ย้อนเวลากลับไปเกือบ 30 ปีก่อน Toyota ได้พัฒนาและริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฮบริด ภายใต้พันธสัญญารักษาสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่การแนะนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid Synergy Drive) สู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 Toyota Motor Thailand ถือเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายแรกในประเทศไทย เป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียนอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้นำรถยนต์ไฮบริดมาผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 โดยตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะปลุกกระแสความนิยมในการเลือกใช้รถยนต์ไฮบริดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการบุกเบิกตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

...

15 ปีผ่านไป Toyota Motor เริ่มต้นแนะนำรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบผสม เบนซินบวกมอเตอร์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย จากการสนับสนุนและร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งในแง่ของการสนับสนุนเชิงนโยบายและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ Toyota ได้รับจากการดำเนินโครงการรถยนต์ไฮบริด ทำให้เกิดการพัฒนารถยนต์พลังงานผสมเพื่อผลิตออกขาย เริ่มจากการแนะนำรถยนต์ Camry Hybrid จากนั้น เทคโนโลยีไฮบริดได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเจเนอเรชันที่ 4 และ 5 ใน Prius / Corolla Cross / Corolla Hybrid / Yaris Hybrid และ New Camry Hybrid รุ่นใหม่ ที่กำลังจะเปิดตัวในอีกสองเดือนนับต่อจากนี้ ก็ใช้แบตเตอรี่ไฮบริดประสิทธิภาพสูง ทำให้ระบบขับเคลื่อนไฮบริด HEV ของ New Camry มีอายุการใช้งานนานขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ประหยัดเชื้อเพลิงและช่วยลดมลพิษขณะขับเคลื่อน จุดเด่นของเครื่องยนต์พลังงานผสมไฮบริดก็คือ ประหยัดน้ำมัน มีอัตราเร่งดีและไม่ต้องรอชาร์จกระแสไฟฟ้า 

ข้อดีของรถยนต์ไฮบริด HEV และปลั๊กอินไฮบริด PHEV

ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง:
รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่โดดเด่น เนื่องจากความสามารถในการรวมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์สันดาปภายใน แนวทางแบบคู่ขนานของระบบส่งกำลังพลังงานผสม ช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างประหยัดมากขึ้น โดยเฉพาะในการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดบ่อยครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยความเร็วต่ำ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดเงินค่าเชื้อเพลิงได้ รถปลั๊กอินไฮบริดที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน วิ่งได้ไกล 100-120 กิโลเมตร 

ปล่อยมลพิษน้อยลง
รถยนต์ไฮบริด HEV และปลั๊กอิน PHEV ปล่อยมลพิษน้อยกว่ารถยนต์สันดาปเพียวๆ ที่ไม่มีระบบไฮบริด มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงในย่านความเร็วต่ำ ช่วยลดภาระงานของเครื่องยนต์เบนซิน ส่งผลให้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอันตรายอื่นๆ ลดน้อยลง ทำให้รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแม้จะน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า 

...

ค่าบำรุงรักษา
รถยนต์ไฮบริดส่วนใหญ่มีค่าบำรุงรักษาน้อยกว่ารถยนต์ปกติที่ไม่มีระบบไฮบริด เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนในย่านความเร็วต่ำ ทำให้เครื่องยนต์เบนซินสึกหรอน้อยลง ระบบเบรกแบบสร้างพลังงานใหม่ ชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่ระหว่างการยกคันเร่ง ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกและจานเบรก

แรงจูงใจด้านราคา
รัฐบาลใช้ภาษีและแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ซื้อรถยนต์ไฮบริด แรงจูงใจทางการเงินเหล่านี้สามารถลดต้นทุนเบื้องต้นในการซื้อรถยนต์ไฮบริดได้อย่างมาก ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ได้มากขึ้น

เงียบ
มอเตอร์ไฟฟ้าในรถยนต์ไฮบริดทำงานเงียบที่ความเร็วต่ำหรือขณะเดินเบา ทำให้ประสบการณ์การขับขี่สงบมากขึ้น การลดมลพิษทางเสียงเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวม

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
รถยนต์ไฮบริดประหยัดพลังงานมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม การผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการใช้พลังงานระหว่างการขับขี่ได้อย่างมาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีการหยุดและสตาร์ตรถบ่อยครั้ง

...

