุกรุ่นมีเครื่องเดียว คือ ดีเซลแถวเรียง 2.8 ลิตร เทอร์โบ 1KD-FTV เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขับเคลื่อนสองล้อหลังหรือขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์

5- Toyota Hilux Travo -e กระบะไฟฟ้าใหม่ ราคา 1,491,000 บาท
แน่นอนว่า Toyota New Hilux ยังมีรุ่นพิเศษ ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยพลังงานไฟฟ้ามอเตอร์คู่ กับ Toyota Hilux Travo -e  กระบะไฟฟ้ารุ่นแรกของ Toyota แบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน ความจุ 59.2 กิโลวัตต์ Toyota เคลม ชาร์จเต็มทำระยะทางวิ่งไกลประมาณ 315 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น

ตัวถัง 6 สี
สีน้ำตาล SULFUR METALLIC สีใหม่
สีเทา ASH สีใหม่
สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA
สีขาว SUPER WHITE II
สีดำ ATTITUDE BLACK MICA
สีเงิน SILVER METALLIC

จุดเด่นของ Toyota Hilux Travo รุ่น Overland ที่มาแทน Rocco 
เครื่องเดิมแค่รุ่นเดียวให้เลือกคือ ดีเซล 2.8 ลิตร VN Turbo + อินเตอร์คูลเลอร์ 204 แรงม้า 420-500 นิวตันเมตร
เกียร์ 
เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 204 แรงม้า 420 นิวตันเมตร
เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 204 แรงม้า 500 นิวตันเมตร 
ระบบขับเคลื่อน มีทั้งขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ
พวงมาลัยไฟฟ้า EPAS (ในบางรุ่น)
ภายนอกใหม่หมด
ภายในใหม่หมด
ล้อใหม่ 17/18 นิ้ว
จอภาพมาตรวัดคนขับ 12.3 นิ้ว
จอมอนิเตอร์กลาง ระบบอินโฟเทนเมนท์ 12.3 นิ้ว 
เบรกมือไฟฟ้า (บางรุ่น)
รุ่นต่ำบางรุ่นยังคงใช้ดรัมเบรก
ยกระดับการขับขี่ การทรงตัวสไตล์รถเอสยูวี
ทางเลือกเสริมด้วยรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ วิ่งไกล 315 กิโลเมตร

...



...




...












รูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดไม่มีชิ้นส่วนใดใช้ร่วมกับรุ่นที่แล้ว ด้านหน้า Cyber Sumo เอาความแข็งแกร่งของท่ายืนในกีฬาซูโม่ของญี่ปุ่นมาใช้ในส่วนหน้าของรถ (พยายามดูแล้วก็ยัง งง ว่าตรงไหนคือจุดที่ซูโม่กางขา?) ยอมรับว่าหน้าใหม่ แม้จะดูคล้าย Mitsubishi แต่ก็หล่อกว่าหน้าแหลมรุ่นแรกใน Revo ไฟหน้า LED ทรงเรียวบาง ไฟหรี่ LED Daytime Running Lights สปอร์ตบาร์ใหม่เสริมความแข็งแกร่งทั้งมุมมองและโครงสร้างส่วนท้าย ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่เอี่ยมอ่อง มองแล้ว ชัดเจนกว่าเดิมแต่ก็คล้ายกับไฟ Ford Ranger รุ่น Overland มาพร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ สีดำสลับเงิน ยาง Bridgestone Dueler H/T 684II ไซล์ 265/60R18 กระบะท้ายออกแบบได้ดี มีจุดเปิดตรงกึ่งกลาง พร้อมระบบผ่อนแรง ฝาท้ายแปะตัวอักษร TOYOTA มีไฟเบรคดวงที่สามหลอด LED อยู่ตรงบริเวณมือจับที่เปิดฝาท้าย จุดที่เพิ่มความสะดวกในการขึ้นกระบะท้ายก็คือช่องสำหรับสอดเท้าเข้าไปที่ออกแบบคล้ายกับ Ford Ranger รวมถึงกระบะยุคใหม่บางรุ่นที่มีที่เหยียบให้ขึ้นไปบนกระบะได้สะดวกยิ่งขึ้น กันชนหลังออกแบบให้เป็นที่เหยียบขึ้นฝาท้ายพร้อมตุ่มกันลื่นที่ทำออกมาได้ดี  


















