ในวันที่ 21 สิงหาคม 2025 Toyota เผยโฉมและราคาของ Toyota Yaris ATIV HEV ขุมพลังไฮบริดทั้งรุ่น HEV GR Sport และ HEV Premium ทำให้หลายคนเห็นตัวท้อปพร้อมชุดแต่งแล้วเริ่มรู้สึกว่านี่คือ Toyota ที่หน้าตาเริ่มเข้าอกเข้าใจวัยรุ่น ดูแล้วน่าเล่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันคนที่จ้องจะซื้อจริงบางคนคิดหนัก ด้วยราคาที่ต่างกัน 50,000 บาทในสองรุ่นย่อย ตัวรถแตกต่างกันขนาดไหน จำเป็นต้องเล่นรุ่นท้อปหรือไม่ บางคนก็สงสัยว่าจะตามกระแสไปกับรุ่นไฮบริด HEV ดี หรือเล่นเบนซิน 1.2 ลิตรดี คอลัมน์สัปดาห์นี้มีคำตอบ
สองสามวันที่ผ่านมาผมเดินทางไปร่วมทดสอบรถยนต์ Toyota Yaris ATIV HEV สมัยนี้เวลาเป็นเงินเป็นทองจริงๆครับ เปิดตัวไม่กี่วันจัดทริปขับขนานใหญ่เพื่อให้กระแสไม่ตก แถมยังวางแผนล่วงหน้าและแจ้งวันเวลาทางผมล่วงหน้านานมาก ไม่ใช่จู่ๆนึกได้ว่าอยากจัดอะไรก็จัด ไม่ว่าตัวรถเขาจะมีดีมีด้อยอย่างไร แต่ในเรื่องการวางแผนงานโดยคำนึงถึงการปฏิบัติงานของสื่อทั้งแบบเจ้าใหญ่ทีมร้อยคน กับสื่อฯเล็กหัวเดียวกระเทียมลีบแบบผม ค่ายพี่ช้างฯให้เกียรติสื่อฯแบบเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ต้องถึงกับคุณคะท่านขา แต่จัดงานให้สื่อฯทำงานได้ ได้ของมาฝากผู้ชมผู้อ่าน และเป็นค่ายใหญ่ค่ายหนึ่งที่ไม่เคยสั่งให้ผมลบ เปลี่ยน แก้ไขสิ่งที่เป็นความเห็นของผมโดยสุจริต เรื่องพวกนี้เขียนไปไม่มีใครเชื่อหรอกครับ
...
อย่างครั้งนี้ ตอนแรกคิดว่าจะได้ขับ ATIV HEV แค่รุ่นย่อยเดียว ก็ปรากฏว่าเขาจัดแผนให้ทุกสื่อฯได้ยอมขับสองรุ่นย่อยทางไกลๆ ทำให้ผมสามารถให้ไอเดียคุณผู้อ่านได้ว่า รุ่นไหน เหมาะกับความต้องการแบบไหน
>>สิ่งที่รุ่น HEV ต่างจากรุ่นเบนซิน 1.2
ก่อนอื่นขอปูพื้นกระเบื้องซีแพคสั้นๆถึง Yaris ATIV HEV ก่อน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นย่อยไหน ก็ประกอบไทย (อย่าได้ไปหลงคิดว่าประกอบอินโดนีเซีย) และใช้ชิ้นส่วนซึ่งผลิตจากภายในประเทศ 65% ในขณะที่รุ่น 1.2 ลิตรเดิมจะอยู่ที่ 73% โครงสร้างของรถนั้นมีพื้นฐานใกล้เคียงกันกับ Yaris Cross (ทั้ง Yaris Cross และ ATIV ต่างก็ใช้โครงสร้างพื้นฐาน DNGA-Daihatsu Engineering) กล่าวได้ว่าเหมือนเอา Yaris Cross มาครอบด้วยโครงบนและกระดองของ ATIV มากกว่าจะเป็น ATIV 1.2 มาวางเครื่องใหม่ โครงสร้างตัวถังด้านข้างตอนล่างเพิ่มจุดเชื่อมสปอตและเพิ่มความแข็งเข้าไป และเพิ่มแผ่นโฟมซับเสียงใต้พื้นรถและแผ่นซับเสียงใต้ฝากระโปรง ทำให้ตัวรถกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้น
เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับรุ่น 1.2 อีกประการคือล้อซึ่งใช้น็อตล็อคล้อ 5 ตัวต่อข้าง แทนที่จะเป็น 4 ตัวต่อข้าง และเป็นรูน็อตแบบ PCD 5x 100 มม. ซึ่งเป็นขนาดเท่า Yaris Cross และ Prius ตัว 2010 รวมถึง GR86, 86, Subaru BRZ และ Impreza รุ่นแรกๆดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะหาล้อซิ่งล้อแต่งใส่ไม่ได้ครับ ส่วนเครื่องยนต์และขุมพลังขับเคลื่อนไฮบริดก็เอาของ Yaris Cross มาเปลี่ยนบางส่วน ตัวเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พลังรวม 101 แรงม้า บางคนอาจจะบอกว่าเยอะกว่ารุ่น 1.2 แค่ 7 แรงม้าจะไปต่างอะไร..อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป ม้าพลังถ่านน่ะ มันเร่งขึ้นเร็วนะครับ HEV ทั้งสองรุ่นย่อยที่ผมลอง อัตราเร่ง 0-100 จบภายใน 10 วินาทีบวกลบ เร่ง 80-120 ภายใน 7.5-7.6 วินาที ได้แรงเหมือนเราขับรถไซส์ Altis แล้วใช้เครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร ประมาณนั้น เร็วกว่า Corolla Cross 1.8 HEV และเผลอๆจะไล่ฆ่า Altis HEV รุ่นพี่เอาด้วยซ้ำ
...
ส่วนแบตเตอรี่ก็จุไฟ 0.7kWh เท่า Yaris Cross แต่เปลี่ยนไส้ในจากแบบแท่งใหญ่แท่งเดียว มาเป็นเซลล์สแต็คแยกสองท่อน แยกเปลี่ยนได้ถ้าท่อนใดเสื่อม
นอกจากนั้นไป สิ่งที่รถ HEV จะมี แต่เบนซินไม่มี คือจอกลางขนาด 10.1 นิ้ว (รุ่นเบนซิน 9 นิ้ว) และรองรับ Apple CarPlay/Android Auto โดยไม่ต้องเสียบสาย เพิ่มช่อง USB Type C ด้านหน้า 1 ช่องและทั้งหน้าปัดกับจอกลางจะมีการเพิ่มเมนูแสดงการทำงานของระบบไฮบริดแทนและเอามาตรวัดรอบเครื่องออก ส่วนระบบความปลอดภัยนั้น มีการปรับปรุงระบบ ADAS และเพิ่มระบบ LKC รักษารถให้อยู่ในเลนเข้ามา จากเดิมรุ่น 1.2 ลิตรนั้น คุณต้องขับรถเข้าไปเฉียดเส้นเลนแล้วรถมันจะตบพวงมาลัยแก้ไม่ให้วิ่งทับเส้นเลน ระบบนี้ก็ยังคงอยู่ แต่ LKC ที่เพิ่มมานั้นจะรักษารถให้อยู่ภายในเลนตั้งแต่แรก
แต่เท่าที่ลองมากับน้อง Cokey P Youtuber เครางามใจดีรักเมียเป็นที่หนึ่ง เราบอกได้ว่าการทำงานของระบบยังต่างจากพวก Toyota ราคาเก้าแสนถึงล้าน และยังสู้ระบบ Honda SENSING ของ City e:HEV ไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะ แลกคนละหมัด ระบบช่วยขับของ Honda ดี แต่ Toyota ก็เล่นกลับด้วยเซฟตี้อย่างระบบตรวจรถในจุดบอดกระจกมองข้างและกล้องรอบคันให้
...
ดังนั้น โดยสรุป ถ้ามองจากโบรชัวร์ อุปกรณ์รถ HEV ต่างจาก 1.2 ตัวท้อปๆไม่มากหรอกครับ แต่มันซ่อนอยู่ในเรื่องของโครงสร้างและระบบขับเคลื่อนนั่นแหละ
...
