เปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ด้วยราคาที่หลายคนเห็นก็พากันซู๊ดปาก เพราะเริ่มต้นเพียงแค่ 799,000 บาท ต่อให้เจ้าใหญ่อย่าง BYD ลดราคา Atto3 ลงมาเป็นการรับน้อง แต่น้องใหม่ตัวร้ายอย่าง Deepal S05 ก็หาได้กลัวไม่ ดูจากกระแสคนในบูธที่แน่นขนัดจนต้องต่อคิวเพื่อเข้าดูรถหรือขอลองขับก็พอจะบอกได้ว่าคนไทยสนใจรถรุ่นนี้มากขนาดไหน

ในวันนี้คอลัมน์รถวันอาทิตย์ของไทยรัฐออนไลน์จึงเขียนเพื่ออำนวยข้อมูลให้คุณถึงประสิทธิภาพและการขับจากที่ได้ลองมาสั้นๆ ซึ่งอาจช่วยให้คุณเลือกรุ่นย่อยที่ถูกใจได้ ยังไม่ถึงครึ่งทางดีสำหรับงานมอเตอร์โชว์ต้นปีซึ่งจัดโดยทาง Grand Prix International เพียงแค่รอบสื่อมวลชนกับรอบ VIP ซึ่งเป็นสองวันแรกของงานก็ปรากฏศึกมังกรฟาดฟันกันอย่างเผ็ดร้อน ผมเคยบอกแล้วว่า แฟนๆรถญี่ปุ่นไม่ต้องมานั่งแซะรถจีนหรอกครับ เราตามกระแสเขาไปแล้วดูมังกรประลองกำลังกันนี่ล่ะมันส์สุดแล้ว และแม้ว่าค่ายจีนส่วนมากจะพยายามนิ่งแล้วรอดูการขยับตัวของพี่ใหญ่คลังอะไหล่ล้านชิ้นอย่าง BYD แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเดินเกมสำคัญในช่วงนี้ก็คือ S05 จาก Deepal นี่ล่ะครับ

...

ด้วยความเป็นรถที่ขนาดตัวไม่เล็ก ใช้เป็นรถครอบครัวได้ แต่ราคาตัวเริ่มต้นถูกเท่า Yaris Cross รุ่นล่างสุด ได้รถคันโตจะเท่า CR-V และมีกำลัง 238 แรงม้า ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่มีข้ออ้างไม่เล่น EV มาตลอดเพราะกลัวลำบากเรื่องที่ชาร์จ คราวนี้ S05 ก็มาพร้อมกับพลังสองใจ ในรุ่น REEV-Range Extended Electric Vehicle ซึ่งถ้าคุณคุ้นเคยกับแนวคิดของ Nissan Kicks รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแต่มีถังน้ำมันแล้วใช้เครื่องยนต์เพื่อปั่นไฟอย่างเดียวไม่มีการส่งกำลังไปที่ล้อ...นั่นล่ะครับคุณนึกภาพว่าถ้า e-Power มันมีแบตเตอรี่ก้อนโตขึ้นกว่า 10 เท่าแล้วมีปลั๊กให้เสียบชาร์จไฟได้มันจะเป็นอย่างไร นั่นล่ะครับคือ REEV ของ Deepal เขา และแม้ว่ารถรุ่นนี้อาจจะโดนตีสรรพสามิตในอัตราเดียวกับรถไฮบริด (4% ถ้าเข้า BOI และ 8% ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข BOI) Deepal ก็ตอกย้ำว่ามันมีความเป็นรถไฟฟ้า เพราะต้นตำรับของโครงสร้างทางวิศวกรรม เกิดมาเป็นรถไฟฟ้าก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการติดตั้งเครื่องยนต์กับถังน้ำมันทีหลัง

