10 ปีที่แล้วถ้าคุณยังจำกันได้ เมื่อใครสักคนคิดจะซื้อรถไฮบริด จะต้องมีคนท้วงว่า ระวังค่าซ่อมแพงจนไม่คุ้มค่าน้ำมัน ระวังตายกลางทาง ระวังแบตเตอรี่เสื่อม ระวังหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ในปัจจุบัน เรากลับเลิกตั้งคำถามเหล่านี้กับรถไฮบริด แล้วค่อยไปหาเรื่องหาราวกับรถ EV แทน ใช่ครับทุกวันนี้คนไทยกลัวไฮบริดน้อยลงมากแล้วแม้บางคนจะยังกลัว EV อยู่ ในช่วงรอบปีที่ผ่านมายอดขายของรถ EV สูงขึ้นแค่ราว 8% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่รถไฮบริด มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจากเดิมถึง 22% ในวันนี้ เมื่อหลายค่ายต่างก็มีไฮบริดหรือมี EV เวอร์ชั่นง้อน้ำมันขาย เรามาดูกันว่าค่ายหลักแต่ละเจ้า มีความคล้ายหรือแตกต่างกันอย่างไร
...
ผมเขียนบทความนี้เพราะเชื่อว่าแม้หลายท่านที่สนใจเรื่องรถจะเข้าใจระบบไฮบริดของแต่ละค่ายอย่างถ่องแท้แล้ว แต่บางท่าน ก็อาจยังไม่ทราบ หรือจำสับสน อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลยครับ นักข่าวยานยนต์อย่างผมพออายุเริ่มมากบางทีก็จะสลับกัน และรถสมัยนี้ การตลาดบริษัทรถก็พยายามสรรหาชื่อใหม่ๆมาให้ประชาชนงง วิศวกรก็พยายามคิดค้นระบบตามแนวทางของตัวเองออกมาประชันกันมากขึ้น ซึ่งท้ายสุด ถ้าหากคุณขี้เกียจจำว่าของใครทำงานยังไง ทางลัดที่เป็นประโยชน์ก็คือ ก็แค่ไปดูว่ามันกินน้ำมันนอกเมือง/ในเมืองมากเท่าไหร่ ยอมรับเถอะว่า คุณซื้อไฮบริดเพราะค่าน้ำมันที่ประหยัดครับ น้อยคนที่ซื้อเพราะความแรง และน้อยคนมากที่ซื้อเพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ไม่ว่าระบบจะทำงานยังไง ขอแค่ประหยัดก็พอ
อ้าว ถ้าเขียนสั้นแค่นี้ ผมก็ตกงานสิครับ ดังนั้น เราก็เลยจะลองมาอธิบายวิธีการทำงานของระบบไฮบริดแต่ละค่ายดู และผมจะพยายามใช้ภาษาคนบ้ารถให้น้อย ใช้ภาษาคนทั่วไปเข้าใจให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ง่ายเวลาที่คุณต้องการนำไปอธิบายต่อคนอื่นที่ไม่ได้บ้ารถแบบพวกเรา เพราะผมเชื่อว่าบางครั้ง ความเข้าใจถึงแก่น อาจส่งผลให้ใครหลายคนเลือกรถได้ตรงกับจริตของตนเองมากขึ้น
...
****ไฮบริด?HEV? PHEV? MHEV? ต่างกันอย่างไร****
ไฮบริดกับ HEV คือสิ่งเดียวกันครับ HEV ย่อมาจาก Hybrid Electric Vehicle ซึ่งตอนแรกๆสมัยพ่อเรายังไม่แก่ ก็เรียกไฮบริดธรรมดาๆนี่ล่ะ แต่พักหลังๆพอรถไฟฟ้าเริ่มป๊อป การตลาดบางค่ายเขาก็ขอเกาะความเป็น EV โดยทำยังไงก็ได้ให้เห็นคำว่า EV ในชื่อรุ่นรถ เช่น Toyota ก็เปลี่ยนจาก HYBRID เป็น HEV Honda ก็มี e:HEV เป็นต้น รถไฮบริดนี่ มักมีนิสัยร่วมที่คล้ายกันก็คือ มีมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะต้องสามารถใช้ในการวิ่งด้วยความเร็วคงที่ต่ำ หรือสูงได้ (แล้วแต่รุ่นรถ) และมีแต่รูเติมน้ำมัน ไม่มีปลั๊กเสียบชาร์จให้
...
