SAAB 340 AEW Erieye เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางภัยอากาศรุ่นล่าสุดของทัพฟ้าไทยคืออากาศยานสองเครื่องยนต์ทำหน้าที่เหมือนเรดาร์ลอยฟ้า และทำให้ไทย...กลายเป็นประเทศที่สองต่อจากสิงคโปร์ ในภูมิภาคนี้ และเป็นประเทศที่ 22 ของโลกที่มีเครื่องบินตรวจการณ์ชนิดพิเศษนี้เข้าประจำการ...(ตั้งแต่ปี พศ. 2554)
เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนอากาศยานรบที่เป็นภัยคุกคามแบบแรกของกองทัพอากาศไทย เรดาร์ลอยฟ้าที่ทำให้ไทยกลายเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนต่อจากกองทัพอากาศสิงคโปร์และถือเป็น1ใน 22 ประเทศทั่วโลกที่มีเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศใช้งาน
...
เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ มีชื่อเรียกว่า AWAC และ AEW&C มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพอากาศเยอรมันที่เปิดฉากการบุกยุโรปใช้เครื่องบินแบบ Focke-Wulf Fw189 UHU ติดตั้งระบบเสาอากาศตรวจจับซึ่งเรดาร์ที่ทำการติดตั้งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคนั้นและออกทำการบินในเวลากลางคืนเพื่อสกัดกั้นและแจ้งเตือนไปยังหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพเยอรมันเมื่อตรวจพบเครื่องบินของข้าศึกที่บินล้ำเข้ามาในน่านฟ้า รวมถึงเครื่องบินแบบ Fieseler Fi 156 Storch ที่ทำหน้าที่ตรวจการและแจ้งเตือนกองกำลังทางภาคพื้นดินของฝ่ายพันธ์มิตรให้กับผู้บัญชาการรบของกองทัพเยอรมันได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ในปี1942โซเวียตได้ทำการทดลองติดตั้งสถานีเรดาร์ที่มีชื่อเรียกว่า Gneis2 ในเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยบินปานกลางแบบ PE2 ส่วนสหรัฐอเมริกาทำการทดสอบเรดาร์ AN/ASP20 เข้ากับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ Avenger การทดลองของทั้งสามชาติในมหาสงครามโลกครั้งที่สองประสบความสำเร็จโดยสามารถตรวจจับกลุ่มเครื่องบินที่ทำการบินอยู่บนท้องฟ้าได้ไกลถึง 100 ไมล์
...
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและเข้าสู่ยุคสงครามเย็นของชาติมหาอำนาจ ทั้งอเมริกันและรัสเซีย ต่างแข่งกันพัฒนาอาวุธภายในกองทัพของตนเป็นการใหญ่ทำให้เทคโนโลยีของเครื่องบินควบคุมและตรวจการทางอากาศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยการออกแบบและดัดแปลงอากาศยานของพลเรือนเพื่อนำมาใช้งานภายในกองทัพโดยทำการติดตั้งเรดาร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นเครื่องบิน E-3Sentry ของกองทัพอากาศอเมริกัน หรือเครื่องบิน Boeing707 ติดตั้งระบบเรดาร์แจ้งเตือนรุ่น AN/APY-1/2 ส่วนกองทัพอากาศตุรกีใช้เครื่อง Boeing737-MESA โดยทำการติดตั้งเรดาร์รุ่นก้าวหน้าของบริษัท Northrop Grumman ส่วนฝั่งคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียและจีนในขณะนั้นก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหารแบบ A50 Mainstay ที่ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกลมาประจำการในเส้นแนวเขตแดนของตนเพื่อตรวจจับเครื่องบินสอดแนมของพวกอเมริกัน
...
