ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด งานหดเงินหาย ก็เป็นช่วงเวลาที่ตลาดรถกระบะในไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวเช่นกัน อย่าลืมว่าในประเทศนี้นั้น ยอดจดทะเบียนรถที่แล้วมา 4 จาก 10 คันคือรถกระบะ 1 ตัน ทว่าหลังจากวิกฤติไฟแนนซ์ตั้งแต่ปี 2023 ตลาดนี้หดตัวลง หากลองค้นข้อมูลจาก 4-5 ปีก่อนมาเทียบจะนึกไม่ออกเลยว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ไหวหรือไม่ก็ต้องสู้เพราะรถกระบะคือกระดูกสันหลังของวงการรถในประเทศไทยที่เราเคยเชื่อกันว่าไม่มีวันตาย แต่ในวันนี้..เจ็บหนัก
...
ตลาดกระบะบ้านเรา ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ เป็นสมรภูมิฟาดฟันระหว่าง Toyota กับ Isuzu ที่ต่างก็มีจุดเด่นในการขายและสาวกระดับเหนียวแน่น นั่งแท่นขายเดือนละหมื่นคันกันเป็นเรื่องปกติ แต่กด Fast Forward มาปี 2024 เราได้เห็นยอดขายระดับ 6-7 พันคัน หายไปจากเดิม 30% ซึ่งถ้านั่นคือน่าตกใจแล้ว ยิ่งเข้าปี 2025 สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก ในงาน Bangkok International Motor Show ที่ผ่านมาจึงเริ่มเห็นมาตรการเยียวยาอย่าง “กระบะพี่มีคลังค้ำ” สำหรับลูกค้าพาณิชย์ ธุรกิจขนาดกลางและเล็กจะได้มีรถไว้ทำกินได้ง่ายขึ้น
เรื่องแบบนี้ก็น่าเห็นใจยิ่งนัก แต่ถ้ามองในแนวกวนโอ๊ยแบบผมก็คือ ปัญหาในปัจจุบันมันมาจากคำว่า “ไม่มีเงิน” ถ้ามีเงิน การซื้อรถ การผ่อนชำระก็จะไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราไม่มีเงินซะอย่าง ต่อให้มีการช่วยเหลือเกื้อหนุนประการใดก็ตาม เราก็ซื้อรถไม่ได้ วันนี้เงินหลักพันจะใช้กินใช้อยู่ยังไม่มี นับประสาอะไรกับการที่เราจะต้องมาผ่อนรถเดือนละหลายพันบาท หรือหมื่นต้นๆในกรณีของพวกกระบะยกสูงรุ่นแพงๆ ดังนั้นอย่าเพิ่งหวังว่าตลาดกระบะเราจะกลับไปเหมือนปี 2020-2021 ได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังแผ่นดินไหวกรุงเทพเมื่อเดือนมีนาคม คุณอาจมองว่ามันไม่เกี่ยว แต่ในระบบการเงิน ถ้าคนสักกลุ่ม ซื้อไม่ได้ขายไม่ออก อีกสักพักโดมิโน่นี้ก็จะล้มครืนมาจากข้างหลังโดยที่คุณไม่รู้ตัว
...
...
อย่างไรก็ตาม เราห้ามค่ายรถไม่ให้สู้ก็คงไม่ได้ครับ ความเคลื่อนไหวจากยักษ์ของวงการอย่าง Toyota ซึ่งนับเป็นแม่ทัพแบบกชื่อเสียงแดนอาทิตย์อุทัยก็สั่นคลอนไม่เบา ไตรมาสแรก ฟันไป 18,524 คัน ที่ได้เลขเยอะเพราะในจำนวนนี้ 1,980 คันคือ Hilux Champ กระบะที่เขาคิดค้นขึ้นมาเพื่องานพาณิชย์โดยเฉพาะแล้วพยายามทำรถให้ดัดแปลงง่าย ทำราคาให้ถูกกว่า Revo ลงมาอีก ได้ยินว่าการสร้างรถรุ่นนี้ทำให้แผนงานเปิดตัว Next Gen ของ Revo ต้องเลื่อนไปเป็นปี แต่ดูท่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะในเวลาข้าวยากหมากแพง ของถูกมีโอกาสขายได้มากกว่าเสมอ ในขณะที่ Hilux Revo นั้น ชื่อเสียงติดลมบนไปแล้วว่าวิ่งภูเขา วิ่งไกล ไต่ชัน มันต้อง Revo อยู่แล้ว แรงสะใจ ไร้ออปชั่น (ในบางรุ่น) แต่ในความต้องการลูกค้ารถใช้งานหนัก ออปชั่นไม่สำคัญเท่า “ไม่พัง”
...
