AMG สำนักแต่งคู่บารมีของแบรนด์ Mercedes Benz ที่ประกอบตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว เป็นแผนกสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ตราดาว ในฐานะผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะสูง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เป็นเจ้าของ ปี 2024 นี้ แบรนด์ AMG ครบรอบ 57 ปีของการก่อตั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Mercedes AMG สร้างชื่อของการเป็นผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตและรถยนต์สมรรถนะสูง สะท้อนจากความสำเร็จหลายด้าน ทั้งมอเตอร์สปอร์ตและการพัฒนารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจุบัน Mercedes Benz มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองอัฟฟาวเตอร์บาค ประเทศเยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่ม Daimler AG. พนักงานทุกคนของบริษัทฯ ต่างยึดมั่นในหลักการเดียวกัน คือการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นตรงกับแนวคิด ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ หรือ Driving Performance ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแบรนด์

...

การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยรถยนต์สันดาปภายในและไฟฟ้า 100 % ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ AMG ประสบความสำเร็จทั้งในสนามแข่งและบนถนนสาธารณะทั่วโลก รถยนต์ในตระกูล 43 53 และ 63 ยังคงเป็นรุ่นหลักที่กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ นอกจากนี้ Mercedes AMG ยังมีผลิตภัณฑ์รถสปอร์ตไฟฟ้า ที่ Mercedes-AMG พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของแบรนด์ AMG ในการพัฒนาเครื่องยนต์สี่สูบเรียง M139 หกสูบเรียง M256 และ V8 M177 สำหรับรถเครื่องสันดาปภายใน ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยพลังงานไฟฟ้า มาตรการดำเนินกลยุทธ์เพื่อพัฒนาและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงตระกูลใหม่อย่างต่อเนื่องจึงได้เริ่มต้นขึ้น AMG ส่งรถยนต์พลังงานสะอาดอย่าง EQE /EQS /EQS SUV เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า

...

เมืองอัฟฟาวเตอร์บาค ประเทศเยอรมนี สถานที่ทำงานของฝ่ายบริหาร ฝ่ายจัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายออกแบบ และทีมงานที่มีความสำคัญ ทีมช่างเทคนิครับหน้าที่ประกอบเครื่องยนต์ของรถสปอร์ต Mercedes-AMG ด้วยมือตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ อัฟฟาวเตอร์บาคเป็นเมืองที่เครื่องยนต์ V8 อันมีชื่อเสียงของ Mercedes-AMG ถือกำเนิดขึ้นโดยได้รับการประกอบอย่างพิถีพิถัน สำหรับเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียงจะประกอบขึ้นที่เมืองโคลเลดา ส่วนเครื่องยนต์ V8 จะประกอบขึ้นที่เมืองมานไฮม์ Mercedes-AMG ใช้ปรัชญาการผลิตเครื่องยนต์ทุกเครื่องต่อช่าง 1 คน หรือ one man one engine กล่าวคือ เครื่องยนต์ของ Mercedes-AMG แต่ละคันจะผลิตด้วยมือและใช้ช่างเพียง 1 คนเท่านั้นตลอดกระบวนการประกอบ ในขั้นตอนสุดท้าย ช่างฝีมือที่ประกอบเครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะเซ็นชื่อของตนลงบนแผ่นโลหะที่ติดอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพและมาตรฐาน

...

...

AMG ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเบิร์กชตาร์ล (Burgstall) โดยมร.ฮานส์ แวเนอร์ อาวฟเรชท์ (Hans-Werner Aufrecht) และ มร.แอร์ฮาร์ด เมลเชอร์ (Erhard Melcher) ในปี 1967 ด้วยการใช้โรงโม่แป้งเก่าแก่ มาปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงปรับแต่งซ่อมบำรุงรถ Mercedes แห่งแรก โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วิศวกรรม ออกแบบ และทดสอบเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขัน หรือ engineering office and design and testing centre for the development of racing engines” ตัวอักษร AMG มาจากคำว่า “อาวฟเรชท์และเมลเชอร์ จากหมู่บ้านโกรซาชปาค – Aufrecht and Melcher, Großaspach” ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวนี้ เป็นสถานที่เกิดของ มร.อาวฟเรชท์

ปี 1971 AMG มีชื่อเสียงในชั่วข้ามคืน หลังจากที่รถยนต์ AMG 300 SEL 6.8 สีแดงชนะการแข่งขันกับรถยนต์กลุ่มเดียวกันอย่างขาดลอยในรายการรถแข่งประเภท 24 ชั่วโมงที่สนามสปา-ฟรังโกชอมป์ โดยสามารถทำคะแนนรวมได้เป็นอันดับ 2 ด้วย