วันนี้ในบทความเราจะเห็นรถสองสามคัน ถ้าคุณเห็นคันสีฟ้า Andromeda นั่นคือรุ่น BEV Max ตัวท้อป ที่มากับออปชั่นเสียเงินเพิ่มเป็นล้อ 20 นิ้วกับยาง 245/45 ส่วนคันที่ขาวและเทานั้นเป็นรุ่น REEV Max กับล้ออัลลอยมาตรฐาน ยาง 225/60 กับล้อขอบ 18 ลายดูแล้วอยากลุกขึ้นเต้นไปตามเพลงของ George Michael คือสวยแบบเหมือนมาจากอดีต เก๋แบบป้าๆแต่แอบซ่าปนวัยรุ่น
แต่ต้องขอหมายเหตุเอาไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า Deepal บอกว่ารถที่เราทดสอบกันยังไม่ Finalized คือยังมีบางจุดที่ไม่ตรงกับรถขายจริง ที่แน่นอนเลยคือ รุ่นท้อป (BEV Max และ REEV Max) ตัวขายจริงจะบังคับใช้ภายในสีส้มที่หลายคนเกลียดแต่ผมชอบ คันทดสอบของเราเป็นสีดำเดินด้ายส้ม ซึ่งเอาจริงๆก็เก๋อยู่

...

Deepal S05 ถึงแม้จะตัวเล็กกว่า S07 แต่ไม่ได้แปลว่ามันเล็กนะครับ ขนาดตัวยาว 4.62 เมตร กว้าง 1.9 เมตร สูง 1.6 เมตร คุณนึกภาพ Honda CR-V ตัวดีเซลเจนเนอเรชั่นเก่านะครับ S05 ยาวและกว้างกว่ารถรุ่นนั้นเสียอีก แต่แค่เตี้ยกว่าเพราะ Deepal อยากให้ภาพลักษณ์ดูเป็น Sport Crossover
มากกว่าเป็น SUV สายบรรทุก ความสูงใต้ท้อง 169 มม. ก็ถือว่าใกล้เคียงกับ Corolla Cross คือไม่ได้สูงมากนัก แต่เป็นระดับที่ขึ้นลงสะดวกสำหรับคนส่วนใหญ่ พื้นที่ท้ายรถมีความจุ 464 ลิตร และสำหรับรุ่นที่เป็น EV ล้วน จะมีช่องลับข้างใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระให้เล่นอีก 28 ลิตร ซึ่งขนาดพื้นที่จุดนี้ อาจไม่โตเท่ารถระดับ C-Segment SUV แท้ๆ แต่ก็พอพึ่งพาได้ เบาะหลังสามารถพับลงราบได้ถ้าคุณดึงหมอนรองนั่งขึ้น (ระวัง อย่าดึงตรงที่มีเชือกเขียนว่า Pull แต่ให้ล้วงเข้าไปใต้เบาะจะมีสลักให้บีบแล้วเบาะรองนั่งจะคลายล็อค ยกขึ้นได้)

...

พูดถึงพื้นที่ของเบาะหลังก่อนเพราะหลายคนกำลังสองแง่สองง่ามว่า เอ๊ะที่บ้านมีสมาชิกสี่คน S05 จะใหญ่พอไหม หรือต้องไปเอารถระดับ S07 หรือ Sealion 7 ไปเลย ผมบอกเลยว่า ผมสูง 180 ซม. เวลาผมลองนั่งขับที่เบาะหน้าแล้วย้ายก้นดุ๊ยๆนุ้ยๆไปนั่งหลังตัวเอง ผมยังสามารถนั่งได้และมีที่เหยียดขาเหลือเฟือครับ พื้นที่เหนือศีรษะก็ยังเหลือด้วย เพราะฐานล้อของ S05 นั้นยาวถึง 2,880 เมตร ยาวและใหญ่กว่าใครๆในคลาสราคาเดียวกัน แต่ผมไม่เข้าใจ Deepal อย่างหนึ่งว่า คุณสามารถสร้างรถสวยๆ เทคโนโลยีเพียบได้ มาตั้งโรงงานประกอบที่ไทยได้ เซ็ตช่วงล่าง S05 เพื่อคนไทยได้ แต่คุณยังทำช่องแอร์หลังแยกซ้าย/ขวาไม่ได้ และมันไม่ใช่ช่องแอร์กล Copperfield อะไร ถ้ามีคนนั่งหลังสองคนในวันอากาศร้อน คุณก็ต้องตั้งให้มันเป่าไปตรงกลางถ้าอยากได้ชื่อว่าไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว งงดีแท้ Yaris Cross หรืออะไรที่พวกเชียร์จีนชอบด่าว่าโบราณยังมีสองช่องได้เลยครับ ส่วนพนักพิงหลังนั้นเอนไม่ได้ แต่ในตำแหน่งปกติก็ไม่ได้ตั้งชันเกินไป ยังพอแอบหลับได้อยู่

...