>>Yaris ATIV HEV GR Sport
จุดเด่นของรุ่นย่อยนี้คือ ชุดแต่งรอบคันตั้งแต่กระจังหน้า ลิ้นหน้า สเกิร์ตข้าง หางหลัง ดิฟฟิวเซอร์หลัง และหลังคาสีดำ ซึ่งช่วยสลัดความเป็นทางการให้บอดี้ของ ATIV ไปได้เยอะ เหมือนหญิงสาวที่เจออาจารย์สอนแต่งหน้านิสัยดีๆช่วยสอนจน Make-up ตัวเองสวยแบบผัวเห็นแล้วรีบกลับบ้าน แล้วยังมีล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ยาง 205/50 เป็นตัวเสริมทรงรถให้ดูกระปรี้กระเปร่าเป็นวัยรุ่นมากขึ้น
ส่วนภายใน อารมณ์การตกแต่งมาในธรรมเนียม GR Sport ก็คือดำ ดำ และดำ..ตัวเบาะจะหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์เกือบทั้งตัวและหนังบางจุดจะคล้ายชามัวร์หรือหนังกลับ ซึ่งมีความฝืดช่วยรั้งตัวไว้เวลาขับขี่แรงๆได้ ผมก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันครับว่ารถ ATIV HEV นั้นจะไม่มีการใช้หนังแท้บนเบาะเลย แต่รุ่น 1.2 Premium Luxury จะมีบางชิ้นบนเบาะเป็นหนังแท้ ส่วนอุปกรณ์ที่มีมากกว่ารุ่น HEV Premium ถ้าไม่นับเรื่องการตกแต่งก็คือลำโพง Pioneer 6 ตัวและทวีตเตอร์ที่หน้าตาเก๋กว่า
และในทางด้านวิศวกรรม จุดที่ทำให้รุ่น GR Sport มีความน่าสนก็คือการปรับปรุงช่วงล่าง ซึ่งผมไม่เรียกว่าช่วงล่างซิ่ง แต่ให้มองว่ามันปรับเซ็ตมาใหม่ เอาใจคนชอบขับรถเร็ว เป็นช่วงล่างที่แทงโค้งแรงๆแล้วจะพาลคิดว่า นี่ Mazda หรือ Toyota กันแน่ฟระ? มันหนึบ เกาะ มั่นคง โยกเปลี่ยนเลนโหดๆหรือจัมพ์คอสะพานในแบบที่นิ่ง แน่น ไม่มี EV จีนค่าตัวหลักแสนให้คุณแบบนี้ได้ (ยกเว้น MG4 XPower ซึ่งราคาหน้าดีลเลอร์จบหลักแสน) แต่สิ่งที่แลกพวงมาลัยก็เปลี่ยนใหม่ยกแร็คและ ECU คุมมอเตอร์แร็คพวงมาลัย แต่ท้ายสุดคือน้ำหนักพวงมาลัยจะค่อนข้างมากคล้ายพวก Performance Car แต่ความคมและในแง่ขับสนุกยังไม่ต่างจาก ATIV รุ่นอื่นเท่าไหร่ มันแค่หนักขึ้นครับ ยังไม่ได้ถูกใจวัยรุ่นแบบพวงมาลัย Honda หรือ Mazda แต่คนทั่วไปขับคงไม่ว่าอะไร
ดังนั้นถ้าคุณจะควัก 769,000 บาท เพื่อซื้อรุ่น GR Sport ก็คือจ่ายแพงกว่ารุ่น Premium 50,000 บาท และน่าจะเหมาะถ้าคุณเข้าข่ายแบบนี้
-ชอบหน้าตาชุดแต่งและล้อของ GR Sport
-เป็นคนขับรถเร็ว ความมั่นใจสำคัญกว่าความนุ่มนวลในสายตาคุณ
-มีรถได้คันเดียวในบ้านและอย่างได้รุ่นที่จ่ายที่เดียวจบตบทีเดียวอยู่โดยไม่ต้องคิดย้อนหลัง
-โอเคกับการที่จะมีสีภายนอกแค่ แดง ขาว และดำ
ถ้ามีสัก 2 ใน 4 ข้อนี้จะเล่น GR Sport เลยก็ได้เพราะถ้าแตกส่วนต่างออกเป็นการผ่อน 48-60 เดือนก็ต่างกันเดือนละไม่กี่บาท ช่วงล่างหนึบๆช่วงล่างแต่งหาเปลี่ยนได้ 20,000-50,000 บาทตามระดับความศักดิ์สิทธิ์ แต่จะเอาให้หนึบด้วยและยังเหลือการซับแรงกระแทกมากพอให้ปู่ย่านั่งโดยสารได้ มันทำเองได้ยาก หาของแต่งแบบนั้นได้ยาก ดังนั้นถ้าลอง GR แล้วช่วงล่างมันโดนใจ ส่วนต่าง 50,000 ก็เกือบจะคุ้มแล้ว