มิติตัวถัง Hilux Travo Overland มีความยาว 5,320 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,796 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,085 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 217 มิลลิเมตร รัสมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.3 เมตร ความจุถังเชื้อเพลิง 80 ลิตร (ดีเซล) ความยาวกระบะ 2,315 มิลลิเมตร กว้าง 1,575 มิลลิเมตร สูง 480 มิลลิเมตร 












ภายในของ Toyota Hilux Travo รุ่น Overland เบาะคนขับปรับไฟฟ้า พวงมาลัยสามก้าน หุ้มหนังแท้พร้อมสวิทช์มัลติฟังก์ชัน พวงมาลัยปรับสี่ทิศทาง แดชบอร์ดคอนโซลพลาสติกทรงเหลี่ยม ดีไซน์ให้สอดรับกับรูปแบบของรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวี พูดง่ายๆก็คือ ทุกจุดดูดีขึ้นมาก มีการปรับแผงคอนโซลด้านหน้าให้ต่ำลงเพื่อติดตั้งจอกลางขนาดใหญ่ Overland จะได้จอกลางขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว วัสดุภายในคำนึงถึงการใช้งานระยะยาว มีความทนทานด้วยพลาสติกที่หนาและเคลือบผิวมาในแต่ละตำแหน่งของการติดตั้งที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ตรงหน้าคนขับมีหน้าปัดมาตรวัดแบบจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว  TFT LCD พวงมาลัยเปลี่ยนจากเพาเวอร์สานพานมาเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแปรผันน้ำหนักไปตามความเร็ว ระบบอินโฟเทนเมนท์หน้าจอกลาง 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto  เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับรถ เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันสำคัญ ๆ เช่น การนำทาง การโทร การส่งข้อความ และการฟังเพลง ผ่านหน้าจอสัมผัสของรถยนต์ CarPlay ใช้ได้กับ iPhone ทุกรุ่นที่รองรับและ Android Auto ใช้ได้กับมือถือ Android ที่วางแก้วน้ำขนาดใหญ่และที่พักแขนช่วยลดความเมื่อนล้าเมื่อขับทางไกล 





Dynamic Cloud
เพิ่มจุดเชื่อมต่อตัวถัง เสริมความแข็งแกร่งของห้องโดยสาร ปรับปรุงการทรงตัวและเพิ่มความนุ่มนวลขณะขับเคลื่อน
ติดตั้งยางรองแท่นเครื่องแบบไฮดรอลิก ยางรองตัวถังแบบ Shear Type ลดแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ห้องโดยสาร 
เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ หนัง Softex
ช่วงล่างปรับตั้งใหม่ เน้นนุ่มหนึบ
แกนพวงมาลัยใหม่ขนาดใหญ่ขึ้น รองรับการลุยหนัก ควบคุมได้ดีขึ้นและลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี

รุ่นเกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียงสี่สูบ ความจุ 2.8 ลิตร VN Turbo GD Super Power + อินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรความจุ 2755 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (150 กิโลวัตต์) ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบต่อนาที กระบอกสูบ 92.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 103.6 มิลลิเมตร ระบบฉีดเชื้อเพลิง หัวฉีดคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชัน i-ART 

รุ่นเกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียงสี่สูบ ความจุ 2.8 ลิตร VN Turbo GD Super Power + อินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรความจุ 2755 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (150 กิโลวัตต์) ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,400 รอบต่อนาที กระบอกสูบ 92.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 103.6 มิลลิเมตร ระบบฉีดเชื้อเพลิง หัวฉีดคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชัน i-ART 

