New MG3 Hybrid+ ปรับแต่งให้ใช้งานในชีวิตประจำวันของคนเมือง ภายในไม่คับแคบ พื้นที่เก็บสัมภาระใกล้เคียงกับ Toyota Yaris Hatchback พื้นที่เบาะหลังปรับพับได้เพื่อเพิ่มความจุสัมภาระ รูปทรงของรถรุ่นใหม่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ MG3 รุ่นเก่า เป็นการออกแบบใหม่หมดทั่วทั้งคัน ด้านหน้าที่ยาวขึ้นของ New MG3 กันชนออกแบบช่องรับอากาศใต้กระจัง ทำให้ส่วนหน้าดูบีบลงเล็กน้อยจากงานดีไซน์รายละเอียดของกันชน (ซึ่งน่าจะทำได้ลงตัวมากกว่านี้) กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำอยู่ในชุดกันชนหน้าที่คลุมส่วนหน้าของรถทั้งหมด ไฟหน้า LED มีไฟหรี่กลางวัน Daytime Running Light
NEW MG 3 HYBRID+ เบนซิน 1.5 ลิตร Hybrid 194 แรงม้า 250 นิวตันเมตร ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว เฉพาะ 1,000 คันแรก
NEW MG3 Hybrid + D 559,900
NEW MG3 Hybrid + X 599,900 บาท
หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มเป็น 579,900-619,9000 บาท
...
...
...
...
มิติตัวถังของ New MG3 Hybrid+ มีขนาดความยาว 4,113 มิลลิเมตร กว้าง 1,797 มิลลิเมตร สูง 1,502 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,510 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหลัง 1,520 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 117 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,298 กิโลกรัม แม้จะมีระบบไฮบริดทั้งมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่การคุมให้รถรุ่นใหม่มีน้ำหนักแค่ 1.3 ตัน ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว
ภายในของ New MG3 Hybrid+ ติดตั้งเบาะแบบสปอร์ตคู่หน้าปรับมือ โทนสีภายในมีให้เลือกทั้งสีขาวสลับดำหรือสีดำล้วน วัสดุพวกพลาสติกค่อนข้างมีคุณภาพดีกว่ารถเล็กบางรุ่นของแบรนด์ญี่ปุ่น แสดงให้เป็นถึงความตั้งใจในการเอาชนะของ MG หน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว มีรายละเอียดและแบบอักษรที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีคุณสมบัติครบครันที่สุด หรือมีโครงสร้างเมนูที่สมเหตุสมผล แต่การกดสั่งงานต่างๆ ถือว่าตอบสนองได้เร็วขึ้น อาการหน่วงน้อยลง จอมอนิเตอร์กลางพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านพอร์ต USB-A หลัก มีพอร์ต USB-A เพิ่มเติมอีกสองพอร์ต (พอร์ตหนึ่งอยู่ที่กระจกมองหลังภายในและอีกพอร์ตหนึ่งอยู่ที่เบาะหลัง) และพอร์ต USB-C
อุปกรณ์ภายนอก
ไฟหน้า แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สาม
ไฟตัดหมอกหลัง
ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว และพับอัตโนมัติ
ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ พร้อมใบปัดน้ำฝนด้านหลัง
ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
พื้นที่ภายในเพียงพอสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พื้นที่วางขากว้าง พื้นที่เหนือศีรษะด้านหลังค่อนข้างเหลือน้อย หมอนรองศีรษะจะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้โดยสารที่ตัวสูง การพับเบาะหลังลงแบบแยกพับ 60/40 ช่วยให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น พื้นที่เก็บของเล็กๆ น้อยๆ กับที่วางแก้ว MG ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ การออกแบบคอนโซลเล่นระดับให้แดชต์บอร์ดดูมีมิติ ภายในแบบทูโทนขาวสลับดำหรือดำล้วน พื้นที่ภายในกว้างสุดในคลาสเดียวกัน ห้องสัมภาระท้ายจุ 293 ลิตร เมื่อพับเบาะความจุจะเพิ่มเป็น 1,037 ลิตร
อุปกรณ์ภายใน
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านผู้ขับขี่
หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-Function Display) และหน้าจอสี
ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว
ลำโพง 6 จุด
ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด
เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
ที่พักแขนด้านหน้า และเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้
ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย
ระบบกุญแจรีโมต (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start
ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล
ระบบกรองอากาศ PM 2.5
เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8 วินาที อัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5 วินาที การทำงานผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว DVVT 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors มอเตอร์มีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า รวมกำลังทั้งสองระบบ 194 แรงม้า (143 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
New MG3 Hybrid+
โหมดจอดหยุดนิ่ง
ระบบจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง (HV BATTERY) เพื่อทำให้ระบบปรับอากาศและระบบอื่นๆ ทำงานได้โดยที่เครื่องยนต์หยุดการทำงาน
โหมดวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนจนถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่งในช่วงความเร็ว 0-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (Pure EV) ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและเงียบเหมือนรถไฟฟ้า มีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ดี
โหมดความเร็วที่วิ่งในถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 30-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงความเร็วต่ำ ใช้งานในเมือง ระบบจะสลับไปยังโหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นไฟและส่งกระแสไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวรถ
โหมดความเร็ววิ่งในเมือง
ความเร็วไต่ระดับไปที่ 50-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นช่วงสำหรับใช้งานเดินทางออกนอกเมืองด้วยความเร็วปานกลาง โหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) สัมผัสได้ถึงแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่อง เครื่องยนต์ยังทำหน้าที่เป็นตัวปั่นไฟช่วยให้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อโดยตรงได้แบบรถไฟฟ้า พร้อมส่งกระแสไฟส่วนเกินไปเก็บยังแบตเตอรี่
โหมดความเร็ววิ่งคงที่
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ในช่วงความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงการขับขี่ระยะไกล ระบบจะสลับเป็นการใช้งานเครื่องยนต์ที่รอบความเร็วต่ำ เน้นใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จะตัดต่อการทำงานผ่านระบบเกียร์ Hybrid Transmission 3 อัตราทดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนที่ตัวล้อโดยตรง ทำให้ประหยัดน้ำมันมากกว่ารถแบบ Series Hybrid
โหมดวิ่งทางไกลและเร่งแซง
เมื่อรถอยู่ในช่วงเร่งความเร็ว 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงขับขี่ทางไกล หรือขึ้นทางลาดชัน เมื่อต้องการเร่งแซง แค่กดคันเร่งเบาๆ ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฮบริดกำลังสูงจะทำงานร่วมกัน (Parallel Hybrid) รถมีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ แม้จะมีอาการรอรอบนิดๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีเทอร์โบ เมื่อต้องการเร่งแซงหรือขึ้นทางชัน MG3 Hybrid+ เป็นรถที่มีอัตราเร่งต่อเนื่องในรอบกลางดีกว่ารถไฮบริดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรทั่วไป นี่ก็เป็นอีกจุดที่ทำได้ดี
โหมดความเร็วสูง
ขณะใช้ความเร็วสูงกับการขับทางไกลบนไฮเวย์ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์จะทำงานต่อเนื่อง ขณะที่รถขับเคลื่อน ระบบจะแบ่งกำลังส่วนที่เหลือจากเครื่องยนต์ไปหมุนเจเนเรเตอร์ เพื่อปั่นไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
โหมดลดความเร็ว Regenerative
เมื่อยกคันเร่ง ลดความเร็วลงมาในช่วง 120-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือช่วงขับขี่ลงทางชัน ระบบ Hybrid+ จะใช้มอเตอร์เป็นตัวหน่วงกำลัง ซึ่งจะทำหน้าที่ชาร์จไฟเป็นระบบ Energy Regeneration 3 ระดับ สามารถตั้งค่าระดับการรีเจนแบบรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรก
ระบบความปลอดภัย
โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame)
ความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS)
ระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรก (Intelligent Brake System)
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System) ผสานรวมระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) และระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/