14 ธันวาคมปีนี้ (คศ. 2024) จะเป็นวันครบรอบ 12 ปี ของ LFA คันสุดท้ายที่ออกจากสายการผลิต ซึ่งเป็น LFA รุ่น Nurburgring สีขาว ที่ออกจากสายการผลิตในวันนั้น ย้อนกลับไปในปี 2022 Lexus เปิดตัวรถ ซูเปอร์คาร์ต้นแบบแนวคิดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์สี่ตัว โดยมอเตอร์แต่ละตัวถูกใช้ขับเคลื่อนล้อแต่ละข้าง รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันต้นแบบกำลังดำเนินการวิจัยและพัฒนาอย่างลับๆในแผนก R&D เป็้นยานยนต์ความเร็วสูงที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนและกินพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ซึ่งถูกคาดเดาว่านี่คือทายาทที่จะเข้ามาสืบทอดจิตวิญญาณของ LFA มีข่าวลือว่า Super Sport EV ของ Lexus สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึง 2 วินาที และวิ่งได้ไกลกว่า 640 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ในเวลานั้น มีข่าวลือว่าไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะเปิดตัวในปี 2025 แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแทบไม่มีข้อมูลอะไรเผยแพร่ออกมาให้สาธารณะชนได้รับรู้ ยิ่ง Toyota ยืดเวลาการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้แน่ใจได้ว่า บนโลกใบนี้ จะมีเพียงแค่ LFA เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งถือเป็นรถซูปเปอร์คาร์รุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของ Lexus เท่านั้น
...
บนโลกใบนี้ ไม่มีรถรุ่นไหนเหมือนกับ Lexus LFA ซูเปอร์คาร์ที่มีความเป็นเอกเทศและถูกดัดแปลงมาจากรถแข่ง แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วกว่าทศวรรษหลังจากที่เลิกผลิต จริงๆแล้วรถสปอร์ตราคาแพงอย่าง Lexus LFA ในช่วงสองปีที่ออกจำหน่าย (คศ 2010 ถึง คศ 2012) มีตัวเลขการผลิตแค่ 500 คัน เป็น Lexus รุ่นเดียวในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองนาน 35 ปีของแบรนด์หรูจากญี่ปุ่น ด้วยตัวเลขการผลิตเพียงน้อยนิด บวกเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนที่ยกมาขากรถแข่ง F1 โดยเฉพาะเครื่องยนต์ V10 ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง Toyota และ Yamaha ช่วยอธิบายว่าทำไมนักสะสมถึงคลั่งไคล้กับความหายากของ LFA ความคลาสสิกเกิดจากขุมกำลังที่ไม่มีระบบอัดอากาศรอบโคตรจัด เส้นสายที่หรูหราและเรียบง่าย ผสมผสานกับความสะดวกสบายที่หาได้ยากในรถซูปเปอร์สปอร์ต
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 Akio Toyoda ท่านประธานฯที่หลงไหลได้ปลื้มกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ได้ให้กำเนิดโครงการรถซูปเปอร์คาร์ของแบรนด์หรู Lexus จากความต้องการที่จะเอาขนะรถสปอร์ตชั้นดีของยุโรปและอเมริกา ทำให้ทีมพัฒนาของ Lexus ต้องสร้างรถที่จะถูกส่งลงไปแข่งขันในตลาดรถหรูกับรถสปอร์ตที่ดีที่สุดของอิตาลีและเยอรมัน วิศวกรต้องให้ความสำคัญกับสององค์ประกอบหลักของรถ นั่นคือ ประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการควบคุมอย่างว่องไวและแม่นยำ หลังจากเทเงินพัฒนาลงไป ตามด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบสามคัน ในช่วงที่ LFA กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดย LFA เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดในกลุ่ม Lexus Future (LF) ตัวอักษร A ชื่อย่อมาจาก “Apex” เมื่อทดสอบจนแน่ใจว่าครบองค์ประกอบตามที่กำหนดแล้ว ก็ถึงเวลาที่ LFA มีความพร้อมสำหรับการดันขึ้นสู่ไลน์ผลิต เพื่อทำให้ความฝันของท่านประธานฯ Toyoda กลายเป็นความจริง
...
...
...
