Jeremy Clarkson กล่าวไว้ว่า “F40 ไม่มีมือจับเปิดประตูด้านใน ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีพรมปูพื้น ภายในของรถดูเหมือนถูกยึดติดกันไว้ด้วยซิลิโคนอุดรูในห้องน้ำ สีรถก็บางเสียจนคุณสามารถเห็นลายคาร์บอนไฟเบอร์ข้างใต้ผิวสีได้ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้ F40 ตัวเบามาก ประมาณ Lotus Elise บวกผู้โดยสารอีกคน และทำให้มันเร่งจาก 0-60 ไมล์/ชม. ได้ภายใน 3.2 วินาที ไม่มีรถคันไหนในรายการของเราคืนนี้ที่เร็วกว่ามัน” แค่ประโยคเปิดรายการ Top Gear ก็สรุปความเป็นอสูรร้ายของ F40 เอาไว้แล้ว นี่คือซูเปอร์คาร์แบบฉบับอิตาเลียนที่แม้จะเกินเอื้อมสำหรับคนส่วนมากบนโลก แต่เป็นตำนานแห่งการออกแบบและวิศวกรรมที่น่าจดจำ..เป็นการฉลองครบ 40 ปีของค่ายม้าป่าอย่างยิ่งใหญ่
...
นานมาแล้วก่อนที่เบรก ABS กับถุงลมนิรภัยจะเป็นอุปกรณ์ที่ใครไม่มีต้องด่า โลกของรถยนต์นั้นแข่งขันกันด้วยการออกแบบและอารมณ์ร่วมที่ได้จากการขับ ในยุค 1980s นั้น รถบ้านที่คนไทยทั่วไปซื้อหากันได้อย่าง Nissan Sunny รุ่นธรรมดาก็มี 73 แรงม้า รุ่น 1.5 ลิตร Coupe แรงๆหน่อยก็ 85 แรงม้า Mercedes-Benz ตัวแรงสุดคือ 300E 188 แรงม้า ดังนั้นลองนึกภาพดูว่าปี 1987 ตอนที่ F40 เปิดตัวด้วยตัวเลข 478 แรงม้า ย่อมเป็นที่สนใจของคนทั้งโลก
บางคนโตมาในยุค 90s ถ้าคุณซื้อ Ferrari จริงไหว คุณก็ซื้อ ถ้าคุณซื้อไม่ได้ คุณก็เอาโปสเตอร์รูป F40 หันข้างมาแปะห้องนอน แล้วก็ซื้อน้ำหอมของ Ferrari (ขวดใส ฝาเงิน) มาพ่นตัวเอาความขลังเพียงเพื่อที่จะได้รู้ว่าผู้หญิงครึ่งโลกไม่ได้ชอบกลิ่นนั้นแล้วมันดันเป็นสาว ม.ปลายคนที่คุณกำลังจีบน่ะสิ และคนส่วนมากที่เป็นเจ้าของ Ferrari ก็ไม่ได้พ่นน้ำหอมหรือใส่นาฬิกา Ferrari สินค้าเหล่านั้นมีไว้สำหรับคนที่ซื้อ Ferrari ไม่ได้..เช่นผมด้วยล่ะหนึ่ง
พูดถึง F40 อันที่จริงรถรุ่นนี้เกิดขึ้นโดยฝีมือของทีมงานกลุ่มเล็กๆ ซึ่งอกหักจากการที่ปั้นรถ 288 GTO Evoluzione มาเพื่อจะเข้าแข่งแรลลี่ Group B แต่พอมีการประกาศแบน Group B ในปี 1986 รถ Evoluzione เหล่านั้น ก็เลยกลายเป็นรถ Ronin..คือมีฝีมือแต่ไม่มีที่อยู่ในสังคมเพื่อแสดงฝีมือได้ เจ้าของ Project คือ Nicola Materazzi ซึ่งเป็นหัวหน้าวิศวกรเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เลยหันไปหามอเตอร์สปอร์ตทางเรียบ และเสนอให้สร้างโครงการ F40 โดยใช้พื้นฐานของรถเหล่านั้น ซึ่งเมื่อนำเสนอ Enzo Ferrari ปู่แกก็เห็นชอบด้วย
...