>>Yaris ATIV HEV Premium
อย่าหาว่าผมชี้นำเลยนะครับ แต่เรียนตามตรงว่า ถ้าหากผมสามารถเก็บรถซิ่งรถแต่งไว้ใช้ได้อยู่แล้ว และต้องการซื้อรถไว้ใช้งานจริงจังสักคันโดยไม่สนว่าใครจะมาชื่นชนรูปลักษณ์ของรถเราหรือเปล่า HEV Premium คือทางเลือกที่ผมจะเลือก เพราะถ้าเรามองไปที่กลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อรถแบบนี้จริง น้อยมากครับที่จะขับรถแบบเร็วท้าใบสั่ง และช่วงล่างสเป็ค HEV Premium นั้นลงตัวมากสำหรับคนที่ขับรถตามกฎหมายกำหนด 90% โดย 10% ที่เหลือคืออาจจะมีแอบไปวิ่ง 140-150 บ้างเวลาปวดขี้
ช่วงล่างของ HEV Premium นั้นไม่ได้ใช้สปริงสูงกว่ารุ่นอื่น ความสูงใต้ท้องทุกรุ่นย่อยเท่ากันหมดคือ 160 มม. แต่วิศวกร Toyota เน้นการจูน HEV Premium ให้มีบุคลิกสุภาพนุ่มนวล ซึ่งพอมาลองจริง มันก็ไม่ได้นุ่มเหมือนขับ Crown Royal Saloon หรอกครับ แต่ถ้าผมเอาผ้าปิดตาคุณให้ลองนั่งไปกับผมสักชั่วโมง พอแก้ผ้า (คาดตา) ออก คุณจะเซอร์ไพรส์ว่าความรู้สึกแบบนี้มาจาก Yaris ATIV ในขณะที่รุ่น 1.2 เดิมนั้น จะนุ่มนวลบนทางตรงแต่ย้วยบนทางโค้งและไม่ชอบความเร็วสูงๆ รุ่น HEV Premium นั้นมีความกระชับมากกว่า วิ่งบูรพาวิถีแล้วนิ่งกว่ารุ่น 1.2 แต่เวลาเจอถนนเกรดรองปุ่มป่ำขรุขระ ก็ซับแรงกระแทกได้มากกว่ารุ่นอื่นๆ ผมรู้สึกเหมือนนั่ง Camry รุ่นปี 2012 หรือ Accord G9 มากกว่าจะเป็นอีโคคาร์ ดังนั้น ขอแค่คุณไม่บ้ามุด บ้าโค้ง ช่วงล่างตัว HEV Premium ก็ดีพอแล้ว
ข้อต่อมาคือ คุณได้อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเท่ากันกับรุ่น GR Sport ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น BSM, กล้องรอบคัน, LKC, ไฟสูงอัตโนมัติ และระบบเตือนเวลามีรถวิ่งตัดข้างหลังเวลาถอย ยางของรุ่นนี้ก็ใช้ขนาดเดียวกับรุ่น 1.2 ลิตรคือ 195/60R16 ซึ่งพอแล้วสำหรับการขับรถแบบปกติหรือกึ่งเร็วนิดๆและเป็นไซส์ที่ยังพอมียางรุ่นนุ่มเงียบให้เลือก (205/50 ก็มีแต่มักเน้นไปทางยางสปอร์ต) และการใช้ล้อและยางเล็ก แรงเสียดทานต่ำ ผลที่ได้คืออัตราสิ้นเปลืองซึ่งเมื่อจับมาทดสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน (Euro 6 Eco Sticker) รุ่น Premium จะไปได้ไกลกว่ารุ่น GR Sport 1.6 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นผลพลอยได้จากการไม่เลือกรุ่นซิ่ง
ดังนั้น สามารถเลือกรุ่น HEV Premium ได้ถ้าคุณเข้าข่ายดังต่อไปนี้
-ไม่เคยรู้สึกต้องการให้ใครมาชมรถตัวเองว่าสวย
-ไม่เคยขับรถเข้าโค้งจนยางร้องอ๊าก แม้ว่าบางทีจะขับทางตรงเร็ว 130-140 บ้าง
-ต้องการพลังเมื่อเรียกใช้และความประหยัดเมื่อขับแบบแม่ยายนั่งคุม
-เน้นบุคลิกรถที่สบายนุ่มนวลเพราะมักรับผู้ใหญ่ผู้เฒ่าประจำ
