ช่วงท้ายปี 2024 ที่ผ่านมา เราลุ้นกับข่าวที่ Honda กับ Nissan อาจจับมือกันเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผลิตรถได้มากเป็นอันดับต้นๆของโลก แล้วพอมาในเดือนแห่งความรักปี 2025 การ “imagine” เรื่องราวความเป็นไปได้ของการจับมือระหว่างพันธมิตรนี้ก็ต้องจบลง แม้จะยังมีความร่วมมือในบางด้านที่ยังคงเหลือตามข้อตกลงทางธุรกิจที่วางไว้ก่อนหน้านี้ก็ตาม สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือข่าวแผนที่จะ “กระชับสัดส่วนและตัดไขมันองค์กร” ใน Nissan ซึ่งมีการแถลงจากทางสำนักงานใหญ่ Yokohama ต่อด้วยการพาดหัวข่าวใหญ่ ลือหึ่งว่าจะปิดโรงงานในไทย ซึ่งพวกเขายืนยันว่าไม่ได้ปิด
ความเชื่อของผมอย่างหนึ่งคือ คนส่วนมากในใจลึกๆชอบข่าวร้ายตราบใดที่เกิดขึ้นกับคนอื่นไม่ใช่ตัวเอง ดูจากยอดคลิกยอดแชร์ของข่าวไทยรัฐออนไลน์ดูก็ได้ครับว่า เรื่องดีๆน่าชื่นชม กับเรื่องร้ายๆอันไหนยอด Like ยอด Share เยอะ เช่นเดียวกับข่าว Nissan ซึ่ง มีข่าวในช่วงวันสองวันที่ผ่านมาว่าจะปิดโรงงานประกอบรถในไทย หรือบางทีเขาอาจไม่ได้พาดหัวว่า “ปิดโรงงาน!” แต่ใช้คำนำหน้าว่า “ลือปิด!” หรือ “จ่อปิด” หรือ “ส่อปิดโรงงาน” มันก็ไม่ถือว่าให้ข้อมูลผิดแล้ว แต่คนไทยเราชอบข่าวร้าย ข่าวร้ายบวกพาดหัวยั่วๆ ได้คลิกเสมอ บางคนเคยพาดหัวดีๆ ตรงไปตรงมา ท้ายสุดก็ต้องยอมแพ้ต่อค่านิยมการคลิกของคนไทยไปอย่างน่าเสียดาย
...
วิธีทำข่าวแบบที่มั่วซั่วที่สุดของผมคือ หนึ่ง อ่านเอกสารที่แถลงอย่างเป็นทางการจากตัวบริษัทก่อนว่า เขาชี้แจงว่าอย่างไร อ่าน แต่เอามาเขียนแล้วบอกว่า “ตามนี้นะ” ชาวลัทธินิยมข่าวร้ายก็ต้องบอกว่า “เอ็งรับเงินบริษัทรถมาเขียนน่ะสิ” เพราะมันง่ายครับที่จะโยนความเป็นคนร้ายให้คนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ยอมทำแม้แต่ Google ผมจึงต้องเสริมความชัวร์ด้วยการโทรเช็คเอง ฟังจากน้ำเสียงคนภายในองค์กร Connection ที่หลากหลายคือหัวใจของการข่าวครับ ไม่ใช่เอกสาร PR เราต้องมี Connection ตั้งแต่ระดับบนยันพนักงานที่กวาดซากก้นบุหรี่ตรง Smoking Area หรือคนที่ทำงานระดับปฏิบัติการแล้วเอามาประมวลผล
น้องๆหลานๆที่อยากมาทำข่าวสายรถยนต์จำไว้เลยก็ได้ว่า คนจะมองว่าคุณรับเงินบริษัทรถเสมอถ้าสิ่งที่คุณพิมพ์ไปมันค้านกันกับข่าวร้ายที่พวกเขาอยากได้ยิน แต่ในอีกมุมหนึ่ง อย่าลืมเหตุการณ์เมื่อตอนที่ Chevrolet บ๊ายบายประเทศไทยด้วย แล้วจำไว้ด้วยว่า คนจะไปมันไม่บอกคุณล่วงหน้าหรอกว่ามันจะไป ดังนั้นทำการบ้านให้มาก ถ้าเป็นการแข่งรถแบบควอเตอร์ไมล์ ต้องบอกว่าข้อมูลที่ดี มาจากหลายแหล่ง และมีความหนักแน่น เป็นเหมือนยางที่แรงยึดเกาะเทพๆ ถ้าคุณไม่มีแรงยึดเกาะที่เทพพอ อย่าออกตัวแรง
...