Airborne Warning And ControlSystem หรือเรียกสั้นๆว่า AWAC เป็นคำใช้เรียกอากาศยานที่ปฏิบัติการควบคุมและตรวจตราทางอากาศ ทำหน้าที่ทั้งการแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายข้าศึกที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงและกำลังบินเข้ามายังน่านฟ้า ปฎิบัติการควบคุมและแจ้งตำแหน่งของข้าศึกทางภาคพื้นดินในสนามรบให้กับผู้บัญชาการที่มีอำนาจวางแผนและสั่งการ เครื่องบินแบบ AWAC จะมีลำตัวกว้างกว่าปกติ ภายในมีอุปกรณ์ตรวจจับแบบเรดาร์หรือระบบค้นหาด้วยอินฟาเรดและทำการบินตรวจการเพื่อเฝ้ามองความเคลื่อนไหวต่างๆของฝ่ายศัตรู ระบบเรดาร์ดังกล่าวมีรัศมีทำการไกลนับร้อยไมล์เพื่อทำการวิเคราะห์หรือส่งข้อมูลเป้าหมายที่ตรวจพบไปยังเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายตนเองเพื่อเข้าสกัดกั้นต่อตี ส่วนในการรบภาคพื้นดินเครื่องบินแบบ AWAC ยังสามารถใช้เรดาร์ที่มีระยะทำการไกลกว่าเครื่องบินขับไล่ทั่วไปเพื่อการมองเห็นได้ในทุกพิกัดและส่งข้อมูลที่สำคัญไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อการตัดสินใจในการปฏิบัติการรบได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น
...
สงครามทางอากาศที่เด่นชัดที่สุดคือปฎิบัติการพายุทะเลทรายของกองกำลังอเมริกันและพันธมิตรที่บุกโจมตีประเทศอิรัก (Operation DesertStorm) โดยฝ่ายอเมริกันใช้เครื่องบินตรวจการบนอากาศแบบ Boeing E-3 Sentry ซึ่งรับหน้าที่ควบคุมกองกำลังทางอากาศทั้งหมดในระหว่างการเข้าโจมตีทิ้งระเบิด และตรวจตราน่านฟ้าทั่วทั้งกรุงแบกแดดจนทำให้กองกำลังฝ่ายพันธมิตรสามารถครองความเป็นเจ้าเวหาและทำลายเครื่องบินรบของอิรักไปถึง 38 ลำเลยทีเดียว ข้อเสียของเครื่องบิน AWAC เนื่องจากเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่และมีค่าใช้จ่ายในระหว่างปฏิบัติการสูงจึงทำให้เกิดการออกแบบเครื่อง Airborne Warning And ControlSystem ที่มีขนาดกระทัดรัดซึ่งมีประสิทธิภาพด้อยกว่าเครื่อง AWAC ในบางจุดเนื่องจากขนาดที่เล็กกว่าของระบบเรดาร์ตรวจจับแต่ยังสามารถควบคุมและปฎิบัติการในระหว่างทำการรบได้อย่างสะดวกจึงทำให้กองทัพอากาศของบราซิล สิงคโปร์และกรีซมีเครื่องบินชนิดนี้อยู่ในประจำการ
ประเทศในกลุ่มสนธิสัญญานาโต้มีการพัฒนาอากาศยานตรวจจับฝ่ายตรงข้ามหลังจากยุคสงครามเย็นใกล้จะสิ้นสุดลง การพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นในยุค 1980 โดยบริษัทโทรคมนาคมอย่าง Ericsson Microwave System ได้ทำการคิดค้นระบบเรดาร์แบบใหม่ AESA (ActiveElectronically Scanned Array) เพื่อนำมาติดตั้งในเครื่องบินตรวจการขนาดกลางหรือ Airborne WarningAnd ControlSystemรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีลำตัวกระทัดรัดกว่าเครื่อง AWAC ลำโต เรดาร์แบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากระบบเรดาร์ทั่วไปที่ตัวมันเองไม่จำเป็นต้องหมุนเพื่อส่งสัญญาณเรดาร์ออกไปรอบทิศทางแต่อย่างใดแต่ด้วยการใช้เสาอากาศขนาดเล็กนับพันต้นที่ยึดตัวอยู่ภายในกระเปาะเรดาร์แล้ววางเสาดังกล่าวไว้ครบ 360 องศาทำให้ทิศทางในการรับ-ส่งคลื่นเรดาร์ครอบคลุมการตรวจจับได้รอบทิศทาง