Beechcraft® AT-6 Wolverine อากาศยานรบหลายภารกิจที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฎิบัติการรบทางอากาศ หรือลาดตระเวณถ่ายภาพพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ โดย Beechcraft®บริษัทเดียวกันกับที่ส่งมอบเครื่องบิน T-6A ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบิน T-6B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินของเครื่อง Lockheed Martin A-10C พร้อมห้องนักบิน CMC Esterline และระบบจัดการการบิน การจัดหา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 Wolverine เพื่อทดแทนเครื่องบินฝึก-ขับไล่ไอพ่น L-39 ZA/ART ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 25 ปี โดยทยอบปลดประจำการหมดแล้ว L-39 เข้าประจำการในช่วงสุดท้ายก่อนปลดประจำการที่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ สำหรับ L-39 กองทัพอากาศจัดหามาเพื่อใช้ ฝึกนักบินขับไล่ไอพ่นก่อนที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงกว่า เช่น เอฟ-5TH ซุปเปอร์ไทกริส หรือ เอฟ-16 เอ/บี ไฟท์ติ้งฟัลคอน รวมทั้งสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องบินขับไล่เบา และสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดิน ด้วยอาวุธจรวดและระเบิด ที่มีใช้ในกองทัพอากาศ
...
AT-6E เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์ใบพัดแบบเทอร์โบพร็อพ โจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ พัฒนาจากเครื่องบินฝึกหลัก T-6 เจ้า Wolverine ที่มีกรงเล็บแหลมคม มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินโจมตี A-10C, ส่วนคันเร่งและคันบังคับแบบ Hands-on (HOTAS) นำมาจากเครื่อง F-16, ระบบส่งสัญญาณติดหมวก (HMCS) และห้องนักบินระบบดิจิทัลพร้อม MFD สำหรับการนำทาง เซ็นเซอร์ และการจัดการ/ระบบยิงอาวุธแบบบูรณาการ สามารถบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด ติดตั้งเซ็นเซอร์ EO/IR MX-15D เพื่อใช้ในการเล็งเป้าหมายและ ISR ทางยุทธวิธี
ในสงครามอีเล็กทรอนิกส์ AT-6 ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล LINK-16/SADL, ระบบ FMV/ROVER แบบเรียลไทม์สำหรับการเชื่อมต่อกับกองกำลังภาคพื้นดิน และระบบ VHF/UHF/SATCOMS ทางยุทธวิธี เดิมที AT-6 ถูกเสนอให้ใช้งานในภารกิจโจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ (LAAR) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงเมื่อสิบปีก่อน
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี 2560 เพื่อลดแรงกดดันต่อฝูงบินที่มีอยู่ กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้จัดหา AT-6 Wolverine สองเครื่อง (และ A-29 Super Tucano ของ AFSOC อีกสองเครื่อง) เพื่อพัฒนา CAS/ISR น้ำหนักเบา สำหรับประเทศพันธมิตร อย่าง โคลอมเบีย ไนจีเรีย ไทย และตูนิเซีย เพื่อพัฒนายุทธวิธีโจมตีเบา/ISR ร่วมกับ AERONet
...
...
เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 บ.จ.8 Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทย (RTAF: Royal Thai Air Force) หมายเลข "41102" ที่ได้เริ่มต้นทำการฝึกบินในพื้นที่ครั้งแรกของตนเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. 2567 (2024) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH Wolverine สองเครื่องแรก หมายเลข "41101" และ "41102" เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
...