ทางฝั่ง Isuzu นั้นต้องยอมรับว่าสู้ยิบตาจริงๆ มีโมเดลเดียวก็จัดไป 14,620 คันในไตรมาสที่ผ่านมา หลายคนบอกว่าอยากให้เอา Dragon Max Concept จากงานมอเตอร์โชว์กลับมาผลิตขายจริง ก็ขอถือวิสาสะตอบแทนพี่ๆทาง Isuzu เขาว่า มันเป็นไปได้ยากโคตร เพราะรถที่จะขายทุกวันนี้ คุณรู้ไหมว่ามันต้องไปผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย มาตรฐานการทดสอบชน ซึ่งโครงรถจากยุค 1980s ไม่มีวันผ่านมาตรฐานนานาประเทศของทุกวันนี้ได้ ก็ให้มองซะว่าเหมือนซื้อโปสเตอร์ดาราต่างประเทศคนโปรดมาแปะผนัง ดูได้ สร้างกำลังใจให้ตนเองได้ แม้มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่มีขายอยู่จริง คือ D-Max 2.2 ลิตร MaxForce ซึ่งแม้จะมาในจังหวะที่ตลาดซบเซา แต่เขาก็ตั้งใจทำเครื่องและเกียร์มาดี กระบะแปดเกียร์ในราคาชนชั้นกลางนี่เขาเป็นคนแรกที่ทำ แล้วยังจูนปรับเครื่อง ลดนิสัยเอื่อยเฉื่อยของ 1.9 ที่ชวนพาเข้าอู่รีแมพ กลายเป็นว่าบางคนที่ตั้งใจจะซื้อ 3.0 ตอนแรก พอลองขับ 2.2 แล้วก็รู้สึกพอใจ ก็จบกับ 2.2 เลยก็มี
แต่ทั้ง Toyota และ Isuzu นั้นส่วนที่เหมือนกันคือ มันจะยังไม่มีอะไรใหม่แบบว้าวซ่าในปี 2025 นี้ เทคโนโลยี Mild-Hybrid ที่ Hilux เมืองนอกมีใช้นั้น คุณคิดว่าผู้ซื้อรถกระบะบ้านเราว้าวไหมล่ะครับ ก็คงไม่ เช่นเดียวกับกระบะ EV ที่แม้จะมาก็คงได้ในแค่เรื่องของเทคโนโลยีและแสดงเจตจำนงค์ในการตอบลูกค้าที่ชอบ EV แต่ในด้านยอดขายจริง คงมีส่วนช่วยได้ไม่มากนัก รถกระบะที่ขายส่วนใหญ่ ซื้อเพื่อใช้ ส่วนน้อยซื้อเพื่อโชว์ และส่วนน้อยมากที่จะซื้อเพื่อการขนของที่รักโลกไปขณะเจ้าของรถนอนเปิดแอร์ เดิน EV Mode พร้อมรับชม Youtube ช่องโปรดและพัดลมมินิแปะแดชบอร์ด
ในมุมมองผม ภาวะแบบนี้ การจะนำเสนอโมเดลใหม่สด ยิ่งมีความเสี่ยงสูงอีกด้วยครับ แต่ถ้าถามว่าใครได้กระบะโมเดลใหม่ก่อน ก็คงจะเป็น Toyota ที่ถึงเวลาต้องมา เพราะ Revo ปัจจุบันนั้นขายมาสิบปี ถ้าเป็นนักร้องก็คงเหมือนวาระฉลองขายเทปครบสิบล้านตลับเทปล้มท่วมตึกสิบตลบไปแล้วล่ะ ส่วน D-Max นั้นยังไม่ครบวาระเวลา แต่จับตาให้ดีเพราะอาจกลายเป็นว่า Toyota จะเป็นค่ายที่ต้องเปิดตัวรถในยามเศรษฐกิจฝืดในขณะที่ D-Max ใหม่ตอนมานั้นอาจเป็นช่วงขาขึ้นแล้วก็ได้