AMG พัฒนาจากผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตซาลูนและสปอร์ตคูเป้ หลังจากตั้งโรงงานที่เมืองอัฟฟาวเตอร์บาคในปี 1976 มร.เมลเชอร์ พัฒนานวัตกรรมฝาครอบกระบอกสูบใหม่ ที่ทำงานสอดคล้องกับระบบวาล์วแบบ 4 วาล์วต่อลูกสูบ 1 ลูก (Four-valve technology) ด้วยตนเองในปี 1984 ซึ่งเอเอ็มจีประยุกต์ใช้นวัตกรรมนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเครื่องยนต์ V8 ความจุกระบอกสูบ 5 ลิตรของรถยนต์ Mercedes-Benz 500 SEC ความเก่งกาจของ มร.เมลเชอร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญา “1 ช่างฝีมือต่อเครื่องยนต์ 1 เครื่อง หรือ one man, one engine” ที่ Mercedes-AMG ยึดถือจนปัจจุบัน

นวัตกรรมฝาครอบกระบอกสูบใหม่ที่ มร.เมลเชอร์ คิดค้นนั้น ใช้ในรถยนต์ Mercedes-Benz S-Class รุ่น AMG และรุ่นซาลูน ตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะเริ่มใช้กับ E-Class Coupé รหัสตัวถัง W 124 ในปีต่อมา ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ มีกำลังถึง 265 กิโลวัตต์ (360 แรงม้า) จึงได้รับสมญาว่า “The Hammer” จากสื่อมวลชนด้านรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา

ปี 1988 AMG ส่งรถ Mercedes-Benz 190 E สำหรับการแข่งขัน และยังเป็นทีมงานผู้ดูแลทีมที่ใช้รถยนต์รุ่นดังกล่าวในการแข่งขันรายการเยอรมัน ทัวริ่ง คาร์ แชมเปียนชิฟ (DTM) ด้วย

AMG ร่วมมือกับแบรนด์ Mercedes Benz ในปี 1990 โดย AMG เริ่มต้นเป็นผู้พัฒนาและผลิตรถแบบสปอร์ตของ Mercedes Benz ตั้งแต่ปี 1991

รถยนต์รุ่นแรกที่ AMG ผลิตร่วมกับกลุ่มบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ (ชื่อในขณะนั้น) คือรุ่น C 36 AMG ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1993 ด้วยยอดขายสูงถึง 5,000 คัน นับถึงปี 1997 ถือเป็นรถยนต์ของ AMG ที่ขายดีที่สุดในขณะนั้น นอกจากนี้รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการรุ่นแรกของการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันในปี 1996 อีกด้วย

รถ Mercedes AMG รุ่น C 32 ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2001 นั้นใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร V6 พร้อม Super charger นอกจากนี้ยังมีระบบสัมผัสอันเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจชอบ

รถสปอร์ต Mercedes-Benz SLS AMG ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2009 ถือเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกที่ Mercedes-AMG พัฒนาขึ้นโดยไม่อาศัยทีมงานภายนอกบริษัทเลย ซึ่งรถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์พิเศษ เสียงเครื่องยนต์อันโดดเด่น สมรรถนะที่เหนือชั้น ประตูที่ออกแบบเป็นทรงปีกนกนางนวลหรือ Gull Wing

ปี 2011 AMG ผลิตรถแข่งรุ่นแรกของบริษัทฯ คือรถยนต์รุ่น SLS AMG GT 3 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถแข่งของแบรนด์ Mercedes Benz

ปี 2014 Mercedes-AMG ยังตอกย้ำภาพความเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับแถวหน้าของโลก ด้วยการนำเสนอรถสปอร์ตระดับเรือธงตระกูล Mercedes-AMG GT ที่พัฒนามาจากรากฐานของรถสปอร์ตตระกูล SLS ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นรถสปอร์ตตระกูลที่ 2 ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทั้งหมด แนวคิดต่างๆ ทั้งการวางเครื่องยนต์ให้อยู่บริเวณตอนกลางของตัวรถ (mid-engine concept) เพลาส่งกำลังแบบใหม่ รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักนั้นเป็นผลจากความตั้งใจของทีมวิศวกรที่ต้องการเพิ่มเติมประสบการณ์การขับขี่ระดับสูง

