ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในยุค 70 เมื่อพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน ทรงแนะนำ Mercedes ว่า คงจะดีไม่น้อยหากวิศวกรเยอรมันลงมือสร้างรถ SUV สักรุ่น เมื่อผู้บริหารตราดาวเกิดความคิดดีๆ ขึ้น จึงตัดสินใจร่วมงานกับ Steyr-Daimler-Puch ผู้ผลิตยานยนต์ทางการทหารของออสเตรีย และเริ่มสร้าง "Geländewagen" (ภาษาเยอรมันแปลว่า "ยานยนต์ข้ามประเทศ") สำหรับการใช้งานทางพลเรือนและทางการทหาร โปรแกรมการพัฒนา Geländewagen ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงยุค 70 รวมถึงการเดินทางไปยังเหมืองถ่านหินในเยอรมนี ทะเลทรายซาฮารา และอาร์กติกเซอร์เคิล Steyr-Daimler-Puch เริ่มสร้าง G-Class ด้วยมือในโรงงานเดียวกันที่เมืองกราซ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในปี 1979

...

เมื่อรถรุ่นนี้วางจำหน่าย เจ้าของรถสามารถเลือกฐานล้อแบบสั้น (2,400 มม.) หรือยาว (2,850 มม.) ได้ G-Wagen รุ่นแรกมีให้เลือกทั้งแบบเปิดประทุนและแบบสเตชั่นแวกอน แต่รุ่นใหญ่มีให้เลือกเฉพาะแบบสเตชั่นแวกอนสี่ประตูเท่านั้น นอกจากนี้ ยังสามารถสั่ง G รุ่นสเตชั่นแวกอนแบบรถตู้สองประตูไม่มีหน้าต่างที่คนเยอรมันเรียกว่า Kastenwagen ได้อีกด้วย

ทุกวันนี้ G-Class ทั้งสองรุ่นเป็นรถเก่าที่แข็งแรง ตัวถังทรงกล่องซึ่งถือเป็นต้นแบบหรือรากเหง้าของรถเอสยูวีวางอยู่บนแชสซีส์แบบบันได ด้านล่างติดตั้งเฟืองท้ายแบบล็อกได้สามตัว ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น สามารถเลือกได้จากเครื่องยนต์เบนซินสามรุ่น (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และ 2.3 ลิตรสี่สูบ หรือเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร หกสูบ) เครื่องยนต์ดีเซลสามรุ่น (เครื่องยนต์ดีเซลสี่สูบ 2.4 ลิตร หรือ 2.5 ลิตรและ 3.0 ลิตร ห้าสูบ) การผสมผสานระหว่างยานพาหนะของทหารและความอเนกประสงค์ของครอบครัว ทำให้ G-Class ประสบความสำเร็จ และในไม่ช้าก็ได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพทั่วโลก โดยตลอดอาชีพการงานของ Mercedes G- Wagen รับใช้กองทัพมาแล้ว 63 ประเทศ และ Mercedes ก็ต้องสัญญากับ NATO ว่าจะสร้างรถยนต์รุ่นนี้ต่อไปจนถึงปี 2025 แน่นอนว่าเมื่อลูกค้าเปลี่ยนไปตามกาลเวลา Merc ก็ยังคงเดินหน้าปรับปรุงรถรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้รถรุ่นนี้มีความพิเศษขึ้นอีกนิด นั่นคือที่มาของ Kings of Road

...

...

...

สูตรของ G-Wagen นั้นถูกปรุงแต่งอย่างช้าๆ เป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ เริ่มต้นด้วย W460 ในปี 1979 และตามมาด้วย W463 ที่ใช้งานมาเกือบ 30 ปี จนกระทั่งล่าสุด Mercedes ตัดสินใจว่าถึงเวลาสำหรับเจเนอเรชันใหม่ซะที แน่นอนว่า Mercedes-AMG ยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 4.0 ลิตร ซึ่งทำให้ G63 กลายเป็นรถที่ให้อารมณ์ดุเดือดเลือดพล่าน แรงม้า 585 ตัว และแรงบิด 850 นิวตันเมตร มากเกินพอที่จะขับเคลื่อนมวล 2,640 กิโลกรัม ทะยานจากจุดหยุดนิ่ง ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยชุดอุปกรณ์เสริม เทคโนโลยี Mild Hhybrid 48 โวลต์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสตาร์ทเตอร์ เจนเนอเรเตอร์แบบบูรณาการ ให้แรงม้าพิเศษ เพิ่มอีก 20 แรงม้าและแรงบิด 200 นิวตันเมตรในช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับกระชากร่างหนี D-MAX ที่ดันรางมาเต็มทรง!!