ร่ายมาเสียยาว แต่ผมเปรียบเทียบจากแหล่งข่าวเรื่องโรงงาน Nissan แล้วค่อนข้างจะตรงกันครับว่า “ไม่ปิด” แต่จะบอกว่า “ไม่ปิด จบนะ แยกย้าย” ก็ไม่น่าใช่ ผมก็จะเรียบเรียงอธิบายให้ครับว่า Nissan ไม่ได้ปิดโรงงานในไทย ถ้า...ถ้าคุณตีความการปิดโรงงานหมายถึงการไม่มีกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวกับกิจการนั้นๆเกิดขึ้นภายในโรงงานนั้น แบบนี้คือพูดได้ว่าไม่ปิด 100% ณ วันนี้ และยังไม่มีแผนที่จะปิด
...
ก่อนที่จะอธิบายต่อ ผมอยากให้ท่านที่ยังไม่เคยไปโรงงาน Nissan จินตนาการตามผมนิดนะครับว่า Nissan มีโรงงานสองแห่งที่บางนา กม. 21 และบางนา กม. 22 คุณอาจจะนึกภาพโรงงานนี้ว่าห่างกัน 1 กิโลเมตร แต่ในความเป็นจริงทั้งสองแห่งนี้ถูกคั่นด้วยคลองเล็กๆเท่านั้นเองครับ โรงงานที่กม. 21 (Plant 1) นั้นเป็นโรงงานที่เคยยิ่งใหญ่ในวันของมัน...ซึ่งก็คือน่าจะ 40 กว่าปีก่อน ตอนนี้ถือว่าเป็นโรงงานที่เก่าและเล็กมาก เมื่อเทียบกับโรงงาน กม. 22 (Plant 2) ซึ่งเปิดทีหลัง ใหญ่โตอลังการกว่ามาก
สิ่งที่ Nissan ไทยเขาทำก็คือ ย้ายเอาเครื่องจักรและไลน์การผลิตบางส่วนจาก Plant 1 ไปที่ Plant 2 บางส่วนของ Plant 1 จึงว่างลงเพราะการย้ายสรรพสิ่งต่างๆออกไป ที่ใช้คำว่าบางส่วน เพราะเครื่องจักรที่ใช้ปั๊มขึ้นรูป Body Panel (เปลือกนอกของรถยนต์) ยังคงอยู่ที่ Plant 1 นั้นและใช้งานต่อไป ในขณะที่แผนกประกอบเครื่องยนต์ Nissan Motor และแบตเตอรี่สำหรับรถ e-Power นั้น อยู่ในบริเวณใกล้กันกับ Plant 1 และยังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า ทุกอย่างยังเหลือเท่าเดิม อย่างที่ผมจั่วหัวว่า Nissan กำลังจำเป็นอย่างมากที่จะต้องขจัดไขมันองค์กร เขาก็จะมีการผนวก (Integrate) เครื่องจักร กำลังคน และลักษณะไลน์การประกอบให้มันลดต้นทุนให้ได้ตามแผนของเขา และบางส่วนเท่าที่ทราบ ก็มีการหยุดไลน์ไป 2 เดือน
...