Lexus LFA ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ DOHC V10 ขนาด 4.8 ลิตร ติดตั้งด้านหน้า โดยวางเครื่องยนต์ให้ร่นจนน้ำหนักส่วนใหญ่ของเครื่องอยู่บนจุดกึ่งกลาง V10 เทคโนโลยี F1 เป็นเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ รหัส 1LR-GUE เครื่องยนต์สั่งทำพิเศษโดยได้รับความร่วมมือจากความเชี่ยวชาญของวิศวกร Yamaha ซึ่งปัจจุบันก็กลับมาจับมือกับแบรนด์สามห่วงอีกครั้ง เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน กระบอกสูบ 10 ตำแหน่งของ 1LR-GUE ถูกออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบา
บล็อกเครื่องยนต์รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆที่ต้องรับแรง ใช้โลหะผสมอลูมิเนียม แมกนีเซียม และไททาเนียมเป็นแกนหลัก เครื่องยนต์ถูกออกแบบให้มีขนาดที่เล็กกว่าเครื่อง V8 โดยรีดมีน้ำหนักจนมีมวลเท่ากับเครื่องยนต์ V6 กำลังสูงสุดเค้นออกมาได้ที่ 553 แรงม้า ในย่าน 8,700 รอบต่อนาที แรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดของ Aisin ซึ่งชุดเกียร์ลูกดังกล่าวติดตั้งไว้ที่เพลาหลัง เครื่อง V10 ปรับแต่งจนเร่งรอบสูงสุดได้ถึง 9,000 รอบต่อนาที ในเวลาเพียง 0.5 วินาที ทำให้ไม่มีมาตรวัดรอบแบบไหนที่จะกวาดเข็มวัดรอบได้เร็วขนาดนั้น LFA จึงจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรวัดความเร็วรอบแบบดิจิทัล เพื่อแสดงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำ เนื่องจากมาตรวัดแบบอนาล็อกไม่สามารถทำงานได้ทันกับความจัดจ้านของรอบเครื่องยนต์
LFA เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.6 วินาที วิ่งคอร์เตอร์ไมล์ 1 / 4 ไมล์ ใน 11.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเดินทางด้วยความเร็วขนาดนั้นถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ซึ่งยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีกเมื่อได้ฟังเสียงคำรามโทนแหลมสูงจากเครื่องยนต์ของ LFA วิศวกรของ Toyota กล่าวว่า เครื่องยนต์ของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ส่งเสียงคำรามที่วีดแหลมคล้ายกับเครื่องสูบหมุนสี่โรเตอร์ใน Mazda 787B
ในช่วงปลายโมเดล Lexus เพิ่มรุ่นที่มีความสุดขั้วให้กับเศรษฐีท่ีสั่งจอง ด้วยรถ LFA เวอร์ชั่นพิเศษ Nürburgring Package เป็น LFA ที่เน้นฟิลลิ่งรถแข่งให้หนักข้อเข้าไปอีก เป็นการเติมเต็มความต้องการของเศรษฐีนักขับที่ส่วนใหญ่ชอบความเร็วแบบขึ้นสมอง นอกจากแรงม้าที่เพิ่มขึ้น 10 แรงม้า จากการปรับจูน ECU สำหรับ LFA Nürburgring รุ่นพิเศษ ยังมาพร้อมกับการปรับแต่งองคาพยบให้คล้ายกับรถแข่ง LFA GT3 อีกตะหาก ระบบเกียร์ฟิลลิ่งรถแข่งที่เปลี่ยนได้เร็วขึ้น ชุดกันสะเทือนที่ปรับค่าได้กว้างกว่าเดิม ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เยอะขึ้น ด้วยแนวคิดมวลเบาแบบรถแข่ง (ไล่เบา) ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ของ LFA Nürburgring ลดน้ำหนักได้มากกว่า 68 กิโลกรัม แต่อัตราเร่งและความเร็วสูงสุดแทบจะเท่ากับรุ่นมาตรฐาน