PHEV หรือ Plug-In Hybrid Electric Vehicle ก็คือไฮบริดนี่ล่ะ แต่มักมากับแบตเตอรี่ที่ขนาดโตขึ้นมากมาย และต้องมีรูปลั๊กให้ชาร์จไฟได้ รถแบบ PHEV นี้มักจะมีความสามารถที่จะวิ่งโดยที่ไม่ติดเครื่องยนต์เลยเป็นระยะทางอย่างน้อยก็ต้อง 15-20 กม. ในสมัยก่อน ถ้าเป็นสมัยนี้แข่งกันทำระยะ 100-150 กม. แล้วครับ ส่วน MHEV หรือ Mild-Hybrid Electric Vehicle จะเป็นในทางกลับกันเลย รถพวกนี้แบตเตอรี่จุไฟน้อยมาก และมอเตอร์ที่ใช้ก็มีกำลังอ่อนมาก รถพวกนี้มักจะมีระบบไฟฟ้าไว้เพื่อให้ดับเครื่องบางโอกาส เช่นตอนยกคันเร่งชะลอความเร็วได้ โดยที่พวงมาลัยไม่หนักขึ้น คอมแอร์ไม่หยุดทำงาน แต่มันไม่สามารถขับเคลื่อน เร่งตัวรถไปข้างหน้าโดยปราศจากการช่วยเหลือของเครื่องยนต์ได้เลย
...
รถ Mild-Hybrid ที่ยกตัวอย่างได้ก็เช่น Suzuki Ertiga Hybrid, XL7 Hybrid และรถ Mercedes-Benz หลายรุ่น เช่น C 220 d ซึ่งจะมีระบบ Mild-Hybrid ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการสตาร์ทรถ ไม่มีไดสตาร์ท รถ Mild-Hybrid ของ Suzuki ใช้วิธีเอามอเตอร์ต่อสายพานเข้ามาช่วยหนุนแรงเครื่อง ซึ่งไม่ค่อยได้ผลอะไรมาก แต่ได้เรื่องความไม่ซับซ้อน ระบบไฮบริดพัง ยังใช้เครื่องวิ่งได้ตามปกติ แต่ของ Mercedes-Benz ถ้ามอเตอร์พัง ก็สตาร์ทรถไม่ได้เลย
ในบทความนี้เราจะโฟกัสที่รถประเภท HEV ไฮบริด ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้
****Toyota Hybrid System****
Toyota นับเป็นค่ายแรกที่ทำให้รถไฮบริด กลายเป็นของคู่ครัวเรือน เป็นเรื่องปกติของสังคมรถไทย นับตั้งแต่ Camry Hybrid ปี 2009 และตามมาด้วย Prius ซึ่งทุกวันนี้คุณยังสามารถหารถเหล่านี้ที่เป็นรถมือสองใช้ในงบ 2-3 แสนบาท และสามารถซ่อมอู่นอกได้ด้วยนโยบายของ Toyota ที่อนุญาตให้ช่างอู่นอกสามารถรับการอบรมการซ่อมระบบไฮบริดได้ แต่ไม่ใช่ว่ารถพวกนี้จะพังไม่เป็นนะครับ ทุกอย่างจะมีวันเกิดแก่เจ็บตายของมัน อะไหล่รถก็เช่นกัน ไฮบริดยุคบุกเบิกของ Toyota นั้น แบตเตอรี่มักเสื่อมทุกแสนกิโลเมตร แต่รุ่นหลังๆมาบางคัน 300,000 กิโลเมตรยังใช้แบตเตอรี่เดิมอยู่เลย
ในบรรดารถรุ่นปัจจุบันที่ Toyota มีจำหน่าย ถ้าเราไม่ต้องมาวุ่นกับคำในเชิงการตลาด จะพบว่าระบบไฮบริดของเขามีอยู่ด้วยกันสองแบบ (ไม่นับรถแปลก หรือรถนำเข้า) แบบแรก อยู่ใน Toyota Yaris Cross ซึ่งเป็นแบบที่ Toyota กับ Daihatsu ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา ระบบไฮบริดของรถรุ่นนี้ เครื่องยนต์เบนซิน จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อน เป็นตัวสร้างกำลังหลัก โดยมีมอเตอร์เป็นพระรอง เสริมการทำงานเมื่อมีโอกาส