พอมาข้างหน้า เบาะนั่งคู่หน้าก็ปรับด้วยไฟฟ้า มือจับเปิดประตู ถ้าฟีลมือผมยังไม่แย่เกินไป ก็คิดว่าน่าจะเป็นกลไกสลิงธรรมดา ซึ่งผมว่าก็เข้าท่าดีอยู่ ทำไมต้องทำสวิตช์เปิดประตูให้เป็นไฟฟ้าแล้วมีคันโยกสลิงสำรองฉุกเฉินอยู่ห่างไปไม่เกินสองฟุต ทำไปให้มันเท่แล้วก็เปลืองต้นทุนแค่นั้น แบบกลไกแต่ออกแบบให้สวยนี่ล่ะดีกว่า กระจกไฟฟ้ายังมาในสไตล์ Deepal ที่จะสวนกระแสญี่ปุ่นหน่อย ดันสวิตช์ไปข้างหน้าจะเป็นการเอากระจกลง ส่วนไฟเลี้ยวอยู่ซ้ายมือของคอพวงมาลัย และคันเกียร์อยู่ที่คอพวงมาลัยด้านขวา

ดีไซน์เกือบทั้งหมด เป็นแนวทางแบบที่เราชินมากับ Deepal S07 แล้ว คือหรู แต่กินคลีน เอาปุ่มที่ไม่จำเป็นออกหมด หน้าปัดตรงหลังพวงมาลัยก็ไม่มี แต่ทุกรุ่นยกเว้นรุ่นถูกสุด จะมี AR-Head Up Display ให้

จอกลางขนาด 15.4 นิ้ว โตทันสมัย และตอบสนองต่อนิ้วเร็วเหมือนรุ่นพี่ๆที่เคยลองมา กล้องรอบคันก็ชัด และมีการออกแบบ Short Cut ซ่อนไว้เมื่อเรา Swipe หน้าจอลง หรือ Swipe จากส่วนขวาของจอไปทางซ้าย ทำให้ถึงแม้จะไม่มีสวิตช์ปุ่มกดจริงใช้งานได้เลยง่ายๆแบบพวก BYD หรือ MG แต่การใช้งานในชีวิตจริงยังถือว่าไม่ยากเกินไป และถ้าคุณขี้เกียจจำว่า Short Cut มากมายมีไว้ทำอะไรบ้าง คุณก็แค่ตั้งค่าไปที่ปุ่ม Favorite บนพวงมาลัย ซึ่งถ้าจำไม่ผิด คุณจะมีสองปุ่มรูปหัวใจ และการกดแล้วปล่อยเลยกับการกดคาไว้ จะเป็นการสั่งงานที่แตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่ทำได้ใน S07 แต่ผมยังไม่ได้ลองใน S05 น่าจะ Interface ลักษณะเดียวกัน ลูกเล่นอีกอย่างของ S05 นั้นเหมาะกับคนไทยมาก โดยเฉพาะตามลานจอดที่มีคนมักง่ายจอดแล้วไม่เคยคิดจะมาดูว่าจอดชิดคันข้างๆ แล้วคนอื่นจะเข้ารถได้หรือเปล่า ฟังก์ชั่นนี้ของเขา ใช้แอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนนี่ล่ะครับ สั่งให้รถเดินหน้าออกมาจากช่องจอดตรงๆได้ แค่นี้คนอ้วนอย่างผมก็หมดปัญหาขึ้นรถไม่ได้เพราะโดนจอดชิดไปแล้ว เรื่องพวกนี้คู่แข่งอย่าง BYD กับ MG ยังตามไม่ทันนะครับ ส่วน Xpeng ที่ตัวรถฉลาดหลักแหลมจริงก็ยังราคาแพงกว่า S05 มาก