แพ็คเกจ Nürburgring ทำให้ LFA รุ่นพิเศษสามารถควบคุมไดนมิกส์ในย่านความเร็วสูงได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะการอัดหนักๆ ในสนามแข่ง ที่ชัดเจนก็คือ LFA Nürburgring ทำเวลาต่อรอบในสนามนรกเขียว Nürburgring ได้เร็วกว่า LFA รุ่นมาตรฐานถึง 23 วินาที ด้วยมาดเท่ๆของรถแข่งแต่ใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ LFA Nürburgring กลายเป็นวัตถุมีค่าที่หายาก แม้แต่ในตลาดรถหรูทั่วโลก หรือในการประมูลรถหายากโดยสถาบันการประมูลรถชั้นนำก็แทบจะไม่มีหลุดออกมาให้เห็นหรือจับต้อง เศรษฐีที่ครอบครองก็ร่ำรวยเสียจนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายมันออกไป ทำให้ Lexus LFA กลายเป็นของขึ้นหิ้งไปโดยปริยาย
แรกเริ่มเดิมทีตามความต้องการของท่านประธาน Akio การสร้าง LFA จะต้องออกมาในแบบที่มีความแตกต่างจากรถสปอร์ตของอิตาลีและเยอรมัน แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นซูเปอร์คาร์ที่ดูเท่ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง V10 คล้ายวัวเถื่อน Lamborghini Gallardo แต่ Kengo Matsumoto และทีมงาน Lexus Design ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงมากกว่าสไตล์ที่งดงามแต่ลำบากลำบนเวลาใช้งานจริง เนื่องจากเศรษฐีที่ครอบครอง LFA ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์สูงวัยแทบทั้งสิ้น หากจำเป็นต้องตัดองค์ประกอบสำคัญบางอย่างเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ของรถพร้อมกับความสบายเวลาเดินทางไกล ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ LFA เป็นซูเปอร์คาร์ที่มีรูปลักษณ์เรียบง่ายที่สุดรุ่นหนึ่งในทศวรรษที่ผ่านมา
LFA ถูกออกแบบให้เพรียวบางและเตี้ย เปลือกตัวถังด้านนอกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ มีส่วนหน้ายาว ซุ้มล้อผายออกด้านนอกเพื่อแสดงออกถึงไดนามิกส์ ความโค้งมนของส่วนท้าย ทั้งหมดถูกหลอมรวมเพื่อสร้างแรงกดตัวถังให้มากที่สุด ช่องรับและระบายอากาศหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับทิศทางของกระแสลมบริเวณด้านหลังกระจกมองข้างและเหนือซุ้มล้อหลังที่ออกแบบมาเพื่อช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์กับระบบเบรก จุดเด่นของรถรุ่นนี้คือปีกหลังที่ไวต่อความเร็ว ซึ่งจะยกตัวขึ้นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อคนขับทำความเร็วเกิน 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถของ LFA ก็ถือว่าน่าประทับใจไม่แพ้กัน แม้จะเทียบกับมาตรฐานของรถซูเปอร์คาร์แล้ว ก็ยังถือว่าเบามาก โดยมีน้ำหนักเพียง 1614 กิโลกรัม Lexus พยายามหาวิธีลดความหนักของโครงสร้างโดยติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อลดน้ำหนัก ตัวถังของ LFA เน้นไปที่โพลีเมอร์เสริมคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก วัสดุที่เบาเป็นพิเศษถูกใช้มากถึง 65 เปอร์เซ็นต์
ห้องโดยสารสีทูโทน ทุกอย่างรวมถึงเบาะบักเก็ตซีทสองที่นั่งหุ้มด้วยวัสดุหรูหรา หนังชั้นดีและ หนังกลับ Alcantara เสริมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และโลหะ จอแสดงผล TFT ดิจิทัล เปลี่ยนสีเพื่อเตือนคนขับหากลากรอบเข้าใกล้ RedLine พวงมาลัยมีแป้นเปลี่ยนเกียร์อัลลอย ปุ่มสตาร์ทที่ติดตั้งอยู่ทางขวา (แต่ก็ต้องเสียบกุญแจอยู่ดี) LFA เกิดก่อนกระแสระบบอินโฟเทนเมนต์ที่กำลังแพร่ระบาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่มีกล้องมองหลังและระบบเสียง Mark Levinson พร้อมลำโพง 12 ตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ เดิมที มันจะมาพร้อมกระเป๋าเดินทาง Tumi ที่ทำขึ้นพิเศษเพื่อปรับให้โทนสีของกระเป๋าที่แถมมาให้เข้ากับโทนสีของห้องโดยสาร ภายในของ LFA ให้ความรู้สึกสปอร์ต นอกจากนี้ Lexus ยังส่งเสียงเครื่องยนต์เข้าไปในห้องโดยสารถึง 2 อ็อกเทฟ ทำให้คนขับและผู้โดยสารไม่เพียงรู้สึกถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ขณะเร่งความเร็วเท่านั้น แต่ยังได้ยินเสียงดังกระหึ่มและชัดเจนอีกด้วย
