บอร์ด EV เตรียมเสนอครม. ขอปรับลดภาษีสรรพสามิตรถไฮบริด หรือ HEV กระตุ้นการลงทุน ตั้งแต่ปี 2571-2575 คาดช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท สร้างฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สมัยใหม่ คาดมีค่ายรถร่วมมากกว่า 5 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ดอีวี ที่มี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารขนาดที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบไฮบริด หรือ HEV

โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน คือ การลดการปล่อยคาร์บอน การลงทุนเพิ่มเติม การใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ และการติดตั้งระบบความปลอดภัยของรถยนต์ เพื่อตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ การเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในฐานะเลขานุการบอร์ดอีวี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับคงที่ในช่วงปี 2571-2575 จากเดิมอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้น 2% ทุก 2 ปี โดยกำหนดให้บริษัทผลิตรถยนต์ HEV ที่ประสงค์จะรับสิทธิ ต้องปฏิบัติดามเงื่อนไข 4 ด้านก่อนการรับสิทธิ ดังนี้

...

1.ต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 g/km

- การปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km อัตราภาษีสรรพสามิต 6%
- การปล่อย CO2 101-120 g/km อัตราภาษีสรรพสามิต 9%

2.ต้องมีการลงทุนจริงเพิ่มเติม โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และ/หรือบริษัทในเครือในประเทศไทยในช่วงปี 2567-2570 ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท

3.ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูง 3 ชิ้น ได้แก่ Traction Motor, Reduction Gear, Inverter

ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าปานกลาง 8 ชิ้น ได้แก่ BMS, DCU, คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศสำหรับ BEV, Electical Circuitker, DC/DC Converter, High Voltage Harness, Battery Cooling System, Regene System โดยจะขึ้นกับมูลค่าการลงทุน

3.1 กรณีลงทุนเพิ่มเติมตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง หรือเลือก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าสูง และอีก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง หรือหากเลือก 1 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง จะต้องเลือก 4 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง

3.2 กรณีลงทุนเพิ่มเติม 3,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท จะต้องใช้ชิ้นส่วนมีมูลค่าสูงทั้ง 3 ชิ้นเท่านั้น

4.ต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance System:ADAS) ในรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ ดังนี้

- ระบบเบรกฉุกเฉินขั้นสูง (AEB)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าของรถ (FCW)
- ระบบการดูแลภายในช่องจราจร (LKAS)
- ระบบเตือนการออกหรือเปลี่ยนช่องจราจร (LDW)
- ระบบบการตรวจจับจุดบอด (BSD)
- ระบบบการควบคุมความเร็วของยานยนต์ (ACC)

"รถยนต์ HEV หรือรถไฮบริด เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ทั้งการผลิตเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน ช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน และก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มรถยนต์ HEV จึงได้ออกมาตรการนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีค่ายรถยนต์สนใจเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5 ราย สร้างเม็ดเงินลงทุนช่วง 4 ปีข้างหน้า ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รักษาต่อยอดฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และเพิ่มความเข้มแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ครบวงจรระดับโลกด้วย"

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ มอบหมายให้บีโอไอร่วมกับกระทรวงการคลังนำมาตรการนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนออกประกาศต่อไป

นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า มาตรการนี้ออกมาเนื่องจากอัตราภาษีสรรพามิตที่จะใช้ในปี 2569 จะมีความต่างกันมาก ระหว่างไฮบริด กับ BEV เนื่องจากไฮบริดอัตราภาษีเพิ่มเป็นขั้นบันได แต่ BEV จะคงที่ 2% ในระยะยาว ทำให้ค่ายรถต่างๆ อาจมีความกังวลในเรื่องของการแข่งขันที่มีอัตราภาษีที่ต่างกันมาก จึงเป็นที่มากำหนดมาตรการนี้ เพื่อที่จะทำให้สามารถแข่งขันได้ และสร้างฐานการผลิตให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักและสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้ด้วย

...

"การออกมาตรการล่วงหน้า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถวางแผนได้ล่วงหน้าและเกิดความมั่นใจว่าจากนี้ไปจนสิ้นสุดมาตรการในปี 2575 จะได้รับภาษีในอัตราพิเศษ และเพื่อประโยชน์ในการนำเงินมาลงทุนและผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยด้วย"

ปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เพื่อผลิตรถไฮบริดทั้งหมด 7 ราย เป็นบริษัทจากญี่ปุ่น 4 บริษัท ส่วนที่เหลือเป็นบริษัทจากจีน ซึ่ง 7 รายนี้อาจเข้าร่วมมาตรการนี้ หรืออาจจะมีค่ายรถยนต์ใหม่ๆ เข้าร่วมมาตรการนี้เพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังรับทราบผลของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ซึ่งบีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตยานยนต์ BEV ประเภทต่างๆ แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท ในส่วนโครงการ EV3.0 และ EV3.5 โดยกรมสรรพสามิต มีผู้เข้าร่วมจำนวน 24 แบรนด์ คิดเป็นเครื่องยนต์ทุกประเภทรวมกันกว่า 118,000 คัน

สำหรับยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ในช่วงปี 2567 มีจำนวน 37,679 คัน เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียน 13,634 คัน เพิ่มขึ้น 38% โดยขณะนี้มียานยนต์ BEV ทุกประเภทจดทะเบียนสะสมในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 183,236 คัน.