ใช้คลื่นความถี่สูงกว่าระบบเรดาร์แบบจานหมุนทำให้มีพิสัยการปฏิบัติการไกลกว่าเรดาร์แบบปกติ ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยกว่าและสามารถตรวจจับเป้าหมายได้มากกว่า ระบบเรดาร์แบบ Active Electronically ScannedArray นี้ยังมีใช้งานในเรือพิฆาตยุคใหม่ เรือเร็วโจมตีติดขีปนาวุทธ รวมถึงเครื่องบินขับไล่-โจมตีความเร็วเหนือเสียงซึ่งบริษัท Ericsson เป็นผู้ผลิตเจ้าแรกที่นำเอาระบบเรดาร์ขนาดกระทัดรัดมาติดตั้งบนเครื่องบินแจ้งเตือนแบบ AEW
ทศวรรษที่ 80 บริษัทผลิตอากาศยานของสวีเดน Saab ได้ร่วมมือกับบริษัท Fairchild Aircraft ของสหรัฐอเมริกาทำการพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดกลางแบบใหม่ เพื่อเข้ามาแทนที่เครื่องบินโดยสารแบบเก่าที่มีเพียง 30-36 ที่นั่งสามารถบินเดินทางภายในภูมิภาคด้วยความเร็วประมาณ 4-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริษัทอเมริกันรับหน้าที่ออกแบบและสร้างแพนหางระดับ ปีกกับชิ้นส่วนที่ใช้ภายในเครื่องยนต์แบบเทอร์โบพร็อพ ส่วนบริษัท Saab ของสวีเดนสร้างลำตัวที่ทำจากอลูมินัมอัลลอย แพนหางดิ่งและการประกอบในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากบริษัท Fairchild Aircraft เลิกล้มกิจการไปแล้วการผลิตทั้งหมดจึงย้ายไลน์มาที่โรงงานของ Saab ในเมือง Linkoping ประเทศสวีเดน เครื่องบิน Saab340 รุ่นแรกใช้รหัส A ขึ้นทำการบินทดสอบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1983 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็น Saab 340B และ Saab340B+ โดยเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้มีแรงขับที่สูงมากขึ้น ติดตั้งระบบลดเสียงของเครื่องยนต์และลดการสั่นสะเทือนทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบและมีเสียงรบกวนในขณะทำการบินเพียง10เดซิเบล เครื่องบินโดยสารแบบ Saab340 ถูกนำเข้าประจำฝูงบินในสายการบินต่างๆถึง 61 สายการบินในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีชั่วโมงบินรวมแล้วมากกว่า13 ล้านชั่วโมงบิน Saab340 ผลิตขึ้นทั้งหมด 459 ลำ ปัจจุบันยังคงทำการบินใช้งานอยู่ถึง 416 ลำประสบอุบัติเหตุตก 9 ลำและปิดสายการผลิตไปในปีคศ 1999 แต่บริษัท Saab ยังคงผลิตอะไหล่ใหม่ทุกชิ้นส่วนของตัวเครื่องเพื่อป้อนให้กับเครื่อง 340A- 340B - 340B+ทั้ง 416 ลำที่ยังคงขึ้นบินตามปกติ ปี 1994 Saab ได้ทำการปรับปรุงเครื่องบินรุ่น 340 ครั้งใหญ่ และพัฒนาไปสู่การสร้างเครื่อง Saab 2000 แต่จากการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงของบริษัทฝรั่งเศสที่ผลิตเครื่องบินโดยสารขนาดกลางเครื่องยนต์เทอร์โบพร๊อพรุ่น ATR และบริษัทจากแคนาดาอย่าง Bombardier รวมถึงไม่อาจต่อกรกับเครื่องบินโดยสารขนาดกลางที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนอย่าง Embraer ของบราซิลและบริษัทสร้างเครื่องบินชั้นเยี่ยมราคาแพงอย่าง Dassault ทำให้บริษัท Saab ผลิตเครื่องบินรุ่น Saab 2000 เพียง 64 ลำในระหว่างปี 1999-2005