ควบคุมการทำงานของครื่องยนต์ ประหยัดเชื้อเพลิง ควบคุมการทำงานของหัวฉีดเชื้อเพลิงด้วยเซนเซอร์คอมพิวเตอร์ ทำงานร่วมกับปั๊มเชื้อเพลิงดีเซลคอมมอลเรล แรงดันในระบบสูงสุด 250MPa ฉีดเชื้อเพลิงเป็นฝอยเพื่อการเผาไหม้ที่หมดจด ติดตั้งระบบ Auto DStart/Stop ดับเครื่องอัตโนมัติเมื่อจอดรอสัญญาณไฟเพื่อลดมลพิษและประหยัดเชื้อเพลิง 



ฟังก์ชันการใช้งาน
ระบบ Multi-Terrain Select (MTS) ของ Toyota 

Multi-Terrain Select (MTS) ของ Toyota คือระบบที่ช่วยปรับการตั้งค่าต่างๆ ของรถ เช่น ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน คันเร่ง และระบบเบรก ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวออฟโรดที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้ดีขึ้น ระบบนี้มีโหมดให้เลือก เช่น โคลน ทราย หิน และโหมดอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก 

การทำงานของระบบ Multi-Terrain Select (MTS)

  • ปรับการทำงานของระบบต่างๆ: MTS จะปรับการทำงานของคันเร่ง, ระบบเบรก และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (A-TRAC) โดยอัตโนมัติ ให้เข้ากับสภาพพื้นผิวแต่ละประเภท
  • โหมดการขับขี่: มีโหมดต่างๆ ให้เลือก เช่น โคลนและทราย (Mud and Sand), หินหลวม (Loose Rock), โคลน (Mogul), หิน (Rock), ดินและหิน (Dirt and Rock) และโหมดอัตโนมัติ (AUTO)
  • การใช้งาน: ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดที่ต้องการได้ง่ายๆ ผ่านสวิตช์บนคอนโซลกลาง หรือหน้าจอสัมผัส
  • ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ: สามารถทำงานร่วมกับ Crawl Control ได้ เพื่อช่วยให้การขับขี่ในทางลาดชันด้วยความเร็วต่ำง่ายยิ่งขึ้น 

เงื่อนไขการใช้งาน: การใช้งาน MTS และ Crawl Control จะทำงานได้เฉพาะเมื่ออยู่ในโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อต่ำ (4-Lo) เท่านั้น

ความปลอดภัย: การขับขี่แบบออฟโรดมีความอันตราย ควรคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ และตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมในคู่มือสำหรับเจ้าของรถ 

ระบบควบคุมเฟืองท้าย auto limited slip differential

ระบบควบคุมเฟืองท้ายแบบ Auto Limited Slip Differential (LSD) คือระบบที่ใช้เซ็นเซอร์และกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) เพื่อช่วยในการกระจายแรงบิดไปยังล้อที่มีการยึดเกาะถนนมากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ล้อข้างหนึ่งเริ่มหมุนฟรี ต่างจากระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Traction Control) ที่จะลดกำลังเครื่องยนต์ ระบบ Auto LSD จะสั่งการให้ส่งกำลังไปยังล้อที่ยังคงมีการยึดเกาะอยู่ ช่วยให้รถยังสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นในการเข้าโค้งหรือขับขี่บนสภาพถนนที่ลื่น 

การทำงานของระบบ Auto LSD

  • ตรวจจับการลื่น: ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับเมื่อล้อข้างหนึ่งเริ่มสูญเสียการยึดเกาะและหมุนฟรี
  • กระจายแรงบิด: แทนที่จะลดกำลังเครื่องยนต์ ระบบจะสั่งงานให้เฟืองท้ายส่งกำลังไปยังล้อที่เหลือซึ่งยังคงเกาะถนนได้ดีกว่า
  • ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์: ระบบจะคำนวณและสั่งการอย่างรวดเร็วด้วยระบบสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) เพื่อให้การกระจายแรงบิดเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ขับขี่ 

ข้อแตกต่างกับระบบอื่น

  • ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Traction Control): จะลดกำลังเครื่องยนต์เมื่อล้อลื่น ระบบนี้จะทำงานในสภาวะการขับขี่ปกติทั่วไป
  • เฟืองท้ายล็อก (Locking Differential): เป็นระบบที่ล็อกล้อซ้าย-ขวาให้หมุนด้วยความเร็วเท่ากันเสมอ เหมาะสำหรับออฟโรด แต่ใช้งานไม่สะดวกบนถนนปกติ 