ตำนานล่าสุดของ Geländewagen/G-Class/G-Wagen แล้วแต่จะเรียกกัน เป็นโมเดลรถลุยที่ผลิตต่อเนื่องมานานกว่า 45 ปี การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2018 ทำให้ G-Class สร้างนิยามคำว่า "รถออฟโรดสุดหรู" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การลุยหนักของมันมีประสิทธิภาพมากกว่ารถเอสยูวีหรูรุ่นอื่นๆ แม้แต่ Range Rover ก็ไปได้ไม่สุดเท่า สำหรับ SUV สุดหรูรุ่นอื่นๆ สามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ แต่ G63 ยังคงมุ่งมั่นในด้านสุนทรียศาสตร์และความสามารถโดยรวม (แม้จะไม่ดีที่สุด แต่กลับขายดีสุดๆ) มีการปรับแต่งมากมายเพื่อทำให้ G63 ยังคงทันสมัยอยู่เสมอ โดยภาพรวม G-Wagen ยังคงแน่วแน่อยู่กับสไตล์ที่ใช้มานานแล้ว 63 ใน G-Class ก็มาในรูปลักษณ์เดิม มีการเขียนหน้าทาปากนิดหน่อยตามสไตล์ Etch-a-Sketch ทรงของรถยังเหมือนเดิมมาตั้งแต่ปี 1979 ยกเว้นการปรับโฉมและการอัปเกรดต่างๆ ซึ่งการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุดทำให้ G-Class ได้แชสซีใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ มันยังคงเป็น SUV หรู 5 ที่นั่ง สร้างพิเศษสำหรับลูกค้าที่ชอบความต่าง มีดิฟเฟอเรนเชียลล็อกครบสามชุด มีความสามารถในการไปได้ทุกที่ซึ่งทำให้กลายเป็นแรงดึงดูดที่เร้าใจของบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลก การซื้อ G63 เป็นวิธีโชว์ว่าคุณมีเงินแบบง่ายๆ และคนที่เห็นก็มองว่าเจ้าของรถนั้นเป็นพวก Outdoor แม้ว่าจะไม่เคยใช้ลุยหนักเลยก็ตาม พิจารณาจากความสะอาดเป็นมันเงาของ G63 ที่คุณเห็นตามสถานที่หรูหรา ในกรุงเทพฯก็มีรถรุ่นนี้อยู่ไม่ใช่น้อยๆ 

G63 พร้อมช่วงล่างใหม่สุดเฉียบ ความสามารถในการขับเคลื่อนที่น่าประหลาดใจ คุณใส่มันหนักๆ มันก็พร้อมจะตอบโต้ด้วยแรงเหวี่ยงหนักหน่วงที่ทำให้เสียวสันหลัง นั่นคือรถยนต์ที่มีเครื่อง V8 แทนที่จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัวที่ดูตลก โครงแชสซีแบบบันไดอย่างเหนียวสามารถวิ่งฝ่าหลุมบ่อได้ทั้งวันหากไม่กังวนว่าล้อ  AMG ราคาแพงจะเกิดริ้วรอย แรงบิดในระดับรถตักดินเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ความจำเป็นในการล็อกเฟืองท้ายแบบเดิมนั้นล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากระบบส่งกำลังแรงบิดนั้นถ่ายมารวดเร็วมากจนต้องใช้ระบบอีเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงาน

G63 'ใหม่' ออกแบบกันชนหน้าให้มีความแตกต่าง มีอุปกรณ์ช่วยด้านอากาศพลศาสตร์ใหม่เพื่อช่วยปรับรูปทรงของรถให้ดูสวยงามขึ้น สปอยเลอร์ขนาดเล็กที่ปรับแต่งการไหลเวียนของอากาศรอบเสา A และด้านบนของกระจกบังลม (ซึ่งพยายามลดเสียงกรอบแกรบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของกระจกบังลมที่ตั้งตรงให้น้อยลง) ช่องใหม่ในซุ้มล้อหลังมีประโยชน์มากกว่าที่เห็น ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วสร้างความแตกต่างที่วัดได้ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย G63 ชุดแต่งรอบคัน AMG bodystyling ต กระจังหน้า AMG Specific Grille กันชนหน้า AMG-specific front bumper ช่วยในด้านแอโรไดนามิกและการระบายอากาศ ไฟหน้า MULTIBEAM LED มีการแก้ไขจุดเสา A-pillar ใหม่ทั้งหมด ใส่ Spoiler ไว้ด้านบน ช่วยลดเสียงภายในห้องโดยสารลงได้ 20% ติดตั้งหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร ล้ออัลลอย AMG ขอบ 22 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต ยาง goodyear eagle f1 SUV ยาง 295/40R22 ครั้งแรกของ G-Class ที่มาพร้อมปุ่มเปิด-ปิด ประตูทั้งหมดเป็นแบบ KEYLESS-GO สัมผัสที่มือจับประตูก็สามารถล็อกหรือปลดล็อกได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ

