พาหนะทางทหารนอกจากรถถัง รถสายพานลำเลียงพล หรือยานยนต์ในแบบอื่นๆ ที่ใช้งานในกิจการของทหารแล้ว ยังมีรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ หกล้อ แปดล้อ หรือสิบล้อ ที่สามารถบุกตะลุยไปได้ทุกที่ทุกสภาวะเพื่อเข้าร่วมหรือสนับสนุนในการรบ ลำเลียงกำลังพลหรืออาวุธ และช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ ยานยนต์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญยิ่งแทบทุกสมรภูมิในประวัติศาสตร์ของสงครามที่ผ่านมา...

1. Mercedes-Benz UNIMOG (Germany)
Mercedes-Benz UNIMOG (Universal Motor Gerat) รถบรรทุกลำเลียงพลและสัมภาระทางทหาร ได้รับการออกแบบในปี พ.ศ.2489 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ต้นแบบของยานพาหนะสายทหารคันนี้ถูกเปิดเผยในปี พ.ศ.2491 เดิมทีได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องจักรอเนกประสงค์ที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ 4x4 ถาวร ซึ่งสามารถใช้สำหรับการเกษตร งานป่าไม้ และการขนส่งสินค้าต่างๆ 

...



การออกแบบ UNIMOG ของ Mercedes-Benz บริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำจากเยอรมนี ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีพัฒนาการตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน UNIMOG ได้รับการขยายขนาดตัวถังให้ครอบคลุม รวมถึงการปรับปรุงระบบขับเคลื่อน 4x4 คล้ายกับรถ SUV โดยมีระวางน้ำหนักบรรทุกระหว่าง 1,250 ถึง 7,500 กิโลกรัม เวอร์ชั่น 6x6 หรือมี 6 ล้อ สามารถขับเคลื่อนได้ทุกล้อเพื่อการลุยในสนามรบ UNIMOG ในทุกวันนี้มีสมรรถนะที่เข้ากับการใช้งานทางทหารและพลเรือน ด้วยประสิทธิภาพและความสามารถ มันจึงได้รับความนิยมจากกองทัพทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการนำรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานทางทหารมาปรับปรุงรถ UNIMOG การพัฒนาทำให้ขนาดของตัวรถเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ทุกรุ่นถูกสร้างขึ้นเพื่อความแข็งแกร่งทนทานและมีประสิทธิภาพด้านการลุยทางวิบาก ด้วยความสามารถในการทำงานของระบบขับเคลื่อนกับแรงบิดที่ยอดเยี่ยม มีฐานล้อกว้างทำให้ทรงตัวได้ดีเมื่อลุยผ่านป่าเขา ความสามารถและแรงขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ ขนาดของพื้นที่บรรทุกและตัวแปรอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า UNIMOG สามารถตอบสนองความต้องการด้านโลจิสติกส์ทางทหารโดยเฉพาะ UNIMOG ยังใช้เป็นพาหนะบริการกองร้อยรถพยาบาล ลำเลียงสัมภาระหรือกำลังรบ อุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ นอกจากนี้ UNIMOGS ยังถูกใช้เป็นยานยนต์ติดตั้งปืนใหญ่เบาอีกด้วย

...

UNIMOG มีความสามารถในการขับขี่แบบ off-road ได้อย่างโดดเด่น มีข้อได้เปรียบด้านการซ่อมบำรุง เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ สามารถใช้ได้ทั่วโลก UNIMOG ยังถูกดัดแปลงเป็นรถหุ้มเกราะสำหรับใช้ในกองกำลังที่อยู่แนวหน้าของเขตสงครามอีกด้วย

2. M1078 LMTV และ M1083 MTV (United States)
ในปี 1991 บริษัท สจ๊วตแอนด์สตีเวนสัน เป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้รับสัญญาว่าจ้างเพื่อผลิตยานพาหนะทางทหารขนาดกลางใช้งานในกองทัพสหรัฐฯ (FMTV) ในที่สุดรถบรรทุกขนาดกลางที่มีอยู่ในคลังของกองทัพอเมริกันจะถูกแทนที่ด้วยรถลำเลียงพลรุ่นใหม่ การออกแบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ 

...

