ส.อ.ท.แนะรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังซัพพลายเชนเริ่มเกิดปัญหา ลดจำนวนการผลิต พนักงานได้เงินเดือนเพียง 75% ชี้หากผลิตรถยนต์มากขึ้น รัฐบาลจะเก็บภาษีได้ถึง 10%

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 68 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในเดือน ม.ค. 68 ที่ผ่านมาเราสามารถผลิตรถยนต์ได้ 107,103 คัน ซึ่งลดลงจากเดือนเดียวกันของปี 67 ถึง 24.63% เพราะผลิตขายในประเทศลดลง 31.78% ตามยอดขายที่ลดลง และผลิตส่งออกลดลง 21.10% ตามยอดส่งออกที่ลดลง

สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศในเดือน ม.ค. 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,092 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 67 ถึง 12.26% เพราะสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจในประเทศปี 2567 ขยายตัวในอัตราต่ำที่ร้อยละ 2.5 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลงโดยเฉพาะผลผลิตยานยนต์ที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากลดลง ทำให้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ลดลง ทำให้ใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ

...

"สิ่งที่อุตสาหกรรมยานยนต์อยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณา และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค้ำประกันการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะให้เร็วขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองบอกว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 4 เดือนในการออกมาตรการ แต่อย่างไรก็ตามทางเราอยากให้รัฐบาลเร่งให้เร็วขึ้นจากที่ต้องรอ 4 เดือน ให้เหลือเพียงแค่ 2 เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตเดินหน้าการผลิตให้มากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น ใช้จ่ายได้มากขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างบรรยากาศการลงทุนให้เร็วขึ้นตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะความต้องการให้ GDP ประเทศโตมากกว่า 3%"

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า หากจะต้องการให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตกว่า 3% นั้นจำเป็นต้องผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศโตตามไปด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น มีซัพพลายเชนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตยางล้อ ปิโตรเลียม เหล็ก หนัง กระจก ท่อไอเสีย และหม้อน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 50,000-100,000 คัน ก็จะทำให้ซัพพลายเชนเหล่านี้ได้ประโยชน์มากขึ้น มีการจ้างงาน สร้างรายได้ และรัฐบาลก็จะมีการเก็บภาษีได้มากขึ้น ภาษีรถกระบะสรรพสามิต 3% ถ้าเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เช่น รถกระบะคันละ 600,000 บาท ถ้ามีการผลิตเพิ่ม 100,000 คัน มูลค่าของรถกระบะทั้งหมดจะอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ทั้งหมด 6,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

"เราอยากให้ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยปี 2567 ที่ผ่านมาเราพบว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ต้องลดจำนวนโอที และพนักงานภาคการผลิตได้รับเงินเดือนเพียง 75% เนื่องจากยอดการผลิตลดลง  แต่ถ้ารัฐบาลช่วยได้เร็วมีการซื้อรถได้มากขึ้น ผลิตมากขึ้น จ้างงานมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างบรรยากาศการลงทุนให้เร็วขึ้นตามไปด้วย"

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน ม.ค. 68 ไทยส่งออกได้ 62,321 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 67 ถึง 28.13% จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการตอบโต้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งการส่งออกของรถยนต์ไฟฟ้าจีนราคาถูกมาแข่งขันมากขึ้นในประเทศคู่ค้า ขณะที่รถยนต์ส่งออกบางรุ่นกำลังจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ และจากเดือนธันวาคมมีวันหยุดมาก บางบริษัทเปิดทำการช้าในเดือนมกราคม จึงผลิตได้น้อย ทำให้เดือนมกราคมมีรถส่งออกได้น้อยในตลาดออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้