Lexus ผลิต LFA เพียง 500 คันระหว่างปี 2010 ถึง 2012 โดย 190 คันเป็นรุ่นมาตรฐาน สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา การตัดสินใจลดจำนวนการผลิตลงดูเหมือนจะเป็นความตั้งใจของผู้บริหาร มีการคัดเลือกลูกค้าผู้ซื้อ LFA อย่างพิถีพิถัน โดยเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในปี 2009 และตัดสินว่าใครจะเป็นผู้โชคดีในปี 2010 ในตอนแรก หลายคนคงสงสัยว่าในช่วงปีแรกๆ ของการผลิต (2010-2011) มีความต้องการรถยนต์รุ่นนี้มากขนาดไหน แม้ว่าสายการผลิต LFA จะยุติลงในปี 2012 แต่ซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ก็ยังคงถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ้นทศวรรษ LFA ใหม่ล่าสุดอย่างน้อย 43 คัน ถูกขายในอเมริกาเหนือ หลังจากปี 2013 โดย 3 คัน จากจำนวน 43 คัน ถูกขายในปี 2020 ไม่ชัดเจนว่าตัวแทนจำหน่าย Lexus คิดราคา LFA สามคันสุดท้ายด้วยเท่าไร ในช่วงของการเปิดรับจองเมื่อปี 2010 ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า LFA ในปี 2024 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา
เครื่องยนต์ V10 ขนาด 4.8 ลิตร ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เป็นวัสดุมวลเบา (อลูมิเนียมอัลลอยด์ แมกนีเซียมอัลลอยด์ และไททาเนียมอัลลอยด์) เครื่อง V10 ของ LFA ที่หลายๆคนคิดว่ามีขนาดใหญ่ แต่จริงๆแล้ว เครื่องยนต์ของมันมีขนาดกะทัดรัด เล็กกว่าเครื่อง V8 ทั่วไป ช่วยให้กระจายน้ำหนักได้อย่างเหมาะสมและมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ห้องโดยสารที่เสริมด้วยพลาสติกคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวถังและลดน้ำหนัก ห้องโดยสารที่ไม่เหมือนใครนี้มีน้ำหนักเบากว่าห้องโดยสารอลูมิเนียมที่เทียบเคียงได้ 100 กก. การวิเคราะห์อย่างละเอียดและการจับคู่วัสดุ CFRP อย่างแม่นยำช่วยให้มีความแข็งแกร่งสูงและน้ำหนักเบา เทคโนโลยีการผลิต CFRP ของ LFA ซึ่งรวมถึงการเชื่อม CFRP กับโลหะที่ไม่เหมือนใคร ได้รับการพัฒนาโดย Lexus อย่างสมบูรณ์
ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูง เช่น เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง จะถูกวางไว้ภายในฐานล้อ จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำทำได้โดยใช้การหล่อลื่นอ่างน้ำมันแห้ง1 พร้อมกับการวางชิ้นส่วนรอบข้าง (ปั๊มน้ำมัน ปั๊มน้ำ) ไว้ด้านหลังเครื่องยนต์ นอกจากนี้ การวางตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของระบบส่งกำลังและถังเชื้อเพลิงที่ด้านหน้าเพลาหลังยังช่วยเพิ่มการใช้มวลรวมศูนย์อีกด้วย ซึ่งช่วยลดการถ่ายเทน้ำหนักขณะเข้าโค้ง และช่วยให้มีสมรรถนะและเสถียรภาพที่โดดเด่น ส่วนประกอบที่มีน้ำหนักเบากว่า เช่น หม้อน้ำและพัดลมไฟฟ้า จะถูกวางไว้ด้านหลังเพลาหลัง เมื่อรวมกับโครงสร้างเครื่องยนต์ด้านหน้าและระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ตัวถังที่สั้น กว้าง และต่ำ ทำให้ LFA สามารถกระจายน้ำหนักจากด้านหน้าไปด้านหลังได้ตามเป้าหมายที่ 48:52