สำหรับเรื่องขุมพลังขับเคลื่อนรถ อย่างที่ได้เรียนให้ทราบไปเบื้องต้นว่า Deepal ทำมาขายทั้งสองแบบ คือ BEV ไฟฟ้าล้วน และ REEV ไฟฟ้า แต่มีเครื่องปั่นไฟ มีถังน้ำมัน มีปลั๊กชาร์จ มีไอเสียเวลาเครื่องทำงาน เลยอดรับสรรพสามิต 2% แบบรุ่น BEV นั่นแหละ เวลาคุณเห็นว่าทำไมรุ่น REEV ราคามันแพงจัง มีเครื่องจริง แต่แบตเตอรี่ก็เล็กกว่ากันเท่าตัว ทำไมราคาโดดไปไกล..ส่วนหนึ่งก็ไปเข้าสรรพสามิต ซึ่งยอดหลังบวกสรรพสามิตก็จะถูก Top-up ตบด้วยภาษีมหาดไทย 10% กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ดังนั้น 100,000 บาทที่เพิ่มมาในรุ่น REEV ไม่ได้เข้ากระเป๋า ChangAn/Deepal หมดครับ

รุ่น BEV จะได้มอเตอร์ที่ทรงพลังกว่า คือมีแรงม้า 238 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ความจุ 56.1 kWh รองรับการชาร์จ AC 6.6kW และ DC 151.5kW มีพิสัยทำการหลังชาร์จเต็ม 470 กิโลเมตร ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เด่นในเรื่องแรงม้าและการชาร์จเร็ว แต่ไม่เด่นในเรื่องพิสัยทำการหรือความจุแบตเตอรี่ แต่พออ้าปากจะด่าก็นึกขึ้นได้ว่า Aion V ที่เด่นในเรื่องชาร์จเร็วและแบตเตอรี่โตสุดในคลาสนั้น ก็มีค่าตัวแพงกว่า S05 BEV ตัวท้อปเป็นแสนบาท เอาเป็นว่า ได้อย่างเสียอย่าง อยากได้เรื่องแรง แต่ไม่แคร์เรื่องพิสัยการวิ่ง ก็มา Deepal S05 ได้ แต่ถ้าเน้นวิ่งไกลๆ Aion V กับ MG S5 น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า

ส่วนรุ่น REEV จะถูกปรับจูนมอเตอร์ให้ส่งกำลังได้ 218 แรงม้า แรงบิดเท่าเดิม แบตเตอรี่ความจุน้อยลงเหลือ 27.28 kWh ส่วนการชาร์จ AC นั้นได้ 6.6 kWh เท่ากัน แต่ DC ปรับลดลงเหลือ 54.5 kWh เพราะคุณมีตัวช่วยที่สอง ซึ่งก็คือเครื่องยนต์สันดาปปั่นไฟ ความจุ 1.5 ลิตร 95 แรงม้า และสเป็คประกอบไทยนั้นจะจูนให้สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้เพื่อประหยัดเงินค่าน้ำมันไปด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม Deepal เคลมว่า S05 REEV จะวิ่งได้ 170 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งในชีวิตจริง ผมขับ Haval H6 PHEV ที่แบตเตอรี่จุไฟใกล้เคียงกัน มีขับรีบๆกดๆเล่นบ้างก็ยังได้ 115-120 กิโลเมตร ซึ่งพอสำหรับการขับ 1 วันของคนส่วนใหญ่ และถ้าฉุกเฉินจริงๆก็เติมน้ำมันวิ่งเอาได้ เพราะ S05 REEV
จะมีโหมดการทำงานให้เลือกว่า จะเน้น EV, จะเน้นติดเครื่องบ่อย หรือทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน ให้สมองกลคิดให้ แต่ถ้าแบตเตอรี่ลงต่ำกว่า 20% เมื่อไหร่ เครื่องจะเริ่มติดบ่อย เพราะมันจะพยายามรักษาระดับไฟในหม้อเอาไว้ไม่ให้ต่ำกว่านั้น