ปี 2018 เศรษฐีเท้าหนักที่คิดว่า Mercedes AMG C63 เวอร์ชั่นมาตรฐานจากโรงงานนั้นยังไม่รุนแรงมากพอเพราะเคยโดนสวนโดนดัน ก็ขอให้นำรถของคุณไปพบกับสำนักแต่งจอมโหดอย่าง G-Power ที่นำ C63 รุ่นมาตรฐาน มาปรับแต่งใหม่หมดเพื่อเพิ่มความสุดให้กับการขับ และเป็นการสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดสำหรับเจ้าของ C63 ที่ชอบความแตกต่างและความก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน! G-Power ลงมือลงแรงกับ C63 อย่างหนักหน่วงเพื่อเติมความแรงขั้นสุดยอด ด้วยการปรับเปลี่ยนเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้งสองตัว รวมไปถึงเปลี่ยนกล่อง ECU ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์มาเป็นรุ่น V4 performance software upgrade ของ บริษัท Bavarian company’s การอัพเกรดซอฟต์แวร์ในกล่องใหม่ V4 ทำให้เครื่องยนต์ V8 Bi Turbo ขนาดความจุ 4.0 ลิตร มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก กำลังสูงสุดจาก 350 กิโลวัตต์ หรือ 475 แรงม้า พุ่งขึ้นเป็น 588 กิโลวัตต์ หรือ 800 แรงม้า กับแรงบิดมหาโหดที่ 1,000 นิวตันเมตร 

2019 แม้ว่าคนของ AMG จะพยายามอธิบายว่า AMG GT 4 Door เป็นรถสปอร์ตจีทีที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจาก AMG GT Coupe แต่ดูยังไงมันก็คล้าย Porsche Panamera โดยเฉพาะส่วนโค้งของเสาท้าย ซึ่งถูกรีดจนเรียวเล็ก และมีความลาดเอียงที่ได้รับการออกแบบเหมือนกับสปอร์ตซาลูนรุ่น Panamera ของแบรนด์ Porsche บริษัทรถร่วมสัญชาติจากเมืองสตุ๊ตการ์ท สำหรับรถในตระกูล GT ของ Mercedes-AMG ไม่ว่าจะเป็น AMG GT-R AMG GT-C / AMG GT-R / AMG GT-R Black Series หรือรุ่นพี่อย่าง AMG GT-S มีความแปลกแยกไปจาก AMG เวอร์ชั่นที่แปลงมาจากรถบ้าน แต่ AMG GT 4 Door กลับนิยมความเป็นรถครอบครัวและมุ่งไปสู่ความสะดวกสบาย มากกว่าจะทำตัวเป็นซุปเปอร์คาร์บ้าพลัง ขุมกำลังมีให้เลือกสองรุ่นคือ 53 เครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบ +  Mild Hybrid 48V กับเครื่อง V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงของ AMG ที่ประจำการอยู่ในรถสปอร์ตรหัส 53 ไล่เรียงจาก AMG CLS53 / AMG E53 Sedan / AMG E53 Coupe และ AMG GT53 4 Door Coupe 4Matic+ แบบเบนซินแถวเรียง 6 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบและชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ เป็นเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ตราดาว ระบบ EQ Boost 48V ใช้ไดสตาร์ตทำหน้าที่เป็นมอเตอร์สตาร์ตด้วย ISG มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 16 กิโลวัตต์ กับแรงบิด 250 นิวตัน-เมตร โดยวางแทรกอยู่ในชุดเกียร์ 9G-Tronic คอยเสริมแรงบิดและรับหน้าที่ส่งกำลังไฟฟ้า ไปหมุนปั๊มน้ำกับคอมเพรสเซอร์แอร์ ทำให้ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้สายพานหน้าเครื่องยนต์อีกต่อไป ช่วยลดกำลังที่สูญเสียไปกับแรงเสียดทาน ช่วยทำให้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงของ AMG มีขนาดที่สั้นลง เมื่อทำงานร่วมแกนกับระบบไฮบริดจิ๋วขนาด 48 โวลต์ E-Compressor หรือที่ Mercedes เรียกว่า EQ Boost ช่วยลดอาการรอรอบหรือเทอร์โบแลคได้ดี เมื่อกดคันเร่งเต็มที่ แรงบิดสูงสุดจะมาเร็วมากในเวลาแค่ 0.2 วินาที ตั้งแต่ยังไม่ถึง 2,000 รอบต่อนาที แรงบิดก็เทออกมาจนเกือบหมดแล้ว