FMTV ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรถบรรทุก Austrian Steyr 12M18 ผลิตขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2528 แต่มีการปรับรื้อปรับแต่งให้มีขนาดกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น พร้อมกลไกขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 Light Medium Tactical Vehicle (LMTV) รวมถึงยานยนต์ทางยุทธวิธี 6 ล้อ และขับเคลื่อนทุกล้อแบบ 6x6 (MTV) ทั้งสองรุ่นมีส่วนประกอบพื้นฐานมาจากรถบรรทุกสินค้า M1078 ในขณะที่รุ่นพื้นฐาน 6x6 คือ M1083 ความน่าเชื่อถือจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ ประสิทธิภาพการใช้งานในระยะยาว ทุกด้านได้รับการพิสูจน์อย่างดีในช่วงอายุการใช้งาน

...


M1078 LMTV และ M1083 MTV สร้างขึ้นมาเพื่อขนส่งยุทธภัณฑ์และลำเลียงทหารราบ เป็นรถบรรทุกหลักของกองทัพสหรัฐฯ และเสนอขายเพื่อการส่งออกในประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลางและที่อื่นๆ สงครามในอิรัก นำไปสู่การพัฒนารถลำเลียงหุ้มเกราะที่มีการติดตั้งเกราะได้หลากหลายระดับ การซ่อมแซมชิ้นส่วนที่สึกหรอสามารถกระทำได้ง่าย การออกแบบที่เน้นความง่ายในการซ่อมบำรุง ทำให้ทหารช่าง 2 คนสามารถถอดและเปลี่ยนเครื่องยนต์ภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น 

3. MAN SX series (Germany) 
รถบรรทุกทหารรุ่น MAN SX Series มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ เป็นรถทหารที่มีความคล่องตัวสูง ใช้งานในกองกำลังติดอาวุธของเยอรมันในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ยานยนต์ทางทหาร MAN SX ถูกใช้งานในกองทัพบกของประเทศเยอรมนี ออสเตรีย เดนมาร์ก มาเลเซีย นอร์เวย์ สวีเดน สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ


แชสซีที่แข็งและมีความคล่องตัวมากขึ้น SX45 เป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 8x8 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสภาพถนนที่ยากลำบาก มีความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุก 14-16 ตัน นอกจากนี้ยังมี SX44 ขนาดเล็กแบบ 6x6 ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการทางทหาร เป็นรถเรดาร์สื่อสาร เป็นรถบัญชาการรบที่ติดตั้งได้ทั้งเสาอากาศและเครื่องยิงขีปนาวุธ เกราะที่ห่อหุ้มพัฒนาร่วมกันโดย MAN และ Krauss-Maffei Wegmann ให้การป้องกันระเบิดขนาดเล็ก, เศษชิ้นส่วนที่เกิดจากลูกปืนใหญ่, กับระเบิด, ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โมดูลเกราะสามารถติดตั้งได้ภายใน 10 ชั่วโมงในสภาพสนาม รถบรรทุก MAN SX series ยังสามารถใช้งานได้กับรถหุ้มเกราะแบบรวมซึ่งมีระดับการป้องกันที่สูงขึ้น สามารถติดตั้งสถานีควบคุมอาวุธระยะไกลและเป็นฐานบัญชาการเคลื่อนที่

เครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหลังออกแบบให้มีความสูงลดลง หม้อน้ำตั้งอยู่ด้านหลังป้องกันความเสียหายจากกระสุนปืนหรือโคลนเลนขณะลุย MAN SX เป็นรถบรรทุกทหารที่เชื่อถือได้มากที่สุดเท่าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยมีอายุการใช้งานนาน 30 ปี

4. Ural-4320 (Russia)
Ural-4320 เป็นรถบรรทุกหนักใช้งานทางทหารของรัสเซีย รวมถึงยังเป็นยานพาหนะขอพลเรือน มีขีดความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุก 4.5 ตัน พร้อมสมรรถนะแนว off-road รุ่นพื้นฐานเป็นรถลำเลียงพล ขนส่งยุทธปัจจัย อาวุธและเสบียง รวมถึงการลากรถพ่วงหรือปืนใหญ่สนาม แม้ว่าจะแพร่หลาย แต่ Ural-4320 รถบรรทุกของรัสเซียนี้ไม่น่าเชื่อถือเท่ากับรถทหารของฝั่งตะวันตก 