ข้อดีของระบบ Auto LSD

  • เพิ่มการยึดเกาะถนน: ช่วยให้รถเคลื่อนที่ต่อไปได้ในสภาพที่ล้อใดล้อหนึ่งไม่มีแรงยึดเกาะ
  • เพิ่มการควบคุม: ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
  • ลดการสึกหรอ: ช่วยป้องกันการสึกหรอของยางที่เกิดจากการลื่นไถลของล้อข้างใดข้างหนึ่ง 

เบรคมือไฟฟ้า (EPB) 
ระบบเบรกจอดรถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าควบคุมแทนคันโยกแบบดั้งเดิม ผู้ขับขี่เพียงกดปุ่มเพื่อเปิด/ปิดเบรก ซึ่งให้ความสะดวกสบายและมักทำงานร่วมกับระบบ Auto Hold เพื่อช่วยให้รถหยุดนิ่งอัตโนมัติขณะจอด 

การทำงาน

  • การทำงาน: เมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มเบรคมือไฟฟ้า ระบบจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ที่ล็อคล้อหลังไว้
  • การปลดเบรก: ในรถยนต์หลายรุ่น สามารถปลดเบรกมือได้โดยการเหยียบคันเร่งเมื่อรถอยู่ในเกียร์ D หรือ R และคาดเข็มขัดนิรภัย หรือกดสวิตช์เบรกมือขณะเหยียบเบรก
  • การใช้งาน: เมื่อรถจอดสนิท เบรคมือไฟฟ้าจะทำงานโดยอัตโนมัติ และระบบจะปลดเบรกออกให้เมื่อผู้ขับขี่เหยียบคันเร่ง 

ข้อดี

  • ความสะดวก: ใช้งานง่าย เพียงกดปุ่ม ไม่ต้องใช้แรงดึงคันโยกแบบเดิม ทำให้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือสุภาพสตรี
  • เพิ่มพื้นที่: การแทนที่คันโยกด้วยปุ่มทำให้มีพื้นที่ในคอนโซลกลางมากขึ้นสำหรับเก็บของ
  • ระบบ Auto Hold: ทำงานร่วมกับระบบ Auto Hold ซึ่งจะรักษาเบรกให้ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อรถจอดสนิท เช่น ตอนติดไฟแดง ช่วยลดภาระของผู้ขับขี่ที่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้
  • ความปลอดภัย: ป้องกันรถเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคงเมื่อจอดบนทางลาดชัน และจะปลดอัตโนมัติเมื่อออกตัว 

    บันไดข้างพื้นลายรังผึ้ง

    บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย พื้นพลาสติก ABS ลายรังผึ้ง

    ระบบช่วยผ่อนแรงปิด-เปิดฝาท้าย 

ระบบความปลอดภัย toyota safety sense

Toyota Safety Sense คือชุดระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ใช้กล้องและเรดาร์เพื่อช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ โดยมีระบบหลัก เช่น ระบบป้องกันการชน (PCS), ระบบเตือนและช่วยรักษาเลน (LDA/LTA), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (DRCC), และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB). ระบบเหล่านี้จะทำงานอัตโนมัติเมื่อตรวจจับสถานการณ์ฉุกเฉิน และอาจส่งสัญญาณเตือนหรือเข้าควบคุมรถเพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดผลกระทบ. 


ระบบหลักใน Toyota Safety Sense

  • ระบบป้องกันการชน (Pre-Collision System - PCS): ตรวจจับยานพาหนะ คนเดินถนน และจักรยาน และจะส่งสัญญาณเตือนพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อคาดว่าจะเกิดการชน.
  • ระบบเตือนและช่วยรักษาเลน (Lane Departure Alert - LDA / Lane Tracing Assist - LTA): แจ้งเตือนเมื่อรถเริ่มออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ และอาจช่วยปรับพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อช่วยให้รถกลับเข้าสู่กึ่งกลางเลน.
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (all Speed Dynamic Radar Cruise Control - DRCC): รักษาระยะห่างที่ตั้งไว้จากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ และจะปรับความเร็วตามรถคันหน้า ทำให้การขับขี่ทางไกลสบายยิ่งขึ้น.
  • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams - AHB): สลับระหว่างไฟสูงและไฟต่ำโดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและไม่รบกวนรถคันอื่น.
    ถุงลมนิรภัย SRS 7 ตำแหน่ง