เมื่อออกตัวด้วยคันเร่งเบา -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วต่ำ -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อเร่งแซงกดคันเร่งลึก -> เครื่องยนต์และมอเตอร์ช่วยกันขับเคลื่อนรถ
เมื่อเดินทางด้วยความเร็วสูง -> เครื่องยนต์เป็นตัวหลัก มอเตอร์เป็นตัวรองเมื่อมีโอกาส
ปรัชญาของ Toyota ในการออกแบบระบบไฮบริด มักจะเป็นการพยายามทำให้เครื่องยนต์มีความประหยัด และพยายามใช้เครื่องยนต์ในช่วงที่ความเร็วเกินระดับ City Speed ไป และเมื่อต้องการพลัง ก็ให้เครื่องกับมอเตอร์ระเบิดพลังไปพร้อมๆกันเพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดี นิสัยการปล่อยพลังของ Toyota มักจะปล่อยไม่สุดใจ แต่มีแรงให้ใช้ได้นาน เวลาขับขึ้นเขา จะรู้สึกไม่มีพลัง แต่ขับขึ้นไปนานๆ ก็จะยังมีแรงเท่าเดิมอยู่ตลอด
ระบบไฮบริดของ Toyota จะมีปุ่ม EV Mode ครับ ซึ่งปุ่มนี้เมื่อกดแล้วรถมันก็จะเช็คว่า
1) แบตเตอรี่เหลือเยอะไหม
2) ความเร็วเกิน 30-35 กม./ชม. ไหม
ถ้าไฟเหลือๆและความเร็วต่ำ มันก็จะดับเครื่องแล้วให้เราใช้มอเตอร์วิ่งเงียบๆได้ เช่นกรณีที่คุณไม่อยากให้เครื่องติดตอนแอบย่องเข้าบ้านยามวิกาลเพราะกลัว เมียตื่น ก็กด EV Mode เสีย แต่ไม่ต้องรีบกดตั้งแต่ปากซอยล่ะครับ เดี๋ยวพอแตะรั้วบ้าน ไฟลดเหลือ 30% เครื่องมันก็ติดขึ้นมา ส่วนไฮบริดใน Corolla Cross, Altis และ Camry จะเป็นระบบที่พัฒนาโดย Toyota เองโดยไม่มีเอี่ยวกับ Daihatsu แต่นอกนั้นวิธีการทำงานของระบบ ไม่ต่างจากของ Yaris Cross มาก แต่เรื่องความดังของเสียงเครื่อง ความสั่นสะเทือน ระบบของ Toyota ทำได้ดีกว่าลูกครึ่ง Daihatsu ไม่ต้องน้อยใจ ทุกอย่างเป็นไปตามราคาครับ ไม่ใช่ว่าได้มาฟรี
****Honda e:HEV System****
ถ้านับเรื่องรถไฮบริดแล้วจริงๆค่าย H ก็ไม่ได้น้อยหน้านะครับ เพราะเขาเคยเอา Civic โฉมปี 2003-2004 รุ่นไฮบริดมาไทยแล้ว แต่แค่มาให้เช่าไม่ได้มาขายจริง รถไฮบริดของ Honda ยังเคยมีพวก Jazz Hybrid และ CR-Z ด้วยซึ่งระบบของรถเหล่านี้มีมอเตอร์ก็จริง แต่ใช้มอเตอร์กับเครื่องยนต์ทำงานพร้อมกันเกือบตลอดเวลา ไม่สามารถออกตัวโดยไม่ติดเครื่องได้ อยู่ตรงกลางๆระหว่าง MHEV กับ HEV นั่นล่ะครับ แต่ในปัจจุบัน Honda จะมีระบบไฮบริด e:HEV หลักๆ 3 แบบ เฉพาะในไทยนะครับ