กองทัพอากาศสวีเดนมองเห็นคุณประโยชน์ของเครื่องบินรุ่นนี้จึงนำเข้าประจำการพร้อมกันนั้นได้ทำการติดตั้งระบบเรดาร์ Erieye ให้กับเครื่องบินSaab 340B+ จำนวนสี่ลำหนึ่งฝูงบินเครื่องบินลำแรกที่ได้รับการติดตั้งระบบเรดาร์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า S-100B Argus หรือใช้ชื่อทางการค้าว่า Saab 340AEW&C การพัฒนาระบบเรดาร์และระบบควบคุมอย่างต่อเนื่องของพวกสวีเดนทำให้เครื่องรุ่น AEW 300 ถือกำเนิดขึ้นในปี 2000 มีการเพิ่มสถานีควบคุมบนตัวเครื่องบินอีกถึงสามสถานีและใช้เจ้าหน้าที่สามนายโดยไม่จำเป็นต้องมีสถานีรับข้อมูลหรือเจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นดินแต่อย่างใด การพัฒนาได้ก่อให้เกิดระบบสื่อสารดิจิตอลอันทันสมัยชื่อ Link16 และ TIDLSหรือ Tactcal Information Data LinkSystem เพื่อทำการสื่อสารโดยตรงกับเครื่องบินรบของนาโต้ทั้งหมด
กองทัพอากาศสวีเดนได้ทำการปรับปรุง Saab 340AEW&C ทั้งสี่ลำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรุ่น AEW300 และกำหนดรหัสนามเรียกขานทางทหารว่า S100D เครื่องบินตรวจการและแจ้งเตือน Saab 340AEW&C มีรัศมีของการตรวจการไกลถึง 300ไมล์ทะเลในสภาวะปกติและ 200 ไมล์ทะเลในสภาวะสงครามที่มีการรบกวนสัญญาณทางอิเล็กทรอนิคทุกรูปแบบ มันสามารถติดตามเป้าหมายทั้งเครื่องบินรบ เรือรบและกองกำลังบนภาคพื้นดินได้กว่า 3000 เป้าหมาย พร้อมกันนั้นยังทำการแจ้งเตือนเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามสูงสุดกับแยกแยะเป้าหมายที่เป็นฝ่ายเดียวกันเพื่อป้องกันการโจมตีพวกเดียวกันเองอีกด้วยสามารถล็อกเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งในขณะที่เป้าหมายอื่นๆถูกตรวจจับอยู่แล้วนอกจากนั้นยังมีระบบป้องกันตัวเองจากการโจมตีทางอีเล็คโทรนิคและข้อดีอีกข้อหนึ่งคือมันมีค่าใช้จ่ายในระหว่างการบินปฏิบัติการที่ต่ำกว่าเครื่องบินแจ้งเตือนแบบอื่น
Saab 340 AEW Erieye RTAF
เครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศของสวีเดนรุ่นนี้ ได้รับการสั่งซื้อจากนานาประเทศเนื่องจากมีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่ใช้และมีประสิทธิภาพสูง (ประเทศไทยได้รับเครื่อง Saab 340 AEW และ 340B อย่างละ 1ลำ ตามสัญญาการซื้อ-ขายกับสวีเดนในลักษณะให้เปล่าพร้อมอะไหล่และการฝึกนักบิน) ในปัจจุบันนี้มีกองทัพอากาศสี่ประเทศที่มีเครื่องบินรุ่นนี้ไว้ใช้ทำการบินตรวจการคือ ทอ.กรีซ 4 ลำ ทอ.เม็กซิโก1ลำ(ใช้เครื่องรุ่นR99) และทอ.ปากีสถานสั่งซื้อเครื่องรุ่น S1000 Horizon หรือเครื่อง Saab รุ่น 2000 ติดตั้งระบบเรดาร์ Erieyeกองทัพอากาศโคลัมเบียเองยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ Saab ในการจัดหาเครื่อง Saab 340AEW&C จำนวน 2 เครื่องเพื่อส่งเข้าประจำการในภารกิจบินลาดตะเวนค้นหาที่ตั้งของพวกค้ายาเสพติดในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าและภูเขาสูง