ส่วนค่ายที่ต้องชมในผลงานเลยคือสามเพชรแดง Mitsubishi จากการปิดยอด 3,183 คัน คือขายได้เดือนละพันกว่าคันในไตรมาสแรก ซึ่งจำนวนนี้ ถ้าเทียบกับสองบิ๊กตลาดกระบะแล้ว เหมือนเด็กประถมแหงนหน้ามองไมเคิล จอร์แดน แต่คุณต้องไม่ลืมนะว่า Triton เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 แล้วกระแสช่วงแรกโด่งดังเปรี้ยงปร้างเท่าลูกหมาบาเซนจิ แต่ไปทำท่าไหนก็ไม่ทราบจู่ๆกลับมาขายดีขึ้น เห็นตามท้องถนนมากขึ้น ซึ่งอันที่จริง ผมที่เคยขับมาแล้วก็บอกเลยว่า ถ้าคุณโอเคกับหน้าตามัน Triton คือรถที่ขับสบายและโดยสารได้สบาย เอาน่า..คิดว่ายอดขายช่วงสองปีแรกนั้นน่าจะทำให้ฝั่งบริษัทแม่เริ่มเห็นโทษของความอินดี้ในการออกแบบบ้าง พอไมเนอร์เชนจ์เข้าหน่อยอาจจะมีอะไรดีๆ เพราะแก่นสารของรถนั้นทำมาดีอยู่แล้ว เหมือนผู้ชายดีๆแต่แต่งตัวห่วยแตก รอวันคนมาจัดทรงให้เฉิดฉายได้
สำหรับ Ford นั้น ถ้าเป็นเมื่อปี 2023-2024 ก็ยังพอทรงตัวได้อยู่ (3,098 คัน) แต่ต้องยอมรับจริงๆว่า ถ้ามันถึงขั้นที่ Mitsubishi แซงขึ้นหน้าได้ทั้งๆที่กระบะของคุณหล่อสุด ครบสุดๆ แพรวพราวสุด ก็ต้องมาสำรวจ ว่ามันเกิดจากอะไร บางทีรุ่นพิเศษต่างๆของ Ranger นั้นอาจจะมีราคาสูงไปสักนิด เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่ทาง Ford เคยเผยให้สื่อมวลชนทราบก็คือ หากเป็นการระบุประเภทเจาะจงว่า เป็นรถกระบะ สี่ประตู และขับสี่ด้วยแล้วนั้น Ford มีส่วนแบ่งตลาดเยอะเป็นอันดับต้นๆ เผลอๆจะขายดีกว่าเจ้าตลาดด้วยซ้ำไป ลูกค้าที่ซื้อกระบะล้านอัพส่วนมาก เครดิตดี เรท Approve ผ่านเยอะกว่าด้วย แต่ถามว่ามันสร้างจำนวนยอดขายได้หรือเปล่า ก็คงสู้กระบะหลักแสนไม่ได้ ตอนนี้ก็มี Ranger XLS ในราคาพิเศษ ได้รถยกสูงเกียร์ออโต้ 799,000 บาท พยายามดึงกลุ่มที่มองความคุ้มค่า แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าช่วยปั่นยอดได้มากแค่ไหน
และถ้าถามถึงกระบะโมเดลใหม่ ก็ยังไม่มีวี่แวว ดังนั้น Ford ก็คงต้องพยายามคิดวิธีสร้างรุ่นย่อยแปลกๆใหม่ๆออกมากระตุ้นตลาดต่อไป แม้ไม่ได้ผลเรื่องยอดขาย แต่ก็ต้องสร้างภาพว่าบริษัทยัง Active อยู่
สำหรับกลุ่มหลักร้อยคัน นี่คือกลุ่มที่ต้องบอกว่าขายได้ก็บุญแล้ว แต่แปลกใจจริงจังมากที่ MG Extender ยังขายได้มากกว่า Nissan Navara (485 vs 440 คัน) ซึ่งต้องบอกเลยว่า ทั้งตัวรถ สมรรถนะ ชื่อชั้นแบรนด์ Nissan กินขาด MG มีดีที่ห้องโดยสารด้านหลังกว้างกว่า นอกนั้น ผมขอเดาว่าน่าจะเป็นเพราะราคาจบจริงในตอนซื้อที่ถูกแบบยั่วใจ แต่จากจุดนี้ แปลว่า Nissan ควรต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับตลาดกระบะแล้ว เพราะถ้ารถมีสมรรถนะดี และราคาก็ไม่ได้แพงเวอร์ มันไม่มีเหตุผลที่จะขายไม่ได้