แบบแรก ผมชอบเรียกว่า e:HEV 1.5 ก็ด้วยการที่มันทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร มีอยู่ใน Honda City และ HR-V นั่นเอง หลักการทำงานจะต่างกันกับของ Toyota พอสมควร เพราะในขณะที่ Toyota ให้เครื่องยนต์เป็นพระเอกแล้วมีมอเตอร์คอยช่วย Honda กลับเลือกที่จะใช้มอเตอร์เป็นพระเอกในการขับเคลื่อน และใช้เครื่องยนต์เพื่อปั่นไฟป้อนมอเตอร์/แบตเตอรี่เป็นหลัก และใช้ในการขับเคลื่อนแค่เพียงบางช่วงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราเทียบกำลังกัน จะพบว่าในระดับราคาเท่าๆกัน e:HEV ของ Honda จะมีแรงม้าสูงกว่า อย่าง City มี 109 แรงม้า HR-V มี 131 แรงม้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าของ Yaris Cross มีกำลัง 80 แรงม้า และ Corolla Cross มีแค่ราว 72 แรงม้า
เมื่อออกตัวด้วยคันเร่งเบา -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วต่ำ -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อเร่งแซงกดคันเร่งลึก -> ถ้าลึกแบบ 70-80% ใช้ทั้งเครื่องและมอเตอร์ขับ แต่ถ้า 100% เมื่อไหร่จะใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเท่านั้น
เมื่อเดินทางด้วยความเร็วสูง -> เครื่องยนต์เป็นตัวหลัก มอเตอร์เป็นตัวรองเมื่อมีโอกาส สลับกันได้ตลอดเวลา
ด้วยความที่ใช้มอเตอร์เป็นตัวถีบ ระบบของ Honda เวลาลงแส้ จึงมีความไวคล้ายรถไฟฟ้า ตอบสนองดี แต่ในแง่การเรียกกำลังและปล่อยกำลังนั้น ระบบของ Honda จะเน้นปล่อยแบบหมดพรวด เพื่อให้ได้อัตราเร่งแซงที่ดี แต่ถ้าหากคุณกดคันเร่งคาไว้นานๆพละกำลังก็จะเหือดหายเร็วกว่า Toyota ครับ
ระบบ e:HEV แบบต่อมา คือระบบที่อยู่ใน Civic และ Accord ซึ่งผมชอบเรียกว่า e:HEV 2.0 จากการที่ตัวเครื่องสันดาปภายในมันใช้เครื่อง 2.0 ลิตร หลักการทำงานจะเหมือนกับ e:HEV 1.5 แต่ด้วยความที่ตัวมอเตอร์มีกำลังสูงถึง 184 แรงม้า อัตราเร่งจึงกระตุกจิตกระชากใจมากกว่า สิ่งที่ต่างระหว่างสองตัวนี้ก็คือ ในโบรชัวร์ ระบบของ Civic จะไม่มีการบอกแรงม้ารวมระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ แต่ใน Accord จะมีระบุว่า 207 แรงม้า และประการต่อมา ระบบของ Accord จะมีปุ่มโหมด EV Switch ซึ่งทำให้ผู้ขับสามารถสั่งให้รถวิ่งเงียบไม่ติดเครื่องได้เหมือน EV Mode ของ Toyota แต่ที่พิเศษคือ สามารถสั่งให้รถติดเครื่องเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้ได้ด้วย สิ่งนี้อาจดูเหมือนไร้สาระ แต่เวลาคุณขับไปทำงาน ถึงที่ทำงานเร็ว บางทีคุณอาจจะอยากชาร์จแบตเตอรี่ให้มากสุด เพื่อที่จะไปจอดนอน กด EV Mode แล้วเปิดแอร์ ไม่ร้อน เข้าออฟฟิศตัวไม่เหนียว สบายดีไปอีกแบบ และมีแต่ Accord เท่านั้นที่ทำได้ในบรรดา e:HEV ทั้งหมด