Saab 340AEW Erieye รุ่นแรกของกองทัพอากาศไทย เป็นเครื่องบินมือสองที่เคยเข้าประจำการในกองทัพอากาศสวีเดนแต่ได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดก่อนทำการส่งมอบให้กับกองทัพอากาศ ด้วยสัญญาการซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen 12 ลำ 1 ฝูงบิน โดยใช้สัญญาแบบให้เปล่าถึง 2 ลำ นั่นก็คือ Saab 340 AEW Erieye 1 ลำ กับ Saab 340B บ. ฝึกทางยุทธวิธีอีก 1 ลำ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเครื่องบินที่ถูกใช้งานมาแล้วแต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามมาตรฐานของระบบนิรภัยการบิน หลังจากทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไหล่ใหม่บางชิ้นส่วนจะทำให้มันมีอายุประจำการไปอีกอย่างน้อย 30 ปี นอกเหนือจากนั้นกองทัพอากาศไทยจะทำการปรับปรุงระบบการส่งข้อมูลระหว่างเครื่อง Saab 340 AEW ไปยังเครื่องบินรบแบบ F16 และเครื่อง JAS-39 GripenC/D แล้วยังทำการผนวกเอาระบบทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพไทยหรือ RTADS (Royal Thai Air Defense System)
ปี พศ 2552 บริษัท Saab แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่ JAS-39 GripenC/D ให้กับกองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินขับไล่แบบ JAS-39 Gripen D (2ที่นั่ง) ของกองทัพอากาศขึ้นทำการบินทดสอบเที่ยวแรก (First Flight) เหนือน่านฟ้าสวีเดนเมื่อวันพุธที่16 กันยายน 2552 เวลา 14.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยใช้เวลาทำการบินทดสอบนาน 80 นาที ผลการทดสอบเป็นไปตาามมาตรฐานที่กำหนด สำหรับเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen C/D ทั้ง 6 ลำทำการบินตรงมาจากเมือง Linkoping เข้าประจำการในฝูงบิน 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเครื่องรุ่น 2 ที่นั่ง Gripen D 4 ลำ เครื่องที่นั่งเดี่ยว Gripen C/D 2 ลำ ส่วนเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน Saab 340 AEW Erieye จำนวน 2 ลำแรกได้เดินทางมาถึงประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 และได้เข้าประจำการในฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ฯ สองลำคือ รุ่น 340 AEW Erieye และ 340B เพื่อใช้ในการฝึกนักบินใหม่ โรงเก็บเครื่องบินดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการรองรับเครื่องบินรบที่ได้ชื่อว่า ทันสมัยและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องหนึ่งของโลกแห่งอากาศยานทางทหาร
Saab 340 AEW ใช้เรดาร์ Phased Array แบบ SLAR (Side-Looking Airborne Radar รุ่น PS-890 Erieyes ของอิริคสัน ทำงานย่านความถี่ 2-4GHz (นาโต้ E/F แบนด์ หรือ อเมริกัน S-แบนด์) ความยาว 9 ม. หนัก 900 กก. ใน 1 ระบบ ประกอบด้วยจานสายอากาศ 2 จาน ในแต่ละด้านประกอบไปด้วยโมดูลตรวจจับ 200 โมดูล ซึ่งให้การครอบคลุมทางข้าง ด้านละ 150 องศา (ในทางปฎิบัติแล้ว ตรวจจับได้ 360 องศา แต่องศาการรับสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ 150 องศาในแต่ละด้าน โดยมีจุดอับสัญญาณคือ 30 องศาที่ด้านหัว และท้าย) เป็นเรดาร์แบบ Electronically Scanned Atenna ความสามารถในการตรวจจับ สามารถตรวจจับเป้าหมายขนาดเครื่องบินขับไล่ในสภาวะสงครามอิเล็คโทรนิคส์หนาแน่นได้ที่ระยะ 350 กม.+ ขึ้นอยู่กับหน้าตัดเรดาร์ ระบบอิเล็คโทรนิคส์อีกอย่าง คือ ระบบพิสูจน์ฝ่าย ทำงานที่ย่านความถี่ 2-18GHz (นาโต้ E-J แบนด์) พร้อมด้วยระบบวิทยุ และดาต้าลิงค์ แบบปลอดภัย ย่านความถี่ HF VHF UHF และดาต้าลิงค์ความเร็ว 4.8kbps ใช้ย่านความถี่ VHF/UHF อีกทั้งยังมีออปชั่น เพิ่มระบบ ESM ECM ECCM อีกด้วย