Ermanno Bonfiglioli หัวหน้า Project พิเศษของ Ferrari (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างของ F40) บอกว่า พวกเขาใช้เวลาในการพัฒนารถรุ่นนี้แค่ 11 เดือนเท่านั้นทั้งในส่วนของตัวรถและเครื่องยนต์ และไอ้ 11 เดือนที่ว่านี้คือเริ่มต้นตั้งแต่ออกแบบไปจนถึงทดสอบเสร็จพร้อมขายเลยนะครับ เป็นระยะเวลาที่สั้นมากแม้จะวัดด้วยมาตรฐานปัจจุบัน ถ้าเป็นสมัยนั้นรถรุ่นหนึ่งกว่าจะพัฒนาเสร็จนานหลายปี อย่างเบนซ์ S-Class W126 นั้นใช้เวลาออกแบบไปจนถึงทดสอบและวางขายเกือบ 6 ปี แต่เข้าใจเหตุผลที่ทุกอย่างดูเร่งรีบ เพราะปู่ Enzo แกรู้ตัวครับว่า เวลาของแกบนโลกเหลือไม่มากแล้ว
...
F40 จะเป็น Ferrari ที่แรง เร็ว โหดที่สุด เป็นการฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ Ferrari และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ F40 นั้น ชัดเจนมากว่า “เป็นลูกค้าเอกสิทธิ์ของ Ferrari ที่สนใจในเรื่องสมรรถนะแบบเพียวๆ” ดังนั้น รถจะต้องมีองค์ประกอบทั้งในด้านความแรง ความเบา และการตอบสนองที่คล่องแคล่วว่องไว เพื่อน้ำหนักที่เบา โครงสร้างของตัวรถจึงถูกสร้างในแบบรถแข่งแท้ๆ คือเป็นท่อนโลหะยาวๆเชื่อมต่อกันเป็นโครงสเปซเฟรม แล้วปิดทับด้วยแผงตัวถังรอบนอกที่ทำมาจากเคฟลาร์ ส่วนฝากระโปรงหน้า ท้าย และประตูทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ กระจกรอบคันที่มาจาก Plexiglass และรถล็อตแรกๆที่ขายนั้น ใช้กระจกบานข้างแบบสไลด์เปิดเป็นรูเล็กๆเสียด้วยซ้ำ พอสร้างไป 50 คัน คงมีคนบ่นเยอะมั้งครับเลยปรับให้เป็นกระจกแบบรถปกติ แต่เป็นแบบใช้มือหมุนควงเอากระจกขึ้นลง เพราะความสบายและการใช้งานไม่ใช่แก่นของ F40
...
สไตล์ตัวถังภายนอกคือสิ่งที่ถูกถ่ายทอดมาจากเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตสมัยนั้น เมื่อนำรูปไปเทียบกับ 288 GTO เราจะเห็นได้ว่าเส้นสายรอบคันรถดูเหมือนถูกเก็บส่วนยื่นๆที่รกตาออกไป ด้านหน้าเปลี่ยนจากทรงฉลามหัวแหลม เป็นทรงลิ่มสามเหลี่ยมที่ช่องลมช่องทางต่างๆล้วนแต่มีจุดประสงค์ที่มันอยู่ตรงนั้น ท่อนกลางของรถด้านบนคล้าย 288 แต่ด้านล่างมีสเกิร์ตออกมาปิดเรียบและเพิ่มช่องดักอากาศด้านล่างเข้ามา แต่ที่เด่นสุด เป็น Iconic design ของรถรุ่นนี้น่าจะเป็นหางหลังขนาดใหญ่ ชิ้นนี้เป็นผลงานการออกแบบของลุง Aldo Brovarone จาก Pinanfarina ครับ ทำงานร่วมมือกันกับ Pietro Camardella ซึ่งเป็นนักออกแบบจากฝั่ง Ferrari (ยุคนั้น Ferrari จะออกแบบรถก็จ้าง Pininfarina ช่วยประจำ)
แล้วถ้าคุณสังเกต หางหลังทรงสูง มีมาตั้งนานแล้วกับรถอเมริกันตัวพิเศษอย่าง Dodge Charger Daytona ปี 69 แต่ของ F40 นั้นออกแบบมาแล้วรู้สึกว่ามันมีไว้ใช้ไม่ได้มีไว้โชว์ 5-10 ปีหลังจาก F40 เลิกขายไป ดีไซน์แบบเอาไซส์หางหลังเข้าข่ม ก็ไปอยู่ในรถญี่ปุ่นหลายรุ่น ไม่เชื่อก็ดูเอา Supra JZA80, GTO ไมเนอร์เชนจ์, GT-R R33, Lancer Evolution, Impreza STi และน่าจะมีมากกว่านี้ มันคือยุคที่แอโร่กำลังพัฒนา ใช้ความใหญ่ของปีกเพื่อกดรถให้นิ่ง Ferrari F50 รุ่นพิเศษตัวถัดมาปี 1994 ก็ใช้หางหลังอันเท่าบ้าน แต่หลังจากข้ามศตวรรษมา Ferrari ก็เอาบรรดาปีกใหญ่ๆออก แล้วไปใช้ตัวถังเรียบๆออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ และ Active aeroparts