และท้ายสุด ก็คือ e:HEV สองเฟืองทด ที่อยู่ใน CR-V e:HEV ผมไม่อยากเรียกว่า e:HEV คลัตช์คู่เพราะจะไปทำให้คุณนึกถึงเกียร์พวกรถสปอร์ต ระบบของ CR-V นั้น เหมือนกับของ Accord แต่ต่างกันที่ เวลาจะถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อนั้น e:HEV รุ่นอื่นๆจะมีเฟืองทดอัตราเดียวที่ทำมาสำหรับการวิ่งที่ความเร็วแถวๆ 100 หรือมากกว่านั้น อุปมาเหมือนรถมีเกียร์แล้วมีแต่เกียร์ 5 หรือ 6 นั่นล่ะครับ ซึ่งคุณจะเอาเครื่องยนต์มาผลักตอนออกตัว มันก็จะเหมือนคุณใส่เกียร์สูงออกตัว รอบเครื่องไม่เข้ากับความเร็ว ซึ่งในเมื่อคุณเป็นไฮบริด มีมอเตอร์ไฟฟ้า การมีเกียร์ต่ำก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น
แต่ระบบของ CR-V จะยัดชุดคลัตช์อีกชุดเข้าไป ทำให้มี High-speed clutch เหมือน e:HEV ตัวอื่น และมี Low-speed clutch หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนเราเอาเกียร์ต่ำไปยัดให้มันสักเฟือง ซึ่งทำให้ระบบของ CR-V นั้น เครื่องยนต์สามารถช่วยออกแรงขับเคลื่อนรถได้ตั้งแต่ความเร็วต่ำๆแบบ 40-50 กม./ชม. ทำไม CR-V ต้องมีระบบนี้? Honda มองว่ารถอเนกประสงค์แนวนี้มีแนวโน้มต้องบรรทุกน้ำหนักเยอะ หรือใช้ในการลากจูง แม้มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีพลังมากโข แต่ถ้าต้องลากเทรลเลอร์ขึ้นเขา คงจะดีกว่าถ้าเอาเครื่องยนต์มาช่วยด้วยได้เมื่อจำเป็น แต่ระบบของ CR-V จะไม่มีสวิตช์สั่งชาร์จหรือสั่ง EV Mode แบบ Accord นะครับ
ในเมืองนอก บางประเทศ Accord ก็จะใช้ e:HEV สองเฟืองทดเหมือน CR-V แต่บ้านเรามองว่าไม่จำเป็นเพราะน้อยคนมากจะเอา Accord ไปลากเทรลเลอร์ขึ้นเขา
****MG Hybrid+ System****
หลังจากที่เอาไฮบริดแบบเน้นแรงไม่เน้นประหยัดมาขายในรุ่น VS อยู่นาน คราวนี้ MG แก้ตัวใหม่ด้วยระบบ Hybrid+ ที่ใช้ครั้งแรกในรถ MG3 ซึ่งนับได้ว่าเป็นไฮบริดจริงๆ และมีความสามารถในการใช้มอเตอร์เข้ามาช่วยประหยัดน้ำมัน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าประหยัดจริง ดีกว่ารถเบนซินไซส์เดียวกันทุกตัวและสูสีกับ Mazda 2 SkyActiv-G ที่เป็นรถเบนซินซึ่งประหยัดน้ำมันมาก
การทำงานของระบบ Hybrid+ นั้น ดูมีความคล้าย Honda e:HEV มากตรงที่มอเตอร์จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อน โดยเครื่องยนต์จะมีหน้าที่ในการปั่นไฟเป็นหลัก และเครื่องยนต์จะสามารถต่อกำลังไปหมุนล้อรถได้ และใช้เพื่อการขับเคลื่อนที่ช่วงความเร็วเดินทางไกล นับว่ามีแนวคิดคล้าย Honda ตรงที่เขามองว่าขับในเมือง ใช้มอเตอร์ให้เยอะสุด ดันมอเตอร์ให้รองรับความเร็วสูงๆได้บ้าง และใช้เครื่องยามเดินทางไกล เพราะถ้าวิ่งทางไกลยาวๆความเร็วยิ่งเยอะ การให้เครื่องติดเพื่อปั่นไฟแล้วเอาไฟมาให้มอเตอร์ เปลืองกว่าการปล่อยให้เครื่องเป็นตัวขับเคลื่อนโดยตรง ซึ่งจะไม่เหมือนกับ Toyota ตรงที่ระบบของพี่โต วิ่งทางไกลเครื่องติดแทบจะตลอดยกเว้นตอนถอนคันเร่ง