นั่นก็เป็น “Buffer” ที่เซฟพอครับสำหรับการวิ่งขึ้นเขาระยังทางไกลๆ ในการขับแบบ High-load ขึ้นเนินชัน พวกรถ EV จะใช้ไฟ 25-30kWh/100 กิโลเมตร เมื่อคิดแบบโง่ๆว่า 20% ของ 27.28kWh ก็คือราวๆ 5kWh กว่าๆ การมีแบต 20% เป็น Buffer ไว้ก็พอให้คุณไต่ทางชันต่อเนื่องเกิน 10 กิโลเมตรได้อยู่ ถ้ามอเตอร์ไม่ร้อนแล้วยอมแพ้ไปเสียก่อน นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมาหลายคนไม่ยอมใช้รถไฟฟ้าเพราะกลัวเรื่องไม่มีที่แวะชาร์จกลางทาง พอไล่ให้ไปเล่นรถ Plug-in Hybrid ในราคาที่ถูกหน่อยก็มีแต่ Haval ซึ่งยังข้ามล้านบาทอยู่ดี ความน่าตื่นเต้นของ REEV ในกรณีของ S05 จึงไม่ใช่การที่มันวิ่ง EV Mode ได้เกิน 100 กิโลเมตรแล้วพอวิ่งไกลยังเติมน้ำมันได้ด้วย แต่เป็นเพราะมันคือครั้งแรกที่เทคโนโลยีแบบนี้ ลงมาอยู่ในรถที่ราคาหลักแสน กล่าวคือ ใช้ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลเป็นร้อยโลจริง ไม่ใช่วิ่งไฟฟ้าได้ไม่เกิน 10 กิโลเมตรแล้วพยายามบอกว่าตรูเป็นรถไฟฟ้า อะไรแบบนั้น

เข้าคิวลองขับกันดีกว่าครับ... ผมประเดิมด้วยรุ่น BEV 238 แรงม้าก่อน และก็คงไม่ได้มีอะไรเล่าให้ฟังมากเพราะการขับในสนาม Lakeside ข้างทะเลสาบเมืองทองธานีนั้น ถ้าผมเขียนได้ 4 หน้ากระดาษก็คงโม้ทะเลล้นขอบฟ้าไปแล้ว แต่สัมผัสแรกคือ S05 นั้น เร็วใช้ได้เลยครับ อาจจะไม่ถึงขนาดกดคันเร่งแล้วพุงผลุบไปแทงกระดูกสันหลังแบบพวกห้าร้อยแปดร้อยม้า แต่ผมว่าสำหรับคนเท้าหนักอย่างผม ตัวเลข 0-100 แบบนั่งสองคน ลองจับจริงได้ 7.5 วินาทีนี่ก็พอแล้ว แค่ว่ามันยังไม่สะใจจี๊ดแบบ MG S5 ตัว V ซึ่งเจ้านั้นแม้แรงม้าจะมากกว่าแค่ 7 ตัว แต่วิ่งจริงเร็วต่างกันแบบคนละเรื่องเพราะรถเล็กและน่าจะเบากว่าด้วย และสิ่งที่น่ายินดีอย่างหนึ่งคือช่วงล่าง ใน S05 นั้นได้รับการปรับจูนให้มีความกระฉับกระเฉงขึ้นกว่า S07 มาก ชะรอยพี่จีนจะรู้นิสัย Teen ของนักขับชาวไทยว่าพวกเรานั้นกินชิลๆ เดินช้าๆ แต่เร็วแบบบ้าๆเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย มันดีขึ้นจนอยู่ในระดับที่ผมคิดว่าในกลุ่ม EV ราคานี้ทรงนี้ ก็คงมีแต่ MG S5 ที่คล่องแคล่วปราดเปรียวยามหักเลี้ยวมากกว่า

ด้วยการที่เป็นแพลทฟอร์มมอเตอร์วางหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง เวลาเข้าด่านหักหลบฉุกเฉิน ผมสังเกตได้ว่าท้ายรถของรุ่น BEV จะกวาดออกค่อนข้างเยอะ..คือไม่ถึงกับดริฟท์สวยๆนะครับ มันยังอยู่ในข่ายที่คนชอบขับซิ่งๆจะหัวเราะร่า แต่คนที่ไม่บ้าแบบพวกเราก็อาจจะขนหลังแขนตั้งชันกันนิดนึง ส่วนเรื่องการซับแรงกระแทกนั้น ก็ออกแนวเหมือนรถโช้คอัพแข็ง ประกอบกับรถรุ่น BEV สีฟ้านี้ใส่ล้ออุปกรณ์พิเศษ 20 นิ้วที่ใช้ยางแก้มเตี้ยกว่าด้วย ความสะเทือนเลยเข้ามาในห้องโดยสารพอสมควร ผมคงไม่เรียกว่าเป็นรถที่นุ่ม แต่ออกแนวกระชับ เหมือนมันพยายามจะอยู่ตรงกลางระหว่างบุคลิกสปอร์ต กับบุคลิกนุ่มแบบผู้ใหญ่ แต่ก็ยังดีกว่า S07 ที่ย้วยยานเวลาบู๊แล้วกันครับ