เบาะนั่งคนขับอยู่ในตำแหน่งใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของ LFA แนวคิดติดตั้งเบาะนั่งตรงกึ่งกลาง (โดยให้เบาะนั่งอยู่ระหว่างเพลาหน้าและหลัง และอยู่ใกล้กับจุดกึ่งกลางซ้าย-ขวา มากขึ้น) เกิดขึ้นได้จากการใช้ทรานแอ็กเซิลด้านหลัง ท่อไอเสียที่วางซ้อนกันในแนวตั้ง ช่วยลดความกว้างของอุโมงค์ตรงกลาง การวางตำแหน่งคนขับ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับการตอบสนองจากรถถึงคนขับในระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะการขับขี่แบบสปอร์ตหรือมีแรง G สูง ห้องโดยสารหรือ Coclpit ของ LFA ทำจากวัสดุมวลเบา CFRP เน้นความเบาและแข็งแกร่ง ช่วงล่างแบบดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ด้านหน้า ด้านหลังใช้ช่วงล่างแบบมัลติลิงค์ การปรับตั้งค่าของสปริงและโช้คที่เน้นการตอบสนองที่ไว ส่งผลให้ LFA กมีเสถียรภาพและควบคุมได้ดี วิศวกรรมอากาศพลศาสตร์ที่ละเอียดถี่ถ้วน มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ส่วนล่างที่แบนราบ ดิฟฟิวเซอร์รีดอากาศบริเวณใต้ท้องรถ วิงหลังทำงานตามสปีดความเร็ว ช่วยให้รถตอบสนองได้อย่างแม่นยำ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับและเครื่องจักร
วาล์วไททาเนียมน้ำหนักเบาเคลือบแข็งแบบพิเศษ ห้องข้อเหวี่ยงด้านล่างที่มีความสมดุล ช่วยลดการสูญเสียกำลังในรอบสูง เพื่อให้ผู้ขับเร่งความเร็วได้อย่างเต็มที่ จนถึงรอบสูงสุดที่ 9,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ V10 ให้แรงบิดสูงสุด 90% ระหว่าง 3,700 รอบต่อนาที จนถึง 9,000 รอบต่อนาที คันเร่งไฟฟ้าควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ECU คำนวนการจ่ายอากาศไปยังกระบอกสูบทั้ง 10 สูบ ได้อย่างแม่นยำ ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองอย่างรวดเร็วตามองศาคันเร่ง คาบเวลาตอบสนองของเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาตอบสนองปกติของวาล์วลิ้นปีกผีเสื้อเดี่ยว ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ ASG 6 สปีด มีวงแหวนซิงโครไนเซอร์ สำหรับรองรับงานหนัก พร้อมตัวกระตุ้นรอบเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างดุดัน เป็นระบบส่งกำลังที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับเครื่องยนต์ V10 ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนเกียร์โดยตรงที่มีทั้งความเร็วและแรงกระชาก โหมดการขับ 4 โหมด ฟังก์ชันปรับความเร็วและการตอบสนองในการเปลี่ยนเกียร์มากถึง 7 ระดับ ส่งผลให้ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลง เหลือแค่ 0.2 วินาที ดิสก์เบรก CCM ประสิทธิภาพสูง จานคาร์บอนเซรามิก ระบบเบรกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้เบรกมีกำลังและรักษาเสถียรภาพขณะเบรกในย่านความเร็วสูง
เสียงเครื่องยนต์และการออกแบบ L-finesse 2 ท่อร่วมที่มีความยาวเท่ากัน รวมกับระบบไอเสียแบบแฝดซึ่งส่งเสียงผ่านหม้อพักไอเสียหลักหลายชั้นทำจากไททาเนียม ช่วยปรับแต่งเสียงไอเสียให้เหมาะสม ถังพักไอเสียที่ปรับแต่งเสียงได้ เชื่อมต่อกับคันเร่ง 10 ระดับ สร้างเสียงเหนี่ยวนำที่ทรงพลัง การประสานกันของเสียงไอดีและไอเสียทับซ้อนกันที่รอบสูง การออกแบบภายนอกรวมถึงอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน จัดการการไหลของอากาศ การใช้ CFRP ข้อได้เปรียบด้านความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ชุดตกแต่งภายในที่ปรับแต่งตามความต้องการอันหลากหลาย.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/