เมื่อออกตัวด้วยคันเร่งเบา -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วต่ำ -> มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
เมื่อเร่งแซงกดคันเร่งลึก -> ตรงนี้ต่างจาก Honda ครับเพราะถ้า 100% ปุ๊บ จะเอาเครื่องมาช่วยแทบจะทันทีถ้าทำได้
เมื่อเดินทางด้วยความเร็วสูง -> เครื่องยนต์เป็นตัวหลัก มอเตอร์เป็นตัวรองเมื่อมีโอกาส เช่นช่วงที่กดคันเร่งน้อยหรือถอนคันเร่ง แต่การตัดสลับจะไม่ถี่และบ่อยแบบ Honda
นอกจากนี้ ความเล่นใหญ่ของรถเล็ก MG3 อีกอย่างคือ ใช้ระบบเฟืองทดคล้าย Honda CR-V แต่ของ CR-V มีสองเฟืองทด ในขณะที่ MG จะมีสามเฟืองทด หลักการทำงานเกือบเหมือนกัน ช่วงไหนความเร็วเหมาะกับอัตราทดเท่าไหร่ ก็ใช้เฟืองนั้น ทำให้ในทางทฤษฎี ระบบของ MG สามารถเอากำลังลงพื้นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเครื่องยนต์จะส่งพลังในย่านรอบเครื่องที่มันถนัดได้แทบจะทุกช่วง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ เมื่อลองขับจริง จะพบว่าช่วงที่เกียร์เปลี่ยนเฟืองทด เช่นช่วงความเร็ว 100-105 ถ้าลงคันเร่งแรงๆ รถจะมีอาการวูบกำลังหายเฉพาะในช่วงนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องวิจัยค้นคว้าปรับปรุงกันต่อไป
ระบบของ MG คล้าย e:HEV 1.5 ตรงที่ คุณแค่สตาร์ท แล้วก็ขับไปเถอะ มันไม่มีปุ่มให้เลือก EV Mode หรือสั่งชาร์จใดๆ ซึ่งน่าเสียดายเพราะจะเพิ่มลูกเล่นในการใช้งานมากกว่านี้ถ้ามันมี
****Nissan e-Power****
ในกรณีนี้ บางคนอาจจะเถียงว่า e-Power เป็น EV บางคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่ ผมเบื่อจะเถียงครับ แต่ไหนแต่ไรมา รถที่ผมจะเรียกว่า “EV มีเครื่อง” ได้อย่างเต็มปาก คือรถที่อย่างน้อยควรวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลกว่าพวกรถ Plug-In Hybrid แม้ว่าในทางทฤษฎี e-Power ที่อยู่ใน Nissan Kicks จะเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เท่านั้นก็ตาม ก็ถูกล่ะ เพราะเครื่องยนต์มันไม่มีเพลา ไม่มีคลัตช์ ไม่มีอะไรที่จะให้ส่งกำลังจากเครื่องมาล้อได้เลย มีแต่จุดต่อเชื่อมป้อนไฟไปเก็บที่แบตเตอรี่ หรือไปที่มอเตอร์ ดังนั้นจึงไม่ต้องเขียนว่า เร่งเท่าไหร่ มอเตอร์ถีบรถหรือเครื่องถีบ เพราะตลอดเวลามีแต่มอเตอร์ที่ไสรถไปข้างหน้า ไม่ว่าจะขับแบบไหนก็ตาม
ความเชื่อของ Nissan จะต่างจากไฮบริดค่ายอื่น ตรงที่ค่ายอื่นจะเชื่อตรงกันว่า ถ้าวิ่งทางไกลด้วยความเร็วสูง การใช้เครื่องยนต์มาขับเคลื่อนโดยตรง แล้วพยายามจูนให้เครื่องให้เน้นประหยัดเข้าหน่อย อัตราสิ้นเปลืองจะดีกว่า แต่ Nissan อาจจะทราบในส่วนนั้น อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานในเมืองแบบที่คนส่วนใหญ่ใช้ ทุกค่ายมองตรงกันว่า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวถีบรถไปข้างหน้า ยังไงก็ประหยัดน้ำมันกว่า