2021 Mercedes-AMG GLA 35 4Matic ไม่ใช่รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่ดูแย่ และอย่างน้อย Mercedes ก็ได้แก้ไขสัดส่วนจนลงตัว รถใหม่มีความสูงมากขึ้นถึง 10 เซนติเมตรและสั้นกว่ารถรุ่นเก่าที่มีรูปทรงแปลกๆ เพียงเศษเสี้ยวระดับมิลลิเมตร ทำให้ใกล้เคียงกับคู่แข่ง ดาวตัวเล็กดูคล้ายกับ SUV ที่โดนย่อส่วน สิ่งที่สำคัญก็คือ นอกจากพลังงานของระบบส่งกำลังที่ปรับจูนโดย AMG แล้ว GLA 35 ยังมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับผู้โดยสารและสัมภาระ เป็นรถเล็กที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ AMG GLA45 4Matic โฉมที่แล้วเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบชาร์จแปรผัน twin-scroll turbocharger รหัสเครื่องยนต์ M260 ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมระบบ CAMTRONIC variable valve control จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแรงดันสูง piezo injectors multi-spark ignition ผลิตกำลังได้ 225 กิโลวัตต์ หรือ 306 แรงม้า กับแรงบิด 400 นิวตันเมตร แจกจ่ายแรงฉุดลากให้กับล้อทั้งสี่ผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ที่เชื่อมต่อกับเกียร์ทวินคลัตช์ 8 สปีด AMG SPEEDSHIFT DCT 8 Speed dual-clutch transmission โหมดการขับเคลื่อนปรับผ่านปุ่ม DYNAMIC SELECT พร้อมโปรแกรมใหม่ 'Slippery' เริ่มจาก Comfort, Sport, Sport + และ Individual ที่ผู้ขับสามารถปรับตั้งการทำงานและการตอบสนองแบบแยกย่อยของเครื่องยนต์ เกียร์ และพวงมาลัยไฟฟ้า ตัวเลขสมรรถนะ Mercedes-AMG GLA35 4MATIC เร่งจากหยุดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ใน 5 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้ที่ 250 กม./ชม. ไม่มีสตรัทบาร์ค้ำยันเหมือนใน AMG CLA 35

ปี 2022 Mercedes- AMG เปิดตัส SL รุ่นใหม่ล่าสุด นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นในประวัติศาสตร์ของรถสปอร์ตเปิดหลังคาสัญลักษณ์ตราดาว เป็นการผสมผสานความสปอร์ตที่แตกต่างของ SL ดั้งเดิม เข้ากับความหรูหราคลาสสิก และความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีของรถยนต์ Mercedes-AMG ยุคใหม่ ในฐานะที่เป็นรถสปอร์ตเปิดหลังคา ในซีรีส์  43 53 และ 63  สำหรับ SL 43 ยังเป็นรถยนต์สายการผลิตรุ่นแรกของโลกที่ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์ไอเสียไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้ AMG นำมาจาก Formula 1™ โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดเล็กที่ตอบสนองเร็ว แต่ให้กำลังสูงสุดที่ค่อนข้างต่ำ กับเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดใหญ่ที่ให้กำลังมากกว่าแต่ตอบสนองช้า แนวคิดเครื่องยนต์พร้อมระบบอัดอากาศแบบใหม่ที่กลายเป็นนวัตกรรม รถโรดสเตอร์ 2+2 ที่นั่งรุ่นใหม่ มุ่งเป้าไปที่ลูกค้านักขับที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนเป็นพิเศษ การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สี่สูบน้ำหนักเบา และระบบขับเคลื่อนล้อหลัง SL 43 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลง

ธันวาคม 2023 Mercedes-AMG เปิดตัวรถคูเป้ CLE Coupe ตัวตายตัวแทนของ C-Coupe และ E-Coupe ที่ถูกปิดไลน์ผลิตลงไป AMG  CLE 53 4MATIC+ Coupe เครื่องยนต์ M256 แบบ 6 สูบเรียง เทอร์โบ พ่วง Mild Hybrid 48V + ISG (Integrated Starter Generator)จูนเครื่องและเกียร์ตลอดจนช่วงล่างเพื่อส่งถ่ายสัมผัสของรถ AMG ยุคใหม่ 

Mercedes-AMG จัดจำหน่ายรถยนต์ได้กว่า 70,000 คันในปี 2015 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ตัวเลขนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ให้กว้างขึ้น มีการนำเสนอคอมแพคสมรรถนะสูงตระกูล AMG 43 รวมถึงรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น AMG ทั้งในตระกูล C-Class, เอสยูวี และคอมแพค ความสำเร็จของ Mercedes AMG ซึ่งเป็นคู่แข่งของ BMW M ก็มีมากขึ้นเช่นกัน ในกรณีนี้หมายถึง Mercedes-AMG เฉพาะรุ่น AMG ในปี 2023 มียอดขายในยุโรปที่โดดเด่น ยอดขาย AMG เพิ่มขึ้น 57 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยมียอดขาย 13,700 คัน ซึ่งเพียงพอที่จะขึ้นแท่นอันดับสองในกลุ่มรถสมรรถนะสูงในยุโรป และ Mercedes-AMG SL ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่รถสปอร์ตคันเล็กแบบสองที่นั่งที่ขายดี สำหรับ AMG รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เกียรติยศนั้นตกเป็นของ AMG G63 ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของยอดขาย AMG ใหม่ทั้งหมดในปี 2023.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/