    ระบบ  blind spot monitor และ rear cross traffic alert
  • ระบบ Blind Spot Monitor (BSM) และ Rear Cross Traffic Alert (RCTA) เป็นระบบความปลอดภัยในรถยนต์ที่ใช้เซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับยานพาหนะในบริเวณที่มองไม่เห็น โดย BSM จะแจ้งเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะขับขี่ ส่วน RCTA จะแจ้งเตือนเมื่อมีรถยนต์จากด้านข้างเข้ามาขณะถอยออกจากที่จอดรถ. 

    Blind Spot Monitor (BSM)

    • หลักการทำงาน: ใช้เซ็นเซอร์ที่ด้านหลังของรถตรวจจับรถยนต์หรือวัตถุอื่นๆ ที่อยู่ในเลนข้างเคียงในมุมอับสายตา.
    • การแจ้งเตือน: เมื่อตรวจพบรถ จะมีสัญญาณไฟเตือน (สีเหลืองหรือแดง) ปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้าง. หากผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวไปยังทิศทางที่มีรถคันอื่นอยู่ สัญญาณเตือนจะกะพริบและอาจมีเสียงเตือนดังขึ้น.
    • ประโยชน์: ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเลนอย่างไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะบนถนนหลายเลนหรือในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น. 

  • Rear Cross Traffic Alert (RCTA)

    • หลักการทำงาน: ทำงานอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ถอยหลัง. เซ็นเซอร์ที่อยู่ด้านหลังจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากทางซ้ายหรือขวาของรถ.
  • การแจ้งเตือน: ระบบจะส่งสัญญาณเตือนผ่านเสียง, การกระพริบของไฟที่กระจกมองข้าง, หรือสัญลักษณ์เตือนบนหน้าจอแสดงผล.
  • ประโยชน์: ช่วยป้องกันการชนกับรถที่แล่นผ่านเข้ามาขณะที่กำลังถอยออกจากที่จอดรถ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้. 
  • ความแตกต่าง

    • BSM: ทำงานขณะขับขี่ไปข้างหน้า เพื่อเตือนจุดอับสายตาด้านข้าง.
  • RCTA: ทำงานขณะถอยหลัง เพื่อเตือนรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากด้านข้าง. 

    ระบบ parking sensor
  •  คือระบบที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบถึงสิ่งกีดขวางรอบรถขณะถอยจอด โดยมีหลักการทำงานคือการใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะทาง (ส่วนใหญ่เป็นคลื่นอัลตราโซนิก) ซึ่งจะส่งสัญญาณเสียงหรือภาพแสดงผลบนหน้าจอให้ผู้ขับขี่ทราบเมื่อมีวัตถุอยู่ใกล้ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงการชน และทำให้การจอดรถทำได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น 

    การทำงานของระบบ

    • ตรวจจับวัตถุ: เซ็นเซอร์จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกไป และรอรับสัญญาณที่สะท้อนกลับมาจากวัตถุ
  • คำนวณระยะทาง: ระบบจะประมวลผลเวลาที่คลื่นเสียงใช้ในการเดินทางไปกลับ เพื่อคำนวณระยะห่างระหว่างรถกับวัตถุ
  • แจ้งเตือน: เมื่อวัตถุอยู่ใกล้ขึ้น ระบบจะส่งเสียงเตือนที่ดังขึ้น และ/หรือ แสดงภาพระยะห่างบนหน้าจอ
  •  เซ็นเซอร์ 4 จุดที่บริเวณกันชนหลังของรถ มีเซ็นเซอร์ด้านหน้าด้วย 

    พบกับ Toyota Hilux Travo ได้ในงาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2568

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/