ผมพยายามลองหาปุ่ม One Pedal ดู หาไม่เจอ เจ้าหน้าที่ประจำรถก็แจ้งว่า S05 ไม่มีโหมดคันเร่ง One Pedal แบบยกแล้วหยุด แต่ก็ไม่แปลกครับเพราะ S07 รวมถึง L07 ก็ไม่มีเช่นกัน ส่วนความรู้สึกจากแป้นเบรกนั้น ค่อนข้างเบาเท้า เผลอกดแรงหน่อยก็จะหน้าทิ่ม ยังดีว่าระยะชักเท้าของแป้นเบรกมันยาวพอสมควร ทำให้ยังสามารถขับใช้งานได้แบบเบรกแล้วกาแฟไม่กระฉอก

ถัดมา ผมย้ายมาลองคันสีเทา รุ่น REEV ซึ่งมีเครื่องยนต์วางอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า (ถ้าเป็นรุ่น BEV จะกลายเป็น Frunk จุ 159 ลิตรแทน) มอเตอร์อยู่ข้างหลัง และแบตเตอรี่อยู่ตรงกลาง สิ่งแรกที่พบเลยก็คือ ตัวรถที่หนักกว่ารุ่น BEV บวกกับมอเตอร์ที่ถูกลดกำลังลงเหลือ 218 แรงม้า ทำให้อัตราเร่งต่างกัน
บนโบรชัวร์จะบอกว่าต่างกัน 0.6 วินาที แต่เอาเข้าจริง 0-100 ผมจับเวลาได้ 8.5 วินาที..ไม่ใช่ว่านี่จะช้านะครับ แต่ในโลกของ EV ไซส์นี้ราคานี้ ส่วนมากจะทำเวลาต่ำกว่า 8 วินาทีกันหมด แต่ถ้ามองในแง่ดีก็คือ S05 REEV ก็เร็วประมาณน้องๆ Camry Hybrid 2.5 นั่นล่ะครับ

แต่ความต่างมันอยู่ตรงที่พื้นฐานวิศวกรรมและการกระจายน้ำหนัก ความที่รถรุ่น REEV มีน้ำหนักถ่วงหน้ากับท้ายอย่างเหมาะสม เวลาหักเลี้ยวหลบหมาหลบควายแรงๆ แทนที่จะมีอาการท้ายกวาดออกแบบรุ่น BEV เจ้า REEV นี้จะไปเป็นทองเนื้อเดียวกันเลยครับ คือท้ายมันจะไม่ออก แถมตรงกันข้ามคือถ้าเลี้ยวพร้อมเบรกด้วย หน้าจะดื้อโค้งนิดๆ ซึ่งสำหรับขาซิ่ง มันจะไม่สนุก แต่สำหรับคนใช้งานทั่วไปที่เน้นความชัวร์ ผมว่าแบบนี้เซฟกว่าสำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะเวลาถนนเปียก เรียกว่าได้อย่างเสียอย่าง