ซึ่งต้องเสริมด้วยว่า การปรับ/ย้าย/เครื่องจักร กำลังคนและลักษณะไลน์การผลิตนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดหลังล้มเลิกการแต่งเข้าบ้าน Honda นะครับ แต่เป็นแผนที่เกิดขึ้นมา 3 ปีแล้ว ผมคิดว่าในปี 2021-2022 ช่วงที่มี Pandemic คนใน Nissan บางคนที่มองการณ์ไกลเริ่มรู้ตัวว่าบางสิ่งในองค์กรจะต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลง คุณลองคิดแบบกาสรคอนเซพท์ก็ได้ว่ามีเหรอวะ การที่จะตัดสินใจปิดโรงงานและสรุปแผนการบริหารโรงงานประกอบได้ภายในไม่กี่วันหลังงานแต่ง Honda ล้ม? ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ลองคิดดูว่าเป็นไปได้กี่เปอร์เซ็นต์
และในระหว่าง 2 เดือนที่ไม่ได้มีงานทำ Nissan ก็จัดให้มีการส่งคนงานส่วนนั้นไปทำการฝึกเพิ่มเติม ผมถามแหย่เล่นๆว่าฝึกประกอบ EV ใหม่หรือเปล่า? แหล่งข่าวไม่ขอพูดถึง แต่สำหรับคนที่กำลังลุ้นว่าโรงงาน Plant 1 ที่ย้ายเครื่องจักรออกไปบางส่วนเพื่อเตรียมขึ้นไลน์ประกอบรถ EV รุ่นใหม่อย่างที่บางท่านคาดหวังหรือเปล่า บอกได้เลยว่าไม่ใช่ครับ
สำหรับในเรื่องของพนักงานที่มีข่าวว่า ปลดคนงานออกจะกี่คนก็ตามแต่ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าคนงานในโรงงาน หรือจะในสำนักงานอะไรก็ตามแต่ มีพนักงานแบบที่เป็นพนักงานสังกัดบริษัทนั้นๆ เช่นถ้าบอกว่าเป็นพนักงาน Nissan ไทย (NMT) ก็คือตอนสมัครงานคุณสมัครเพื่อเข้า NMT มีหัวหน้าเป็นคน NMT มีบัตรพนักงานจริงของ NMT แล้วก็จะมีพนักงานจ้างชั่วคราว Sub-contract ซึ่งอาจจะเป็นแรงงานจัดหาจากบริษัทอื่น แต่มาทำงานในรั้ว NMT ซึ่งในกรณีที่บริษัทเกิดภาวะการเงินที่ไม่มั่นคง ผมบอกเลยว่า Sub-contract worker คือส่วนที่โดนตัดออกเป็นอย่างแรกอยู่แล้วครับ ไม่ใช่แค่ NMT แต่โรงงานญี่ปุ่นในไทยที่มีข่าว ปลดคนงาน ปลดคนงานนู่นนี่ บางทีก็คือยกเลิกการจ้างพนักงาน Sub-contract ล่ะครับ แต่ถ้าพาดหัวแบบนี้จะมีใครคลิกอ่านครับถามจริง
อย่างน้อยผมถามคนใน (ที่ไม่ใช่ PR และผู้บริหารระดับสูง) ว่า แล้วพนักงานสังกัด NMT แท้ๆเลยล่ะ มีการสั่งปลด หรือบังคับ Early-retire บ้างหรือยังหลังเริ่มมีข่าววิกฤติการเงิน Nissan คำตอบคือยังไม่มีครับ และถ้าเชื่อตามผู้บริหารบอกอีกทางนึงก็คือ ยังไม่มีแผนที่จะแจกมันฝรั่ง Lay’s ให้คนงานในขณะนี้ แต่ไม่มีใครเอาหัวเป็นประกันได้ว่าภายใน 1.2..หรือ 3 ปีนี้จะไม่มีการทำเช่นนั้น ผมบอกได้เท่าที่ทราบ แต่พนักงาน Sub-contract มีการปลดหรือลดจำนวนคนจริงครับ
อย่างไรก็ตาม อย่าสบายใจเกินกว่าเหตุเลยครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นชาว NMT หรือเปล่า ผมมองว่าขนาดโลกในปี 2019 กับ 2024 ยังมีสิ่งต่างๆเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ อย่าไปวางใจว่าอะไรจะอยู่กับเราไปอย่างถาวร คนที่ตามองโลก จับกระแสรอบตัว มองโลกจากเฮลิคอปเตอร์เป็น คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอยู่รอดได้มากที่สุดแม้การระแวดระวังภัยตลอดเวลาจะทำให้เราประสาทกินก็ตาม