ในมุมมองของผมระบบของ Nissan มีจุดอ่อนตรงการเดินทางไกล กับเวลาที่ขึ้นเขาต่อเนื่องนานๆ พอแบตเตอรี่หมดไฟแล้วเครื่องยนต์ปั่นไม่ทัน เช่นบรรทุกเต็มแล้วอัดขึ้นดอยอ่างขาง มันจะมีโอกาสที่พลังจะอ่อน และเมื่อถึงจุดนั้น เครื่องยนต์จะช่วยอะไรไม่ได้เลย ระบบ e:HEV ของ Honda (ยกเว้น CR-V) ก็จะมีปัญหาคล้ายกัน มีแต่ระบบของ Toyota ที่เครื่องยนต์เป็นตัวหลักในการขับ ยังพอไถขึ้นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับการจูนด้วย เพราะ Prius เจนเนอเรชั่นแรกๆในไทย เจอดอยสูงแล้วอัดหนักๆ ก็แพ้เช่นกัน แต่รุ่นหลังๆมา แม้แรงจะหาย แต่ยังพอประคองขึ้นไปได้โดยไม่ต้องจอดข้างทางเสียก่อน
แต่จุดเด่นของระบบ e-Power คือ พอเครื่องยนต์มีหน้าที่แค่ปั่นไฟ คุณไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ซับซ้อนมากนัก ใช้เครื่อง 3 สูบของ March ที่มีอะไหล่เยอะแยะ อะไหล่เทียบจีนราคาถูกๆที่พอไหว้วานได้ก็มี เครื่องสามสูบ ค่าบำรุงรักษาก็น้อยลงตามจำนวนสูบ น้ำหนักเครื่องก็เบา น้ำหนักตกหน้ารถก็เบาลง ไม่ต้องมีชุดเฟืองทด ชุดเกียร์ใดๆ จุดดูแลรักษาน้อยลง และระบบเบรกของ e-Power ในปัจจุบัน ไม่ได้ใช้เบรกไฟฟ้า แต่ใช้หม้อลมไฮดรอลิกธรรมดา พาร์ทเดียวกับ Nissan Teana ทำให้การตอบสนองของแป้นเบรกเหมือนรถเบนซินปกติ ซ่อมบำรุงก็จ่ายเท่ารถเบนซินปกติ (ก็คืออะไหล่ Teana)
จุดเด่นของ e-Power เจนเนอเรชั่นปัจจุบัน คือทำมาเอาใจ Nerd ยานยนต์จริงแท้ แบตเตอรี่จุไฟ 2.06kWh มากกว่า Camry ตัวใหม่สองเท่า และมากกว่าไฮบริด HEV ญี่ปุ่นกับจีนใดๆ และยังสามารถสั่งชาร์จแบตเตอรี่ให้ได้ 80-90% เอาไปไว้นอน EV Mode ตากแอร์โดยไม่สตาร์ทเครื่องในห้างได้นานๆ และสามารถกดปุ่ม EV Mode ขับเคลื่อนแบบเครื่องไม่ติดได้ไกลกว่าชาวบ้าน โดยที่ไม่ต้องขับ 40-50 ด้วย จะขับ 60-70 ไปเลยเครื่องก็ไม่ติดครับตราบใดที่ไฟยังมี และในการขับแบบใช้งานในเมือง ระบบของ e-Power ไม่ได้กินน้ำมันต่างจากระบบไฮบริดค่ายอื่น และมีแนวโน้มประหยัดกว่าด้วยถ้ารู้จักใช้โหมดหน่วงช่วยสร้างไฟกลับ
ท้ายสุดนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกระบบ ไม่ว่าจะของค่ายไหน มีข้อดีข้อเสีย บางอย่าง ในทางทฤษฎีนั้นดีมาก แต่การเซ็ตระบบและทดลองขับจริงกลับยังโชว์จุดอ่อนอยู่ แต่ละระบบ ถูกสร้างขึ้นด้วยปรัชญา และจุดที่เน้นการใช้งานที่แตกต่างกัน ถ้าหากคุณเข้าใจการทำงานของมัน ก็จะช่วยให้เลือกรถแบบที่ตอบสนองต่อการใช้งานได้น่าพอใจยิ่งขึ้นครับ
Pan Paitoonpong