-หรืออาจเป็นคนที่ซิ่งมากจนช่วงล่างและล้อยางของรุ่น GR Sport ยังไม่ดีพอ อยากเซฟงบไปแต่งเอง
แต่คุณต้องเลือกดีๆเพราะอย่างที่บอก หาล้อและยาง 17 ดีๆสักชุด ช่วงล่างอีกชุด ก็ทะลุ 50,000 บาทที่เป็นส่วนต่างไปแล้ว ยังไม่ได้เรื่องชุดแต่งกับลำโพง Pioneer เลย ส่วนสำหรับผม มีรถซิ่งสองคันที่บ้าน มีรถกระบะอีกคันแล้ว ผมคงขอเลือกรถใช้งานที่ประหยัดและนุ่มสบายมากกว่า ผมจึงมองรุ่น HEV Premium
>>ไม่เอาไฮบริด ก็ไปเบนซิน
ในขณะนี้หลายคนจะเชียร์ให้คุณเลือกรุ่น HEV ด้วยเรื่องความแรงและความประหยัดเชื้อเพลิง แต่คุณสามารถใช้สิทธิ์ในการใช้สมองได้ว่าคุณจำเป็นจะต้องตามกระแส หรือคุณจะเลือกอะไรที่เหมาะกับตัวเอง และเรื่องนี้ไม่ต้องโยนหัวก้อยเพราะมันสามารถเอาข้อมูลมากางแล้ววิเคราะห์กันได้ ถ้าคุยกันเรื่องความแรง แน่นอนว่าคุณไม่ต้องมามองรุ่น 1.2 ให้เสียเวลาเลย แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สนเรื่องความแรง คุณก็ดูความประหยัด ในกรณีที่เป็นการเทียบรถว่ากินน้ำมันต่างกันแค่ไหน เราก็พอที่จะอ้างอิง Eco Sticker ได้
อย่าง Yaris ATIV HEV Premium นั้น อัตราการกินน้ำมันจะอยู่ที่ 29.4 กม./ลิตร ในขณะที่ ATIV 1.2 Premium จะอยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร (แน่นอน..การขับให้ได้ 23 กม./ลิตรอาจจะยากสำหรับางคน แต่ในที่นี้เราใช้ข้อมูลเพื่อดูแค่ว่ารถสองรุ่น ต่างกันกี่กม./ลิตรเป็นหลัก) คุณลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าใช้รถปีละ 40,000 กม. เอา 40,000 ตั้ง แล้วหารด้วยกิโลเมตรต่อลิตรของแต่ละรุ่น ได้ผลออกมาก็เอาไปคูณค่าน้ำมันว่าลิตรละเท่าไหร่ ลองดูแล้วคุณจะพบว่าในเงื่อนไขนี้ ถ้าคุณใช้รถปีละ 40,000 กม. การใช้รุ่น HEV จะประหยัดค่าน้ำมันให้คุณปีละ 11,000 บาทโดยประมาณ ใช้ไป 5 ปีได้คืนทุน ดังนั้นยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคืนทุนไว ส่วนองค์ประกอบระบบไฮบริดอย่างแบตเตอรี่ รับประกัน 10 ปีถ้าเช็ครถกับศูนย์ตามเวลาที่กำหนดไม่พลาด ระบบอื่นน่าจะพังหลัง 10 ปีหรือ 300,000 กิโลเมตรไป ซึ่งตอนนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทำที่ศูนย์หรอก บางอย่างซ่อมอู่นอกบ้างก็ประหยัดเงินได้เยอะ
ในทางกลับกัน ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้รถน้อยมาก เช่นปีละ 20,000 กิโลเมตรหรือน้อยกว่า แบบนั้น การประหยัดเงินจากค่าน้ำมันจะเริ่มดูไม่คุ้มกับค่าตัวรถและส่วนต่างที่จ่าย เว้นเสียแต่ว่าคุณยังคิดถึงอัตราเร่งของรุ่น HEV อยู่ ถ้าใช้น้อยและไม่สนเรื่องความแรง รุ่นเบนซินก็เหมาะสมกับคุณ