เครื่องยนต์ของ Ferrari F40 คือเครื่อง Type F120A และ F120D ซึ่งตัวเครื่องนั้นพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่อง V8 90 องศามัลติวาล์วของ Ferrari 288 GTO Evoluzione (เวอร์ชั่นโหดของ 288 GTO) ซึ่ง Nicola Materazzi คือพ่อใหญ่เอ็นจิเนียร์เบื้องหลังความโหดของเครื่องบล็อคนี้ ความจุของเครื่องคือ 2.9 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ 1 ลูกต่อหนึ่งฝั่งฝาสูบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ สร้างพลังได้ 478 แรงม้า (PS) ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 577 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาทีและส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ แบบเหยียบคลัตช์เอง แล้วพลังทั้งหมดนี่ ถูกนำไปกระชากตัวรถที่เบาแค่ 1.1 ตัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่เบาแบบ Lotus Elise K-Series Gen 1 แต่ก็เบากว่า Mazda 3 ของเพื่อนบ้านคุณอยู่ราว 150 กิโลกรัม
การลดน้ำหนักเครื่องยนต์เป็นสิ่งสำคัญมาก Ferrari จึงใช้วัสดุ Magnesium เข้าไปแทนอะลูมิเนียมหลายส่วน ตั้งแต่อ่างน้ำมันเครื่อง ฝาครอบเครื่อง หัวหมูเกียร์ ท่อไอดี ซึ่งในสมัยนั้น Magnesium แพงกว่าอะลูมิเนียมเกรดมอเตอร์สปอร์ตประมาณ 5 เท่า นอกจากนี้ F40 ยังไม่มีระบบกรองไอเสีย กว่าจะใส่ให้ก็ปี 1990 ซึ่งตลาดอเมริกาบังคับให้รถถนนทุกคันต้องมีระบบ CAT
Ferrari F40 ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.1 วินาที วิ่ง 0-402 เมตรภายใน 11.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 324 กม./ชม. ในวันที่รถบ้านตัวแรงๆยังลุ้นเลข 200 กันอยู่เลยครับว่าจะผ่านไปได้เร็วแค่ไหน ความรู้สึกของคนสมัยนั้นคงเป็นเรื่องแปลกไม่ใช่น้อย ทว่า F40 ไม่ใช่รถที่เร็วสุดๆในยุคของมัน เพราะในการทดสอบที่ Nardo นั้น Porsche 959 สามารถวิ่งไปได้ 339 กม./ชม. และ RUF CTR ทำได้ 342 กม./ชม. แต่ Ferrari ยังยืนยันที่จะเรียก F40 ว่าเป็น Production Car ที่เร็วที่สุดในโลกในสมัยนั้น เพราะเขามองว่ารถอย่าง 959 และ CTR สร้างขึ้นมาแค่ 20-30 คัน จะนับเป็น Production ได้ไง แต่ F40 นั้น ตอนแรกกะจะขาย 400 คัน แต่ไปๆมาๆ พอคนเห็นตัวจริง และประกอบกับคนปั่นข่าวว่า Enzo ใกล้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ก็เลยมี Order เข้ามาแบบ Noti ลั่น non-stop จนท้ายสุดก็ขายไป 1,311 คัน เป็น Ferrari ตัวพิเศษที่มียอดผลิตเยอะที่สุด ในขณะที่ F50 และ Enzo จำกัดแค่หลักร้อย