Ural-4320 มีระบบขับเคลื่อน 6 ล้อ หรือ 6x6 แบบตลอดเวลา ติดตั้งระบบแรงดันลมจากส่วนกลาง เป็นยานพาหนะออฟโรดที่มีความสามารถมาก ด้วยรูปแบบการจัดเตรียมทุกรุ่นสามารถทำอุปสรรคน้ำได้ถึง 1.75 เมตร ยานพาหนะสามารถทำงานได้ในสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ -50 ° C ถึง + 50 ° C

5. KrAZ-6322 (Ukraine) 
เป็นรถบรรทุกอเนกประสงค์ขนาดหนักของกองทัพยูเครน ผลิตมาตั้งแต่ปี 1999 แม้ว่าจะมีต้นกำเนิดและพัฒนามาจากรถทหารในยุค 60 โดยใช้งานในกองทัพของยูเครน แองโกลา อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย และเยเมน KrAZ-6322 จำนวนมากได้รับคำสั่งซื้อจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เป็นยานยนต์ใช้งานในกองทัพอิรัก และยังมีประจำการในกองทัพบกอิหร่านอีกด้วย



รถบรรทุกหนัก KrAZ-6322 สามารถลากจูงพ่วงกับสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่เกิน 30 ตัน นอกจากนี้ยังสามารถลากเครื่องบินที่มีน้ำหนักไม่เกิน 75 ตันบนสนามบินได้อย่างสบายๆ ตัวถังในรุ่นมาตรฐานติดตั้งผ้าใบกันน้ำแบบถอด ที่นั่งทำจากไม้ เหมาะสำหรับการขนส่งในกองร้อย สามารถบรรทุกทหารได้ 24 นาย KrAZ-6322 ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการใช้งานสมบุกสมบัน

6. MTVR (United States)
ยานพาหนะขนาดกลางทางยุทธวิธี MTVR เป็นรถบรรทุกทหารที่ใช้งานในกองทัพเรือสหรัฐฯ และนาวิกโยธิน ผลิตในปี 2005 มีความคล่องตัวสูง MTVR กว่า 11,000 คัน ถูกส่งไปยังกองทัพของอียิปต์ กรีซ อิรัก สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ทุกรุ่นของ MTVR ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ 6x6 น้ำหนักบรรทุกได้ถึง 7 ตัน หรือสูงถึง 15 ตัน เมื่อขับรถบนพื้นผิวที่ราบเรียบ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบสำหรับการลากสัมภาระสมรรถนะที่ดีทำให้ MTVR เป็นส่วนสำคัญของกองกำลังนาวิกโยธินอเมริกัน MTVR ยังติดตั้งปืนครก M777 ลำเลียงเชื้อเพลิง น้ำ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ



รถบรรทุก MTVR สามารถติดตั้งชุดเกราะป้องกันอาวุธ หรือติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร หรือ 7.62 มิลลิเมตร  MTVR ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์จเจอร์ของ Caterpillar C-12 ขนาด 11.9 ลิตร ซึ่งพัฒนาให้มีกำลังถึง 425 แรงม้า ระบบขับเคลื่อนทุกล้อแบบตลอดเวลา พร้อมระบบกันสะเทือนอิสระ

7. KamAZ-5350 (Russia) 
KamAZ-5350 เป็นรถบรรทุกของรัสเซีย ออกแบบสำหรับใช้งานในพลเรือนและทหาร มีทั้ง 4x4 และ 6x6 สามารถลากจูงรถพ่วงหรือปืนใหญ่หนัก 7 ตัน KamAZ-5350 หรือที่รู้จักกันในชื่อรัสเซีย: Мустанг  เป็นรถบรรทุกขับเคลื่อนหกล้อ ผลิตโดย Kamaz ในเมืองนาเบเรจเนียเชลนี ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทางทหารโดยเฉพาะ KamAZ-53501 ยังมีรุ่นที่มีน้ำหนักบรรทุกน้อยกว่า 