AMG High-Performance Braking System ระบบเบรกสมรรถนะสูง คาลิปเปอร์เบรกสีแดง โลโก้ AMG ท่อไอเสียคู่ AMG Performance Exhaust System ระบบปรับระดับเสียง ควบคุมความกระหึ่มของเสียงท่อไอเสียได้ตามความต้องการ ก ล้อง 360° with Transparent Bonnet เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับเห็นภาพด้านหน้ารถและใต้ท้องรถ ผ่านหน้าจอแสดงผล ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยโดยเฉพาะในเส้นทางออฟโรดหรือพื้นที่แคบ

Mercedes-AMG G 63 เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ระบบส่งกำลังปรับแต่งโดย AMG เกียร์แบบใหม่ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลและแม่นยำ รองรับแรงบิดได้เฉียดๆ 1,000 นิวตันเมตร กำลังสูงสุดของเครื่องM177 V8 อยู่ที่ 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง พาร่างหนักสุดไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4 วินาทีนิดๆ ยกระดับสมรรถนะด้วยระบบ Mild Hybrid ผสานการทำงานเข้ากับพื้นฐานเครื่องยนต์ V8 ภายใต้แนวคิด "One Man, One Engine"

AMG ACTIVE RIDE CONTROL Chassis ระบบช่วงล่างแบบ Active Hydraulic ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ และลดอาการโคลงตัวของรถ โดยสามารถปรับการขับขี่ได้ 2 รูปแบบ คือ Off-Road และ Sport โดยเพิ่มฟีเจอร์ความเป็นรถมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง Differential Lock ซึ่งเป็นฟีเจอร์เอกลักษณ์ของ G-Class โดยระบบสามารถล็อกเฟืองท้ายได้ถึง 3 จุด แต่ละจุด สามารถล็อกได้เต็ม 100% (Three Times 100% Lockable) ช่วยให้ขับผ่านพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ เช่น โคลน ทราย หิมะ หรือพื้นผิวขรุขระได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใน มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด หน้าจอสัมผัส MBUX แบบใหม่ที่สวยงามตรงกลางแผงหน้าปัด ซึ่งเชื่อมต่อกับหน้าจอข้อมูลผู้ขับขี่แบบดิจิทัลได้อย่างลงตัว พูดตามตรงว่าภายในมีการปรับปรุงไม่มาก เพราะของเดิมก็ทำมาดีมากแล้ว โปรแกรม Manufaktur จัดของแพงประดับประดาอยู่ทั่วไปหมด ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับออฟโรดเศรษฐีที่ปัจจุบันนี้ถูกมองว่าเป็นรถสำหรับวิ่งบนถนนมากกว่ารถสำหรับลุยโคลน

ห้องโดยสารมาพร้อมเทคโนโลยีที่มอบความล้ำสมัย หน้าจอแสดงข้อมูล All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย COMAND Online ขนาด 12.3 นิ้ว เข้าถึงข้อมูลและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel หุ้มหนัง Nappa ตัดสลับ DINAMICA microfibre ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ปรับค่าการทำงานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และพวงมาลัยให้ตอบสนองกับสภาพถนนและสไตล์การขับ ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System ระบบฟอกอากาศ Air Balance Cabin-Air Purification System

Mercedes-AMG G 63 ระบบความปลอดภัย
Assistance Package ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist with exit warning function) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist) และระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist) และระบบความปลอดภัยอื่น ๆ อย่างครบครัน

Mercedes-AMG G 63 ราคาเริ่มต้น 18,800,000 บาท

สีตัวถัง 8 สี
สีขาว (Polar White)
สีดำ (Obsidian Black)
สีเงิน (Iridium Silver)
สีเงิน (Mojave Silver)
สีน้ำเงิน (Sodalite Blue)
สีน้ำเงิน (Brilliant Blue)
สีเขียว (Emerald Green)
สีเทา (Selenite Grey)

Mercedes-AMG G 63 มาพร้อม OPITONAL EXTRA ที่เปิดให้เลือกออปชันและอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม เช่น สีตัวถังแบบ MANUFAKTUR ล้ออัลลอย AMG ชุดแต่ง AMG Night Package และ Black accents อุปกรณ์ตกแต่ง “G manufaktur” รวมถึงการตกแต่งภายในที่มีให้เลือกทั้งแบบ EXCLUSIVE และ SUPERIOR Line

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/