ก้าวของ Nissan ต่อจากนี้ เราน่าจะได้เห็นการขจัดไขมันองค์กรขนานใหญ่ (แต่กำจัดถูกจุดถูกคนหรือเปล่านั่นเราก็ต้องมาลุ้นกันอีกที) ในระดับ Global ทางท่านประธานมาโกโตะ อูชิดะก็ตั้งเป้าไว้สำหรับปีงบประมาณ 2026 ว่า ต้องลดต้นทุนให้ได้ 400,000 ล้านเยน ซึ่ง 300,000 ล้านเยนจะเซฟได้จากการ Fixed Cost (ต้นทุนคงที่) ซึ่ง 200,000 ล้าน จะลดจากกิจกรรมทางธุรกิจเกี่ยวกับการขายและทั่วไป 100,000 ล้านมาจากการปรับโครงสร้างการผลิตของโรงงาน โดยในช่วงต้นปีนี้จะเริ่มจากที่อเมริกา 2 แห่ง และโรงงานของไทยซึ่งอย่างหลังนี่มีแผนวางกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะลงมือปฏิบัติในปีนี้
ในระยะ 2 ปีนับจากนี้ กำลังการผลิตของ Nissan จะถูกปรับให้เหมาะสมกับศักยภาพจริงขององค์กรมากขึ้น จากเดิมที่เคยผลิตทั่วโลกปีละ 5 ล้านคัน ก็จะถูกลดให้เหลือ 4 ล้านคันภายในปี 2026 ซึ่งแน่นอนว่ากำลังการผลิตลด ก็ไม่ต้องใช้คนงานเยอะเท่าเดิม ผมจึงมองว่าระยะยาวในระดับ Global จะมีคนที่ถูกปลดจากโรงงานแน่นอน แต่จะเป็นพนักงานจ้างชั่วคราวหรือเป็นคนของ Nissan เองมากน้อยเท่าไหร่อัตราส่วนอย่างไร มันเกินที่ผมจะกะตัวเลขได้ครับ
เงินอีกราว 60,000 ล้านเยน จะเซฟจากการปรับขั้นตอนและความซับซ้อนในการออกแบบรถรุ่นใหม่ๆ “ในผลิตภัณฑ์หลัก 6 รายการทั่วโลก” (เขียนตามเอกสารของ Nissan) ซึ่งยังรวมถึงการลดความซับซ้อนในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรให้รถของพวกเขาใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้มากที่สุดซึ่งจะสร้างอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ได้ เรื่องนี้นี่ต้องบอกว่า Nissan ในยุคสมัยผมวัยรุ่น ทำไว้ค่อนข้างเละตุ้มเป๊ะ ไปผูกสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หลายเจ้าและเกรงใจที่จะยกเลิกการซื้อ ถามคนเป็นช่าง Nissan ยุค 90s ก็ได้ครับ ผมยังจำได้เลยว่ารถบางรุ่น ใช้เครื่องเดียว เกียร์เดียวกัน ยังอุตส่าห์ไปทำให้เซนเซอร์เฟืองไมล์ต่างกันโดยไม่จำเป็น ชิ้นส่วนบางอย่างควรจะใช้ข้ามรุ่นได้ ก็ไปทำให้มันมีจุดที่ไม่เหมือนกันในแบบที่งงว่าทำไปเพื่ออะไร
ผมขอถือวิสาสะคาดเดาด้วยว่าอีกหน่อย Nissan อาจจะลากยาวแพลทฟอร์มตัวถังเจนเนอเรชั่นหนึ่งนานขึ้นอีก เพราะเวลาพัฒนาโครงสร้างตัวถังใหม่หมด มันกินเงินทุนมหาศาล เราอาจจะเจอรถสักรุ่นที่ไม่เปลี่ยนโครงสร้างตัวถังหลัก (กระดูกภายในที่เราไม่ได้มองเห็นด้วยตาเวลารถจอดอยู่) ไปนานเป็นทศวรรษ เพื่อใช้ต้นทุนให้คุ้มค่าต่อการวิจัย หรืออาจจะพัฒนาแพลทฟอร์มใหม่ก็ต่อเมื่อของเก่าไม่ผ่านมาตรฐานการชน แต่ตัวถังภายนอก หวังว่าคงจะเปลี่ยนตามเวลาที่เหมาะสม ผมตีความจากการลดต้นทุนในการพัฒนารถที่มีเรื่องการลดระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนากว่ารถรุ่นหนึ่งจะออกสู่ตลาดลงด้วย
นับจากนี้ไป Nissan ก็น่าจะมีรถแบบใหม่ๆออกมามากขึ้น สิ่งที่ทางสำนักงานใหญ่ Yokohama แถลงนั้น ก็รวมถึงการเพิ่มรถประเภท Plug-in Hybrid การพัฒนาต่อยอดให้กับระบบ e-Power เติมน้ำมันปั่นไฟ ว่าจะทำอย่างไรให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นอีก 20% ในเมือง 15% เมื่อวิ่งทางไกล โดยที่ต้นทุนการผลิตต่อยูนิตลดลง 20% และที่สำคัญคือ LEAF เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งผมคาดว่าในปี 2 ปีข้างหน้าจะเริ่มมีข่าวและรูปแบบของรถปรากฏออกมาชัดเจนขึ้น