KamAZ-5350  มีสามเพลาขับแล้ว ยังมี KamAZ-4350 ที่มีเพลาแบบสองเพลาขับ และ KamAZ-6350 ที่มีเพลาสี่เพลาขับอีกด้วย โดยมีห้องโดยสารและการออกแบบตัวถังพื้นฐานร่วมกัน KamAZ-5350 รถบรรทุกอเนกประสงค์ เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก KamAZ-4310 รุ่นเก่า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ในช่วงสงครามเย็น ต้นทศวรรษ 1980 และเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียในปี พ.ศ. 2545  KamAZ-5350 รุ่นมาตรฐานมีขีดความสามารถในการบรรทุก 6,000 กิโลกรัม  ลากจูงรถพ่วงหรือปืนใหญ่ได้ มีโมดูลต่อยอดการใช้งานทางทหาร  ออกแบบให้ติดตั้งเข้ากับรถเพื่อวัตถุประสงค์หรือการใช้งานที่แตกต่างกัน สามารถติดตั้งเกราะเสริมในห้องโดยสาร เพื่อเพิ่มการป้องกันสำหรับพลขับ ห้องโดยสาร รองรับผู้โดยสารได้สามคนและมีที่นอนหนึ่งที่ 

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์จ KamAZ-740.13.260 ให้กำลัง 250 แรงม้า ติดตั้งอุปกรณ์สตาร์ทเครื่องยนต์ในสภาพอากาศหนาวเย็นซึ่ง มีประสิทธิภาพการทำงานที่อุณหภูมิต่ำถึง -50 °C  ติดตั้งระบบเติมลมยางฉุกเฉิน 


8. HEMTT (United States)
HEMTT หรือ Heavy Expanded Mobility Tactical Truck คือตระกูลรถบรรทุกขนาดใหญ่แบบ 8 ล้อ หรือ 8x8 ใช้งานในกองทัพสหรัฐฯ HEMTT ประจำการในกองทัพมะกันมานานกว่า 35 ปี HEMTT ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานในทุกสภาพภูมิอากาศ รุ่น M977 เป็นรถบรรทุกสินค้าพื้นฐานติดตั้งเครนยกของ ส่วน HEMTT บางรุ่นสามารถติดตั้งชุดเกราะเสริมที่ป้องกันอาวุธปืนขนาดเล็กและชิ้นส่วนสะเก็ดลูกปืนใหญ่ มีปืนกลติดอยู่บนหลังคา


HEMTT ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 8V92TA กำลัง 450 แรงม้า เครื่องยนต์อยู่หลัง เพื่อลดความสูงโดยรวม พร้อมระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ 8x8 แต่สามารถเปลี่ยนเป็น 8x4 บนถนนเรียบเพื่อทำความเร็ว รุ่นที่ได้รับการอัพเกรด เช่น HEMTT A3 และ HEMTT A4 มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก นาวิกโยธินสหรัฐฯ ใช้ Mk.48 LVS หรือระบบลอจิสติกส์ติดตั้งในยานพาหนะ รถบรรทุกยุทธวิธีรุ่นนี้มีชื่อว่า Dragon Wagon เป็นยานพาหนะทางทหารแบบ 8x8 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากกับ HEMTT และประจำการอยู่ในกองกำลังขนส่งกับหน่วยทหารช่างของอเมริกัน

9. LVSR (United States)
ในปี พ.ศ.2549 นาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เลือกรถบรรทุกยุทธวิธีหนักรุ่น LVSR (Logistic Vehicle System Replacement) เพื่อทดแทนรถ Oshkosh Mk.48 รุ่นเก่า รถบรรทุกทหารรุ่นนี้ถูกนำไปใช้ในอัฟกานิสถาน หน้าที่หลักของรถบรรทุกอเนกประสงค์เหล่านี้ก็คือการขนส่งสิ่งของขนาดหนักและสัมภาระทางทหาร กระสุน น้ำและเชื้อเพลิง ยานพาหนะ LVSR เป็นรถ 10 ล้อ แบบ 10x10 มีน้ำหนักบรรทุกประมาณ 12 ตันเมื่อลุยทางวิบาก และเพิ่มขึ้นเป็น 20.4 ตันเมื่อวิ่งบนถนนปกติ นอกจากนี้ยังใช้ลากรถพ่วงปืนใหญ่ได้ดีอีกด้วย 