Ferrari เองก็เคยเชิญนักข่าวสื่อพิมพ์ระดับท้อปของโลกไปขับที่สนาม Fiorano แล้วชีก็มั่นมาก..คือเอา 959 ไปให้นักข่าวเทสต์ประกบด้วย ปรากฏว่านักข่าวจาก Automobile อเมริกา กับ CARS จากอังกฤษก็ไปยกแขนให้ Porsche 959 ชนะเพราะเป็นรถที่ขับง่ายกว่า ขับสบายกว่า และบทจะเร็วก็ไปได้เร็วกว่าเพราะเทอร์โบก็มี ขับสี่ก็มี แต่คนที่ชอบ F40 ก็ชอบเพราะ “มันไม่ใช่รถที่ใครขึ้นขับก็เร็วได้” เป็นเครื่องวัดฝีมือผู้ขับว่าเจ๋งจริงหรือมีแค่เงิน แล้วหลายคนก็เห็นด้วยตามนั้น สำหรับนักแข่งมันคือรถที่เร็วและร้าย สำหรับคนทั่วไป มันคือรถที่สร้างความสยดสยองเมื่อกดคันเร่งออกตัวเต็มๆ และสยองยิ่งกว่าเมื่อขับเข้าเขตเมือง แล้วพบว่ากระจกมองข้างมีไว้ให้นกมาจิกเงาตัวเองเล่น กระจกมองหลังส่องอะไรไม่เห็น เปลี่ยนเลนทีต้องพนมมือไหว้เจ้าที่ เหยียบคลัตช์ ถอยรถที เท้าสั่น มือสั่น ปากสั่นกว่ามือ ซึ่ง Ferrari ก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ตรูบอกแล้วว่า รถคันนี้ไม่ใช่ใครก็ขับได้เว้ย”
นักขับทดสอบของ Ferrari อย่าง Dario Benuzzi เล่าให้ฟังเลยว่า ในสมัยนั้นรถของ Ferrari แต่ละรุ่นออกมาเหมือนรถจีบเด็กตามชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย พวกมันย้วยเกินไป ช้าเกินไป พยายามเอาใจลูกค้ามากเกินไป ตา Benuzzi แกก็ขับทดสอบรถพวกนี้แบบเบื่อๆ ขนาด 288 GTO ที่ว่าแรงร้ายกาจแกยังแค่ยิ้มเบาๆ แต่พอ Leonardo Fioravanti หัวหน้าทีมวิศวกรออกแบบยื่นกุญแจให้ไปลองขับ F40 ตอนจูนทดสอบ Benuzzi แกกลับมาปากสั่น..คือไม่ใช่ว่าเมื่อคืนไปตีไพ่กลับบ้านดึกนะครับ แต่น้าแกบอกว่า “F40 น่ากลัวเกินไป ผมเอาอยู่..แต่ถ้าออกไปบนถนน มันคือปิศาจที่ร้ายจนลูกค้าของเราอาจคุมมันไม่อยู่” ดังนั้น ไอ้ 478 แรงม้าที่ขายๆไป นั่นคือเวอร์ชั่นที่ Benuzzi กับทีมมองว่าปลอดภัยพอสำหรับการวิ่งบนถนนแล้ว
ถ้าถามว่าแล้วหาก F40 ถูกจูนในแบบที่ Benuzzi ขับในตอนนั้นมันจะเป็นอย่างไร? ไม่มีใครทราบ แต่ในภายหลัง Ferrari ทำ F40 Competizione เวอร์ชั่นพิเศษออกมาเพื่อสนองมหาเศรษฐีที่อยากลงแข่ง Le Mans 24 ชั่วโมง Ferrari อัปเกรดเทอร์โบและจูนเครื่องกับช่วงล่างใหม่ รถรุ่นนี้มีกำลังมากถึง 700 แรงม้า และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 367 กม./ชม. ใช้เพื่อการแข่งเป็นหลัก จึงไม่นับเป็นสถิติความเร็วแบบ “ถนนหลวง” แต่ผมเดาเอาส่งเดช ว่าเจ้า Competizione ที่มีแค่ 8 คันในโลกนี่ล่ะครับ น่าจะใกล้เคียงอสูรที่ Benuzzi เคยขับ
มันมีสาเหตุที่ทำไม F40 ถึงเป็นรถที่โหดและพัฒนาเสร็จเร็วมากครับ...คุณนึกภาพ Ferrari ในสมัยปู่ Enzo ยังเป็นหนุ่มฮอทหัวร้อน Ferrari คือค่ายรถที่เทิดทูนมอเตอร์สปอร์ต พวกเขาทำรถเวอร์ชั่นวิ่งถนนออกขาย เพื่อเอารายได้จากการขายมาหนุนการแข่ง ดังนั้นลูกค้าไม่ใช่พระเจ้าครับ ถ้วยรางวัลคือพระเจ้าของ Enzo แต่โมเดลนี้ในเชิงธุรกิจบอกเลยว่าพินาศ Ferrari เลยต้องทำรถที่เอาใจลูกค้าทั่วไปมากขึ้นจนสูญเสียเอกลักษณ์ม้าแข่งตัวฉกาจไป ในวัยชรา Enzo เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด แกบอกกับลูกน้องว่า “เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้ว Leonardo ก่อนตายข้าอยากเห็น Ferrari แบบที่มันเป็น Ferrari จริงๆสักครั้ง...”
นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อสนอง “Last Wish” ของท่าน Enzo ซึ่ง F40 ก็เป็นรถรุ่นสุดท้ายที่ปู่เซ็นอนุมัติโครงการให้ และประมาณ 1 ปีเศษหลัง F40 เผยโฉม ปู่ Enzo ก็จากไปโดยมั่นใจได้ว่าปู่ไม่ได้ไปแบบเงียบๆโดยไม่ทิ้งมรดกแสบๆไว้ให้วงการรถยนต์
นับตั้งแต่ปี 1987 ถึงปี 1992 Ferrai ผลิต F40 ออกไปทั้งสิ้นรวม 1,311 คัน แม้ว่าจำนวนจะถือว่าไม่ได้น้อยถ้าเทียบกับความหายากของรุ่นพิเศษตัวอื่นอย่าง F50 หรือ Enzo แต่ด้วยความที่เวลาผ่านมานานจนอีก 2 ปี ไอ้เจ้า F40 นี่ก็จะมีอายุครบ 40 ปีแล้ว ทำให้จำนวนรถสภาพดีที่ยังเหลือบนโลกนับวันมีแต่น้อยลง..ทำไมล่ะ? ก็ F40 เป็นรถแข่งขนานแท้ เจ้าของที่รวยระดับหนึ่งจะซื้อและตั้งแท่นบูชาไว้ที่บ้านหรือขับออกไปกินกาแฟยามเช้าบางวัน...แต่เจ้าของที่รวยหรือบ้ามอเตอร์สปอร์ตมากจริง จะเอาเข้าแข่งเลย และด้วยความที่ตัวเครื่องเทอร์โบมีพื้นฐานที่ดี มันจึงสามารถปรับแต่งเพิ่มพลังม้าไปสู่ระดับ 650 แรงม้าได้ไม่ยาก...คุณก็ลองคิดดูว่า 650 แรงม้าที่ขับเคลื่อนล้อหลัง ไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ ไม่มีหม้อลมผ่อนแรงเบรก ไม่มีระบบช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์ใดๆ มันจะขับท่าไหน จะชนไปบ้างก็ไม่ควรแปลกใจ เพราะต่อให้นักขับเก่งๆก็โดน F40 เล่นงานได้
หลังจาก F40 หยุดผลิต Ferrari ก็ไม่สร้างรถเครื่องเทอร์โบออกมาอีกเลย เพราะหันไปสนเรื่องความจุกับการเล่นรอบแทน อย่าง F50 นั้นก็หันไปใช้เครื่อง V12 4.7 ลิตรไร้ระบบอัดอากาศ และพวกรุ่นรองลงมาก็ใช้เครื่อง V12 5.5 ลิตรไม่ก็ V8 3.5-3.6 ลิตร จนกระทั่งปี 2014 รถรุ่น California T กลายเป็นรถเทอร์โบรุ่นแรกในรอบ 22 ปีของ Ferrari ทุกวันนี้ รถเทอร์โบไลน์ปกติของ Ferrari ทั้งแรงและเร็วมากจนสามารถเอาชนะตำนานอย่าง F40 ได้สบาย แต่ถ้ามีใครก็ตามที่สามารถขับ F40 จนเร็วเท่ากับ Ferrari รุ่นใหม่ๆได้ ทุกคนจะรู้ว่านั่นคือระดับมือพระกาฬ
ถ้าคุณจะซื้อ F40 ในวันนี้ คุณต้องมีสามอย่างคือ โอกาส วาสนา และเงิน...แค่สองล้านก็เป็นเจ้าของได้แล้ว
แต่เป็นสองล้านยูโรนะครับ ไม่ใช่สองล้านบาท..แฮ่
Pan Paitoonpong