จุดเด่นของรุ่นเบนซินยังมี นั่นคือสาเหตุที่ พี่ช้างผู้บริหาร Toyota บอกว่า เรายังไม่เลิกขายรุ่นเบนซินในวันนี้ แต่ในเวลาหลังจากนี้ ความนิยมและการเลือกของลูกค้าจะค่อยๆบอกเราว่าเราจะไปทางไหนต่อ ซึ่งผมมองว่าอาจจะคล้ายกับ Camry โฉม V70 ที่ตอนเปิดตัว 2018-2020 รุ่นไฮบริดขายได้แค่ 30% แต่ช่วงปลายอายุ อัตราส่วนแทบจะกลับกัน แต่ในกรณีของรถใช้งานอย่าง ATIV ทาง Toyota เข้าใจว่า มีคนอีกมากที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ไฮบริด หรือเชื่อในการบำรุงรักษาที่คาดเดาง่ายมากกว่าเรื่องแรงหรือประหยัด รุ่น 1.2 ก็น่าจะยังมีขายต่อไป แต่จำนวนรุ่นย่อยนั้น ผมมองว่าอาจจะลดลงภายใน 2 ปีจากนี้
ถ้าคุณต้องการประหยัดเงิน ใช้ตามจำเป็นแบบสมเหตุสมผล ลองดูรุ่น 1.2 SMART ดูครับ ด้วยการที่ราคาเขาแค่ 594,000 บาท อะไรจะดีกว่าการประหยัดเงินจากค่าน้ำมันก็มีแต่การประหยัดเงินตั้งแต่วันซื้อโดยการตัดสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นต่อการขับรถของเราออก ภายนอกรถนี่วิ่งมาหลายคนแยกไม่ออกหรอกว่าเป็นรุ่นถูกรุ่นแพงถ้าไม่ดูเบรกหลังว่าเป็นดรัมหรือดิสก์ ส่วนอุปกรณ์นั้น ไม่หรู แต่มีเท่าที่จำเป็น กล้องที่ให้เป็นกล้องมองหลัง ไม่มีระบบ Adaptive Cruise Control, BSM หรือไฟสูงอัตโนมัติ แต่มีระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมเบี่ยงพวงมาลัยกลับและระบบเตือนพร้อมเบรกอัตโนมัติด้านหน้า เบาะเป็นผ้าสลับหนัง หน้าปัดเป็นจอสีใหญ่บวกดิจิตอลเหมือนรุ่นที่แพงกว่า ทั้งหมดนี้คนส่วนมากที่ไม่ได้บ้ารถอยู่กับมันได้อยู่แล้ว และที่จริงรุ่น SMART นี่คือรุ่นย่อยที่ขายดีมากด้วย
ส่วนรุ่นอื่นๆ เลือกได้ตามกำลังทรัพย์และความจำเป็น รุ่น SPORT นั้นราคาถูกสุดจริงแต่ผมมองว่าส่วนต่างเมื่อเทียบกับรุ่น SMART ได้เรื่องความปลอดภัยมากกว่า ได้จอกลางใหญ่กว่า และได้ไฟหน้ามี Daytime Running Light มาด้วย ผมจะแนะตัว SPORT ก็ต่อเมื่อคุณไม่สนเรื่องอุปกรณ์เหล่านี้ หรือคุณจะซื้อไปทำรถเช่าเป็นหลัก
และถ้าอยากเน้นดูเก๋ ลุควัยรุ่น แต่ไม่อยากใช้ขุมพลังไฮบริด รุ่น 1.2 PREMIUM จะมีรุ่น Nightshade สีเทากับสีขาวหลังคาดำให้เลือก พวกรุ่นสูงๆของตัว 1.2 นี้ เบาะหนังเขาจะเย็บมาเป็นลายข้าวหลามตัด ดูสวยหรูกว่าเบาะแบบลายธรรมดาของ HEV Premium เสียอีก แต่แนะนำให้ลองนั่งดูด้วยนะครับเพราะรุ่น 1.2 กับ HEV นั้นความนุ่มของเบาะต่างกันเพราะ Toyota ตั้งใจทำให้มันต่าง บางคนที่ชอบเบาะนุ่มๆนั่งแล้วยู่จะชอบเบาะของ HEV มากกว่า
ลองเลือกดูได้ครับ สำหรับคนที่ชอบ Yaris ATIV ถ้าคุณมองหารถซีดานสำหรับการใช้งานที่ทนทาน ประหยัด ไว้ใจได้ ก็คงต้องมาทาง Toyota นี่ล่ะ แต่รุ่นไหนจะเหมาะกับคุณต้องคิดเอา แต่ขอแค่ว่าไม่ต้องเอาความชอบและสไตล์ของตัวเองไปกดไปแซะทางเลือกของคนอื่น เพราะตั้งแต่เกิดมาจนแก่ ผมยังไม่เจอรถรุ่นไหนที่ทำมาสเป็คเดียวตอบโจทย์คนทั้งโลกได้เลยครับ และมันจะไม่มีทางมีวันนั้น
Pan Paitoonpong