Oshkosh LVSR สามารถตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติงานของกองกำลังนาวิกโยธินทั่วโลก ห้องโดยสารหุ้มเกราะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์จเจอร์ Caterpillar C15 ให้กำลังสูงถึง 600 แรงม้า เครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ด้านหลังช่วยป้องกันความเสียหายของหม้อน้ำจากการอุดตันของโคลนขณะลุย 

10. รถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 แบบ 50/51 ของกองทัพบกไทย
รถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 แบบ 50/51 มีจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการรถยนต์บรรทุกเบา 1 ขนาด 1/4 ตัน เอ็ม 151 ของกรมสรรพาวุธทหารบกในปี พ.ศ. 2543 โดยนำรถยนต์พลเรือนในเวลานั้นมาดัดแปลง ได้แก่ โตโยต้า ไทเกอร์, มิตซูบิชิ สตราด้า, อีซูซุ และฟอร์ด จนได้รถยนต์บรรทุกขนาดเบา แบบ 50[2] ดำเนินการผลิตโดย บริษัท ปรีชาถาวรอุตสาหกรรม  มียอดการสั่งซื้อในระหว่างปี พ.ศ. 2551–2553 จำนวน 727 คันพร้อมกับชิ้นส่วนอื่น ๆ วงเงิน 756.2 ล้านบาท 

ต่อมาได้มีการพัฒนารถยนต์บรรทุกเบา แบบ 51 โดยมีรุ่นย่อย ได้แก่ แบบ 51เอ ใช้โครงสร้างของรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน แบบ 51บี ใช้โครงสร้างของทั้งรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้และรีโว่  ดำเนินการผลิตโดย บริษัท ปรีชาถาวรอุตสาหกรรม เช่นกัน  โดยมีการขึ้นบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย ระบุว่าเป็นการวิจัยโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2559  นอกจากนี้ยังมีการผลิตรุ่นสำหรับใช้งานทางการแพทย์เป็นรุ่นพยาบาล แบบ 51 

ในปี พ.ศ. 2562 กรมสรรพาวุธทหารบกได้ดำเนินการจ้างผลิตและประกอบรถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 แบบ 51 ทั้ง 2 แบบ ได้แก่ แบบ 51เอ (แบบบังคับการและติดตั้งปืนกล) ราคาคันละ 1,493,000 บาท จำนวน 58 คัน, แบบ 51บี (ปรับปรุงใหม่) ราคาคันละ 1,366,000 บาท จำนวน 101 คัน และรถยนต์บรรทุกพยาบาล 4×4 แบบ 51 (4 เปล) ราคาคันละ 2,999,870 บาท จำนวน 27 คัน โดยผู้ชนะในการเสนอราคาคือ บริษัท เอส.เอส.เอส.ออโตโมทีฟ อินดัสตรี จำกัด ภายใต้วงเงินที่เสนอราคามาคือ 305,556,490,490 บาท 

รถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 ใช้ระบบการชับเคลื่อนแบบระบบสี่ล้อ ขนาด 1/4 ตัน ตัวรถใช้โครงสร้างของรถยนต์กระบะโตโยต้า ไทเกอร์, มิตซูบิชิ สตราด้า, อีซูซุ และฟอร์ด ตัวรถเป็นหลังคาแบบผ้าใบ ไม่มีระบบปรับอากาศภายใน 

รุ่นต่อมาคือแบบ 51 เอ/บี นั้นได้รับการพัฒนาจากแบบ 50 โดยเปลี่ยนจากการใช้หลังคาผ้าใบและไม่มีระบบปรับอากาศ มาเป็นหลังคาที่ทำจากเหล็ก มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเข้าไปเพิ่มเติม ประตูของรถทำจากเหล็กที่เสริมเกราะป้องกันกระสุนในการปกป้องผู้ใช้งานภายในรถ นอกจากนี้ยังมีรถยนต์บรรทุกพยาบาล แบบ 51 มีโครงเหล็กหลังคาแบบแข็ง รองรับผู้ป่วยได้สูงสุด 4 เปล

รถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 มีคุณลักษณะของรถคือ ใช้กงล้อแบบ 7เจ-16 ยางขนาด 750-16 หรือ 265/75R-16 ชั้นผ้าใบเทียบเท่า 8 ชั้น มีลักษณะดอกยางสำหรับใช้งานในภูมิประเทศหรือดอกบั้ง ได้รับมาตรฐานทางการทหารโดย คณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหม (กมย.กห.) 

รายละเอียด

รถยนต์บรรทุกขนาดเบา 4×4 แบบ 51บี มีรายละเอียดดังนี้ 

น้ำหนักรถเปล่า 2,500 กิโลกรัม
น้ำหนักที่ล้อคู่หน้า 1,200 กิโลกรัม
น้ำหนักที่ล้อคู่หลัง 1,200 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุก 1,400 กิโลกรัม
ระยะสูงพ้นพื้น 250 มิลลิเมตร
มุมไต่ชันสูงสุด ร้อยละ 60
มุมถึงลาด 40 องศา
มุมจากลาด 40 องศา
ระยะลุยน้ำลึก 500 มิลลิเมตร
จุดศูนย์ถ่วง 1,500 มิลลิเมตร
ทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง





รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ทบ ไทย
มีขีดความสามารถในการเปลี่ยน Pod ลูกจรวดชนิดใหม่ได้ทันที (น้อยกว่า ๑๐นาที) รองรับการยิงจรวดที่มีระยะยิงไกลสุดตั้งแต่ 40km จนถึง 300km ตั้งแต่จรวดไม่นำวิถีขนาด 122mm (GRAD รัสเซีย) ซึ่งรองรับจรวด DTI-2 ที่พัฒนาในไทย และจรวดแบบ SHE-30 และ SHE-40 ของจีนที่ใช้ร่วมกับจรวดหลายลำกล้องแบบอัตตาจร SR4 ที่กองทัพบกไทยมีใช้งาน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 กองทัพบกไทยได้เห็นชอบการจัดซื้อจรวด SHE-30 จำนวน 563 นัด วงเงิน 160,481,855.10 บาท ($4,757,837.65) และจรวด SHE-40 จำนวน 505 นัด วงเงิน 151,730,215.61 บาท ($4,498,376.05) เพิ่มเติมจาก China North Industries Corporation(NORINCO) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอาวุธของจีน เป็นการเพิ่มจำนวนกระสุนและพร้อมนำมาใช้งานกับระบบที่มีอยู่แล้วได้ขณะที่จรวดนำวิถี Accular ขนาด 122mm ระยะยิงหวังผล 40km ชุดยิง 18 นัด (ติดตั้งได้สูงสุดสอง pod รวม 36 นัด) จะเป็นจรวดพื้นสู่พื้นแบบแรกที่ ทดสอบการยิงจริง ณ สนามยิงปืนใหญ่เขาพุโลน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ศป. จังหวัดลพบุรี ในระยะยิง 19km ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมถึงจรวดนำวิถี EXTRA ขนาด 306mm ระยะยิงหวังผล 150km ชุดยิงละ 4 นัด(สอง pod รวม 8 นัด) และจรวดนำวิถี Predator Hawk ขนาด 370mm ระยะยิงหวังผล 300km 2 ชุดยิง (สอง pod รวม 4 นัด) ทั้งนี้ Elbit Systems อิสราเอลยังได้เสนอจรวดร่อนทางยุทธวิธีอัตโนมัติ(Autonomous Loitering Munition) แบบ SkyStriker ซึ่งสามารถทำการยิงจากฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ได้ด้วย ซึ่งถ้าเข้าสู่สายการผลิตและนำเข้าประจำการได้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบกไทยอย่างมาก (ข้อมูลจาก https://aagth1.blogspot.com/2024/09/dti-d11a.html)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/