มาตรการสนับสนุน (ESM : ElectronicWarfare Support Measuse) ได้แก่ การดักรับ หาทิศ ค้นหา พิสูจน์ทราบ บันทึกและวิเคราะห์ เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสนับสนุนให้กับมาตรการอื่น ๆ เช่น ECM เป็นต้น
มาตรการต่อต้าน หรือ ECM (Electronic Counter Measures) เป็นมาตรการขัดขวางหรือลดประสิทธิภาพของข้าศึก ECM อันนี้ในสงคราม EW ถือว่าเป็นอาวุธที่สำคัญมากมีเครื่องก่อกวน (Jammer) และการลวงเป็นตัวกระทำการ
มาตรการตอบโต้การต่อต้าน หรือ ECCM (Electronic Counter Counter Measures) เป็นมาตราการป้องกันระบบการติดต่อสื่อสารที่สำคัญ รวมทั้งอุปกรณ์ค้นหาเป้าหมายของฝ่ายเรา ให้พ้นจากการดักรับ การลวง การก่อกวน การหาที่ตั้ง และการทำลายโดยฝ่ายข้าศึก (ข้อมูลจากเพจ Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร)
Saab 340 AEW Erieye Specifications
ประเทศผู้ผลิต.................................สวีเดน
ผลิต โดย........................................บริษัทSaab-Scania Aktiebolag, Aerospace Divisionประเภท.......................................... เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ
ความยาว ปีก...................................21.44 เมตร
ความยาวลำ ตัว................................19.73 เมตร
ความสูง.........................................6.97 เมตร
น้ำหนัก..........................................13155 กิโลกรัม
เครื่องยนต์......................................2X GE General Electric CT7 - 9B 1870แรงม้า
ระบบใบพัด.....................................Dowty Rotol/Hamilton Sundstrand
ความเร็วสูงสุด.................................550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วเดินทาง..............................160 น็อต/ชั่วโมง
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด...........................2580 กิโลกรัม
ระยะเวลาในการบินปฏิบัติการ................5-7ชั่วโมง
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด............................12,927 กิโลกรัม (28,500 ปอนด์)
ปริมาตรความจุเชื้อเพลิง.....................2580 กิโลกรัม
รัศมีบิน ไกล..................................1310 ไมล์ทะเล
เพดานบินปฎิบัติการ.........................7620
เมตรระยะทางวิ่งขึ้น(Take- Off)...................1290 เมตรระยะทางร่อน ลง(Landing)..................1035 เมตร
ลูกเรือ.........................................นักบิน 2 นาย พลประจำสถานีเรดาร์บนเครื่อง 3 นาย
ระบบเรดาร์ปฎิบัติการ......................Erieye/ Ericsson Active Electronically Scanned Array
รัศมีทำการของเรดาร์........................450 กิโลเมตรในทุกทิศทาง
เอกสารอ้างอิงประกอบการเขียน-The Aerospace Magazine Jan-Feb 2009
โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/