ที่ไม่แน่ก็คือ บางคนไม่ซื้อเพราะทราบดีว่า Navara ตัวถัง D23 ปัจจุบันนั้น เปิดตัวก่อน Hilux Revo เสียอีก บางคนนั่งนับนิ้วแล้วก็อาจจะเดาว่ารุ่นใหม่ใกล้มาแล้วจึงไม่อยากเสี่ยงซื้อรุ่นเก่าไป ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็คงหาวิธีแก้ได้ยากครับ เพราะปัจจุบันนี้ ทางสำนักงานใหญ่ก็ออกตั๋วร้อนป๊อปคอร์นหมาล่า ใส่แคมเปญดอกเบี้ยมาแบบอัดเต็มแล้ว ไอ้ครั้นจะมาลดราคาขาย ลูกค้าของตัวเองที่ซื้อ Nissan ด้วยใจ ก็จะยิ่งหนีไปหาแบรนด์อื่นมากขึ้น บางครั้ง ความที่อยู่มานานก็กลายเป็นกุญแจเป็นโซ่ล็อคตัวให้ทำอะไรต่อมิอะไรได้ยาก ไม่เหมือนค่ายมาใหม่ภายหลังบางค่าย อยากทำอะไรก็ทำเลย
ที่แน่ๆคือ ตลาดกระบะตอนนี้ เป็นหัวหาดสุดท้ายที่ค่ายญี่ปุ่นจะเอาไว้ยันพายุรถจีนจริงๆครับ ถ้าเป็นตลาดรถราคา 2 ล้านลงมา ที่เดียวที่ EV จีนยังไม่สามารถโค่นได้ ก็คือป้อมพระยากระบะ พาณิชยกิจ ณ สยามประเทศ นี่ล่ะ ดูอย่าง Riddara RD6 สิครับ ผมเคยขับแล้วยังรู้สึกว่า โอ่โหเว้ย 1.2x ล้านบาท ได้กระบะ 428 แรงม้า อุปกรณ์ครบ ขับดี คล่องมือ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า คนใช้รถกระบะตัวจริง เมื่อนับภาพรวมทั้งประเทศ ยังต้องการรถที่ใช้ง่าย ใช้ทน มีคนซ่อมได้เยอะ เข้าข่ายที่จะพูดได้ว่า กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย เราอย่าไปมองว่าอะไรที่อยู่รอบตัวเรามันจะแทนความต้องการของคนทั้งประเทศได้หมด
เพียงแต่ว่าตอนนี้ พวกเราทั้งหลาย ทั้งคนขาย และคนคิด Product ไปจนบริษัทรถเอง ก็ต้องพยายามสู้ทน ถ้าให้นึกภาพ ก็เหมือนกับอยู่ในสถานการณ์เครื่องบินตกในทะเล แล้วสิ่งเดียวที่คุณเกาะอยู่คือหมอนรองนั่งที่สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ลอยตัวได้ ถึงแม้การกอดเบาะที่เต็มไปด้วยกลิ่นลมตดจะน่าขยะแขยงขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่เกาะเอาไว้ ไม่ตีขาเอาไว้ ไม่พยายามดำรงชีพเอาไว้ ก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์อยู่ก้นทะเล แค่นั้นล่ะครับ ถึงต้องบอกว่าแข็งใจสู้กันไปก่อน
Pan Paitoonpong