แล้วอย่าลืมนะครับว่าคัน BEV ท้ายออกได้แม้ยางจะกว้าง 245 มม. แต่คัน REEV วิ่งเข้าโค้งหน้าไปท้ายตามแบบว่าง่ายด้วยยาง 225 มม. คุณลองคิดดูว่าถ้าให้ใส่ยางเท่ากันจะออกมาทรงไหน ถ้าใครซื้อตัว BEV ไปขับ ผมบอกแค่ว่า อย่าทะลึ่งไปปิดระบบช่วยการทรงตัว แล้วคุณจะปลอดภัย ถ้าท้ายออก ไม่ต้องทำแอ็คเป็น Keichi Tsuchiya ครับแค่คืนพวงมาลัยตรงประคองคันเร่งแป๊บนึงมันก็กลับเข้าที่เข้าทางได้ ส่วนเรื่องความสะเทือนนั้น คัน REEV ได้ยางแก้มหนามาช่วย เวลาวิ่งผ่านลูกระนาดโรคจิต ก็รู้สึกว่านิ่มในแบบที่รถครอบครัวควรเป็น ในขณะที่เวลาสาดโค้ง ก็ยวบบ้างแต่ยังไม่แย่ถึงขั้น S07

ดังนั้นการเลือกระหว่างสองขุมพลังนี้ มันจะมีปัจจัยในการตัดสินใจที่ง่ายอยู่ครับ
ข้อแรก คือ คุณมีรถสันดาปหรือไฮบริดที่พร้อมไว้ใช้เดินทางไกลอีกคันที่บ้านหรือไม่ ถ้ามี คุณแทบไม่มีเหตุผลต้องเพิ่มแสนบาทเพื่อเล่นรุ่น REEV ข้อต่อมา คุณมีโอกาสที่ต้องเดินทางไกลแบบรีบๆ และไม่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าบ่อยแค่ไหน เช่น คุณอาจทำอาชีพเซลส์ที่ปกติวิ่งในเมืองแต่บางทีก็ต้องวิ่งเป็นระยะทางเยอะๆ อย่าสับสนนะครับ ระยะทางเยอะๆอาจไม่จำเป็นต้องไกล คนที่วิ่งกรุงเทพ ไปชลบุรี ระยอง แล้วตีไปราชบุรีแล้วกลับกรุงเทพใน 1 วันก็นับเป็นระยะทางเยอะๆ แล้วลูกค้าคุณคงไม่ได้ยินดีกับการให้คุณนั่งรอชาร์จไฟกิน KFC

ถ้ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยแบบเกินเดือนละ 2-3 ครั้ง ตัว REEV ก็น่าเล่น โดยเฉพาะถ้าเป็นคุณผู้หญิงที่ต้องทำงานแบบคาดเดาเวลาไม่ได้ บางครั้งเลิกงานดึก หรือกลับจากต่างจังหวัดดึกๆคนเดียวบ่อยๆ ผมว่าบางทีมี REEV ไว้ก็ดี เพราะการแวะชาร์จข้างทางดึกๆคนเดียวบางทีมันก็ไม่ได้สนุก คิดซะว่าเราจ่ายแสนบาทซื้อความปลอดภัยให้ตัวเอง นอกเหนือจากนี้ไป..ผมสรุปให้ว่า BEV ถูกกว่า แรงกว่า
และจุดซ่อมบำรุงในรถก็น้อยกว่าด้วย แม้แบตเตอรี่ของรุ่น BEV จะราคาแพงกว่าแต่นั่นก็คือจะเจอเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมแล้ว ส่วนการจะเลือกรุ่นย่อยไหนนั้น เรามาดูราคากันก่อนนะครับ

S05 BEV Lite 799,000 บาท
S05 BEV Plus 849,000 บาท
S05 BEV Max 899,000 บาท
S05 REEV Plus 949,000 บาท
S05 REEV Max 999,000 บาท

นอกจากเรื่องขุมพลังขับเคลื่อนแล้ว เรื่องความหรูนั้น BEV Plus ก็อุปกรณ์เท่า REEV Plus และ BEV Max ก็เท่ากับ REEV Max ครับจำง่ายเลย รุ่นถูกสุดอย่าง BEV Lite นั้น คุณยังได้จอกลาง 15.4 นิ้ว กับกล้องรอบคัน Apple CarPlay/Android Auto ไร้สายและระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานบวกถุงลมนิรภัย 4 ใบ และระบบ Adaptive Cruise Control ระบบเบรกอัตโนมัติ หลายๆอย่างดูดีแล้ว
แต่มันจะไม่มีใบปัดน้ำฝนกระจกบานหลัง (รุ่นอื่นมี) และที่สำคัญคือไม่มี Software Over The Air Update และไม่รองรับการควบคุมรถผ่านแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน คือหากคุณต้องการรถไฟฟ้าคันไม่เล็ก ได้แบรนด์ Deepal ในราคาเหมือน Neta โดยยอมสละอุปกรณ์บางอย่าง และทำใจได้ถ้าจะมีแค่สีขาวกับเทาให้เลือกรุ่นนี้เหมาะครับ

