ยางเป็นชิ้นส่วนที่หมุนระหว่างรถที่มีน้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัม (พร้อมคนขับ) และยางมะตอย ดังนั้นจึงต้องทนต่อแรงที่มากพอสมควร เมื่อเร่งความเร็วบนทางตรง ยางหลังจะต้องรับแรงมากกว่า 2,200 นิวตัน และเมื่อเบรกกะทันหัน ยางหน้าจะต้องรับแรงมากกว่า 2,500 นิวตัน ในทางโค้ง แรงด้านข้างจะเกิน 2,000 นิวตัน หากจะทราบขนาดของแรงเหล่านี้ ก็เหมือนกับมีน้ำหนักมากกว่า 200 กิโลกรัมดึงยางไปในทิศทางที่แรงนั้นเกิดขึ้น
คำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับยาง MotoGP คือราคาชุดละเท่าไร คำตอบ คือ ยางมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกมีมูลค่ามหาศาล เนื่องจาก Michelin เป็นซัพพลายเออร์รายเดียวของ MotoGP บริษัทยางฝรั่งเศสเจ้านี้ จึงพัฒนายางสมรรถนะสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับนักบิดที่ดีที่สุดในโลก จากนั้นจึงนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาถ่ายทอดไปยังยางสำหรับใช้บนถนน ต้นทุนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณการวิจัยและพัฒนา เนื่องจากยางไม่เคยถูกขาย จึงไม่มีการคำนวณต้นทุนต่อหน่วย แต่ต้นทุนต่อสุดสัปดาห์จะรวมถึงค่ายาง ค่าช่าง ค่าประกอบ ค่าถ่วงล้อ ค่าตรวจสอบ และค่าขนส่งยางไปและกลับจากไซต์ที่ Clermont Ferrand นอกจากนี้ นักเคมีและวิศวกรในแต่ละการแข่งขันจะคอยรวบรวมข้อมูลตลอดช่วงฤดูกาล การทดสอบยางบนสนามแข่งต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการพัฒนา และไม่มีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
Michelin Power MotoGP™ พิสูจน์คุณสมบัติการยึดเกาะชและสมรรถนะสม่ำเสมอในทุกสภาวะ ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งร้อนและฝน โดยมีบทบาทสำคัญในการรีดศักยภาพของรถแข่งให้ถึงขีดสุดและเสริมสร้างความมั่นใจให้นักบิดโชว์ฟอร์มขับเคี่ยวได้อย่างเต็มที่
...
ผลงานบนสนามประลองความเร็วแห่งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Michelin ที่มีต่อการสัญจรอย่างยั่งยืน โดยมีกีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้ 2 แนวคิด คือ We Race for Change (การลงสนามแข่งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การสัญจรที่ยั่งยืน) และ From Track to Street (การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน)
Michelin ยินดีกับครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์วงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิจ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ (MotoGP™) สนามเปิดฤดูกาลปี 2568 และปี 2569 ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี ที่การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาลจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
...
การแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ‘โมโตจีพี’ สนาม 18 ของฤดูกาลปี 2567 ภายใต้ชื่อรายการ ‘พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ประจำปี 2567’ (PT Grand Prix of Thailand 2024) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ มิชลิน ได้พิสูจน์ศักยภาพของยาง Michelin Power ซึ่งมีประสิทธิภาพการยึดเกาะและสมรรถนะที่ดี ทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาวะ ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งร้อนและฝน โดยมีผู้ชมในสนามตลอด 3 วัน กว่า 200,000 คน และผู้รับชมถ่ายทอดสดผ่านสื่อต่าง ๆ อีกกว่า 800 ล้านคน จาก 220 ประเทศทั่วโลก ร่วมเป็นสักขีพยาน
...
ปิเอโร ทารามัสโซ่ (Piero Taramasso) ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต กลุ่มผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของ Michelin เปิดเผยว่า “ด้วยสมรรถนะและข้อมูลการทำลายสถิติในการแข่งขันฤดูกาลที่ผ่านมา เราตกลงใจที่จะใช้ยางรูปแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยโดยเพิ่มความแข็งแกร่งทนทานให้กับสูตรเนื้อยางล้อหน้า ทั้งยางเนื้อนิ่ม ยางเนื้อแข็งปานกลาง และยางเนื้อแข็ง รวมทั้งเสริมโครงสร้างภายในของยางเนื้อแข็งให้แกร่งทนยิ่งขึ้น”
...
ศักยภาพของยาง Michelin ประกอบกับทีมผู้เชี่ยวชาญประจำสนามแข่งที่มีทักษะและประสบการณ์สูง ส่งผลให้การแข่งขันสนุกเข้มข้น เร้าใจ และปลอดภัย Michelin ผู้สนับสนุนยางสำหรับการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ อย่างเป็นทางการ...ได้จัดเตรียมยางในตระกูล Michelin Power ทั้งยาง ‘พาวเวอร์ สลิค’ สำหรับพื้นแห้ง และ ยาง ‘พาวเวอร์ เรน’ สำหรับพื้นเปียก รวมทั้งสิ้น 1,100 เส้น ไว้สำหรับการแข่งขันแต่ละสนามในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมผู้เชี่ยวชาญประจำสนามแข่งของMichelin รวม 25 คน ประกอบด้วยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์, ช่างเทคนิค, ช่างประกอบติดตั้งยาง, ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ประสานงาน, เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่สื่อสารการตลาด จะจัดแบ่งกลุ่มออกประจำการทุกสนามแข่งเพื่อเก็บข้อมูลยาง ตรวจสอบ วิเคราะห์ ให้คำแนะนำ และเผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ
กีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้ 2 แนวคิด คือ We Race for Change ซึ่งชูสนามแข่งเป็นห้องปฏิบัติการพัฒนายางให้มีสมรรถนะยาวนานเหนือกว่าเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ From Track to Street ซึ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันเพื่อนำเสนอโซลูชั่นด้านยางที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง ตลอดจนเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเพลิดเพลินและปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วไป ยาง Michelin Power นำเทคโนโลยีจาก ‘โมโตจีพี’ มาพัฒนาต่อยอดสำหรับใช้งานบนท้องถนน ได้แก่ MICHELIN Power 5 / MICHELIN Power Cup 2 และ MICHELIN Power Cup EVO
ก่อนที่ศึกโมโตจีพีรายการ ‘พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ประจำปี 2567’ จะจบลง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ยังได้รับการประกาศยืนยันให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ สนามเปิดฤดูกาลและเป็นสนามทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล (Pre-Season Test) ในปี 2568 และปี 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์วงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยและครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปีที่การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาลจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทย ถือเป็นตลาดสำคัญของการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ‘โมโตจีพี’ โดยมีฐานแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่แข็งแกร่งและมีจำนวนผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนหลายล้านคนบนท้องถนน อีกทั้งสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ยังเป็นสนามแข่งรถที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ ‘เอฟไอเอ็ม เกรด เอ’ (FIM Grade A) จากสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) ให้ใช้เป็นสนามแข่ง ‘โมโตจีพี’ อย่างเป็นทางการ โดยสนามแห่งนี้เป็นสนามแข่งระยะทาง 4,554 เมตร บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ และสามารถบรรจุผู้ชมได้กว่า 50,000 คน.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/