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน กองทัพอากาศไทย ได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH จำนวน 8 เครื่องวงเงิน 4,314,039,908.80บาท ($143 million) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (2021) โดยฝูงบิน 411 จะได้รับมอบครบ 8 เครื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (2025) การจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6TH ยังรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการแก่เจ้าหน้าที่ของ ทอ. ไทย เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 22 บ.ฝ. 22 Beechcraft T-6TH Texan II(T-6C) ของโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับมอบครบจำนวน 12 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2566 (2023) โดยมีพื้นฐานร่วมกัน(ก่อนหน้านั้นเข้าใจว่าจะกำหนดแบบเป็น เครื่องบินโจมตีและฝึกแบบที่ 22 บ.จฝ. 22 AT-6TH แต่กำหนดแบบจริงเป็นเครื่องบินโจมตีแบบที่8 บ.จ.8)
กองทัพอากาศไทย ส่งนักบินชุดรับมอบจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกหลักสูตรครูการบิน(Flight Instructor) และนักบินลองเครื่อง(Test Pilot) ณ บริษัท Textron Aviation Defense สหรัฐฯใน Wichita มลรัฐ Kansas ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม พ.ศ.2567 และได้สำเร็จการศึกษากลับมายังไทยและเริ่มจัดตั้งการฝึกในประเทศแล้ว
เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึก บ.ฝ.22 T-6TH บ.จ.8 AT-6TH สองเครื่องแรก ถูกจัดส่งทางเรือมาไทยได้เข้าสู่โครงการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Reassembly Program) โดยโรงงานอากาศยานของ บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้กับ กองบิน 4 ตาคลี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 เครื่องบินที่เหลือ ถูกประกอบและส่งมอบเพิ่มเติมจนครบ
เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 858 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (316knots) เพดานบินสูงสุด 9,949 เมตร (31,000 feet) พิสัยบิน 3,194 กิโลเมตร (1,725nmi) น้ำหนักภารกรรมบรรทุก 1,864 กิโลกรัม (4,110lbs) ติดระบบตรวจจับกล้อง electro-optic/infrared(EO/IR) แบบ WESCAM MX-15Di ในตำแหน่งใต้โครงสร้างลำตัวกลางเครื่อง
ระบบอาวุธ
ตำแหน่งติดอาวุธ 7 จุด ใต้ปีกข้างละ 3 จุด ใต้ลำตัว 1 จุด เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของภารกิจ ทั้งกระเปาะปืนกล .50 คาลิเบอร์ ความจุกระสุน 400 นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire หรือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร จรวดไม่นำวิถีขนาด 2.75 นิ้ว ไฮดรา จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ APKWS อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบ เอจีเอ็ม-142 เฮลไฟร์ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU 12 Paveway I, GBU-58 Paveway II, GBU-49 และ GBU-59 enhanced Paveway II ระเบิดไม่นำวิถี MK 81 ขนาด 250 ปอนด์ และ MK 82 ขนาด 500 ปอนด์
เครื่อง AT-6TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่
- การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
- ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า(Forward Air Control-Airborne)
- การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance)
- การโจมตีทางอากาศ (Air Strike)
- การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR)
- การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue)
- การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery)
- การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery)
- การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า
รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในภารกิจด้านความมั่งคง การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
AT-6 Wolverine มี ISR ที่ทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ระบบกำหนดเป้าหมาย มีชุดเซ็นเซอร์ L3 Wescam MX-15D ประกอบด้วยกล้อง และ IR เครื่องระบุตำแหน่งด้วยเลเซอร์ เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์
ห้องนักบินของเครื่องบิน AT-6 Wolverine ถูกสร้างขึ้นสำหรับนักรบยุคใหม่ โดยผสานห้องนักบินกระจกดิจิทัลและ HUD ระบบนำทางยุทธวิธี จอแสดงผลเซ็นเซอร์ การจัดการอาวุธ และโหมดการส่งมอบอาวุธ ระบบภารกิจรบ A-10C ล็อกฮีด มาร์ติน ห้องนักบิน CMC ระบบจัดการเที่ยวบิน และจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชัน SparrowHawk HUD พร้อมระบบนำทางแบบบูรณาการและการยิงอาวุธปล่อยต่างๆ การควบคุมคันเร่งและควบคุมคันบังคับ (HOTAS) จากเครื่อง F-16.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/