ส่วนการตกแต่งระดับ Plus อันนี้คือทางสายกลางที่ อุปกรณ์ที่ไม่ควรขาดก็เติมมาให้ครบขึ้น ใบปัดบานหลัง Software OTA การคุมรถผ่านสมาร์ทโฟน และม่านถุงลมด้านข้าง เติมมาให้ครบ แล้วแถมมี

Head-Up Display มาด้วย แต่จะยังไม่มี Blind Spot Monitoring และฟังก์ชั่นความปลอดภัยเสริมบางตัว เช่น RCTA+B เบรกอัตโนมัติเวลาถอยหลังแล้วมีรถวิ่งตัด และแน่นอนไม่มีหลังคา Panoramic
ผมเรียกว่าเป็น Working Man/Woman Version ที่มีหลายอย่างครบในระดับที่ราคา 849,000-949,000 นั้นควรมี และสำหรับคนเกลียดหลังคากระจก รุ่นนี้ก็เป็นทางออกที่คบได้ และการตกแต่งระดับ Max ก็ Max สมชื่อจริงๆ ทุกอย่างที่ขาดไปในรุ่น Plus มาครบครับ แล้วก็ยัดเครื่องเสียงใหม่ จาก 8 เป็น 14 ลำโพง จอกลางเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมคือหันซ้ายหันขวาได้ เพิ่มปรับดันหลังที่เบาะคนขับ
เพิ่มระบบความจำตำแหน่งเบาะเชื่อมกับกระจกมองข้าง เพิ่มเบาะคู่หน้าเป่าลมร้อนลมเย็นได้ เพิ่มกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เพิ่มรองน่องปรับไฟฟ้าที่เบาะคนนั่งหน้าซ้าย และมีไฟตกแต่งบรรยากาศในห้องโดยสาร 64 สีและหลังคา Panoramic ก็มีม่านมาให้ เรียกได้ว่าจัดเต็มจัดครบ และให้เยอะมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งส่วนใหญ่ในราคาไม่ข้ามล้าน ยกเว้นว่าถ้าคุณอยากซื้อรถแถมตู้แช่ไอศกรีม คงต้องไป Aion V (เดี๋ยวนี้เซเว่นมีเยอะนะ แวะซื้อก็ได้มั้ง)

ผมอาจจะร่ายลิสต์อุปกรณ์มาไม่หมด แต่คุณคงจะเห็นภาพแล้วว่า พอตัว Plus กับ Max ต่างกันแค่ 50,000 บาท ผมว่าคนส่วนมากคงซื้อตัวท้อปไปเลยเพราะของที่เพิ่มมานั้นแค่คิดว่าจะเอาไปใส่เอง ก็ไม่มีวันทำได้ในราคานี้ครับ ดังนั้น รุ่น Lite กับ Plus ผมว่ามีไว้ให้คนที่ชัดเจนในชีวิตแล้วว่าต้องการแค่ไหนหรือไม่ต้องการอุปกรณ์อะไร ดังนั้นถ้าคุณสองจิตสองใจ ก็เล่นตัว Max ไปเลย เพราะส่วนต่างมันน้อยจนไม่ต้องคิดนาน เอาเวลาไปคิดว่าจะไปสาย BEV หรือ REEV ยังจะดีเสียกว่า

ใครที่สนใจ ก็ลองไปดูตัวจริงได้ที่บูธ ChangAn/Deepal ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ครับ คำเตือนก็คือ ไปให้เร็ว เข้างานให้เป็นคนแรกๆ โดดงานมาก็ได้ ถ้านายจับได้ก็ลากนายมาด้วยเลย เพราะถ้าเป็นช่วงเย็น หรือวันหยุด บูธนี้ คุณไม่สามารถเดินเร็วๆข้ามบูธโดยไม่ชนคนสัก 10 คนก่อนได้เลยครับ

Pan Paitoonpong