ในความเห็นของผม ข้อที่ทางสำนักงานใหญ่แถลง และผมอยากให้เกิดจริงๆคือ การปรับวิธีการบริหารงานให้สามารถตัดสินใจพลิกแพลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และการรับนโยบายการบริหารจากแบบเดิมที่ Yokohama ตัดสินชะตาทั้งโลก ให้มีความกระจายอำนาจมากขึ้น พูดง่ายๆคือ ผมคิดว่า Nissan ควรเลิกได้แล้วกับวิธีการขายรถประเภทที่ให้คนที่ไม่เคยใช้ชีวิต ไม่เคยคุย ไม่เคยสัมผัสความนึกคิดของคนในตลาดประเทศนั้นๆ มาตัดสินว่ารถอะไรขายได้ หรือไม่ได้ขายในประเทศดังกล่าว มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างล่ะครับว่า สังคมที่คนรุ่นใหม่ยิ่งเบื่อรถ ยิ่งไม่อยากซื้อรถ มองว่ารถเป็นภาระ อย่างประเทศญี่ปุ่น กลับได้รถที่คนไทยมองว่าโคตรหล่ออย่าง Nissan Note ส่วนประเทศไทย ซึ่งคนซื้อรถด้วยเรื่องราคากับความหล่อเป็นหลัก คุณลองถามตัวแองว่าโมเดลไหนของ Nissan ในไทยที่ “หล่อ” แบบไม่ได้มีแต่แม่ยกเท่านั้นที่รัก..เมื่อเทียบกับเซกเมนต์เดียวกันนะ ส่วนอเมริกา ดินแดนที่จู่ๆรถไฮบริดก็เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว Nissan กลับไม่สามารถนำ e-Power เข้าไปขายที่นั่นได้ทันต่อเวลา..แต่ไทยได้ก่อนนะหลายปีแล้วด้วย
และอย่างในไทย ในวันที่รถไฮบริดไม่เสียบปลั๊กทวีอัตราส่วนการครองตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 20% ภายในปีเดียว Nissan มีรถ e-Power เพียงรุ่นเดียว Toyota มีรถไฮบริดอย่างต่ำๆ 4 รุ่น และ 2 ในนั้นยอดขายค่อนข้างดี Honda มีอย่างต่ำ 4 รุ่นเช่นกัน และ Mitsubishi มีรุ่นเดียวจริงแต่อีกแป๊บเดียวก็จะเพิ่มเป็น 2 รุ่น
เสียงจากคนเป็นสาวก Nissan อีกกลุ่ม (ซึ่งไม่เกี่ยวกับผม) มองว่า Nissan ไปทำรถในตลาดหลักอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น จีน แบบสวยเอาใจเจ้าภาพ แต่พอเป็นตลาดรองกลับสร้างรถโมเดลแยกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาออกมาในรูปลักษณ์ที่ไม่สวยเท่าตลาดหลัก วันหนึ่งพอตลาดหลักยอดไม่เดิน คุณจะมาบูสท์ยอดขายกับตลาดที่คุณมองว่าเป็นตลาดรอง มันก็แค่จะไม่เวิร์ก เพราะทุกคนรู้ได้ว่าเมืองนอก Nissan ขายรถหน้าตาแบบไหน คำว่า Globalization ในเชิงการรับรู้ ไม่น่าใช่สิ่งที่ต้องมาเน้นย้ำ ณ ปี 2025 นี้แล้ว
ในสายตาผม ไม่ได้อยากให้ใครล้มหายตายจากประเทศไทยแม้แต่เจ้าเดียว แต่ถ้าหาก Nissan ต้องการให้คนไทยกลับมาเชื่อในแบรนด์อีกครั้ง ผมคิดว่าภายใน 2 ปีนี้ แผนต่างๆและการเปลี่ยนแปลงที่แถลงเอาไว้ ควรมีรูปธรรมชัดเจนโดยไม่ต้องให้สื่อฯมาเขียนย้ำให้ มันต้องชัดแบบที่ คนไม่บ้ารถก็รับทราบได้ถึงความเปลี่ยนแปลง จะน้อยหรือมากก็ต้องทราบ
อย่างที่ผมชอบพูดเสมอว่า ถ้าไม่อยากให้ใครคิดว่าคุณสู่สุขคติแล้ว คุณต้องยกมือ ขยับตัว หรือเต้น ให้คนเขาเห็นก่อน เขาถึงจะเชื่อว่าคุณยังมีชีวิตอยู่
Pan Paitoonpong