เทคโนโลยีขั้นสูง
รถยนต์ไฮบริดมักผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการขับขี่ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย คุณสมบัติต่างๆ เช่น ระบบเบรกแบบสร้างพลังงานใหม่ โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และระบบจัดการพลังงานอันซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่โดยรวม
ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล: การใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานทำให้รถยนต์ไฮบริดลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การกระจายแหล่งพลังงานดังกล่าวสามารถมีส่วนสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนต่อผู้ขับขี่

...

นวัตกรรมและการพัฒนา
การพัฒนายานยนต์ไฮบริดควบคู่ไปกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับคนที่ไม่สะดวกที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ของระบบส่งกำลังในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การจัดการพลังงาน และการออกแบบยานยนต์ ช่วยปรับปรุงระบบไฮบริดให้ทำงานได้ดีขึ้น วิ่งไกลขึ้นและประหยัดเชื้อเพลิง ส่งผลดีต่อตลาดยานยนต์โดยรวม นำไปสู่ยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อเสียของรถยนต์ไฮบริด
ต้นทุนล่วงหน้าที่สูงขึ้น
แม้จะมีการประหยัดสำหรับการใช้งานในระยะยาว แต่รถยนต์ไฮบริดมักจะมีราคาซื้อเริ่มต้นที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินล้วนๆ โดยไม่มีระบบไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริด เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบส่งกำลังพลังงานผสม ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาของรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจึงสูงกว่ารถยนต์สันดาปภายในเพียวๆ 

การเปลี่ยนและกำจัดแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดแม้จะมีความทนทาน แต่มีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี และมีราคาแพงในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ แต่ก็ยังถูกกว่ารถไฟฟ้า 100% ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดแบตเตอรี่เก่า

การขับขี่ทางไกลที่ค่อนข้างจำกัด ไฟหมดก็กลับมากินเชื้อเพลิง!
ข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพของไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด เมื่อเทียบกับรถยนต์แบบดั้งเดิมจะลดลงเมื่อขับทางไกลบนไฮเวย์ เครื่องยนต์เบนซินจะทำงานเป็นส่วนใหญ่ที่ความเร็วสูง ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้การขับท่ีความเร็วต่ำประหยัดน้ำมัน รถปลั๊กอินไฮบริดยุคใหม่ ทำระยะทางได้ 100-120 กิโลเมตร หลังจากไฟในแบตเตอรี่เหลือน้อย เครื่องยนต์จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนตลอดเวลา จนกว่าจะเสียบชาร์จใหม่ ทำให้ระบบปลั๊กอินไฮบริดมีประสิทธิภาพน้อยลง เมื่อประจุกระแสไฟฟ้าในแบตฯ ลดลงจนเหลือไม่มากพอที่จะใช้ขับเคลื่อนต่อไป แต่การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถปลั๊กอินไฮบริดบางรุ่นนั้นดีขึ้นมาก ทำให้การเดินทางไกลแม้ไฟในแบตฯ หมดลงก็ยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่าเดิม (New E-Class E350e Plug in Hybrid / Lexus RX500h F Sport)

ข้อกังวลด้านการซ่อมบำรุงและความจุกจิก 
ระบบขับเคลื่อนพลังงานผสม ทั้งไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด มีความซับซ้อนและต้นทุนการซ่อมแซมสูงกว่า ระบบส่งกำลังคู่ขนาน เทคโนโลยีขั้นสูงของไฮบริด ทำให้การซ่อมแซมมีความซับซ้อนมากขึ้น มีราคาแพงขึ้น ช่างที่ซ่อมบำรุง ต้องมีความรู้และเครื่องมือเฉพาะทางในการซ่อมรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด 

รถหนักขึ้น
การเพิ่มชุดแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผลทำให้รถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริด มีน้ำหนักมากขึ้น 200-400 กิโลกรัม หรืออาจมากกว่านั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการจัดการกับชุดส่งกำลังซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานส่วนหนึ่งจากน้ำหนักที่มากกว่าเดิม 

Toyota พยายามสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีไฮบริด รวมถึงการรับประกันอายุการใช้งาน ความคงทน บริการหลังการขาย ตั้งแต่วันแรกที่ครอบครองถึงตลอดระยะเวลาการใช้งาน การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ทำให้รถยนต์ไฮบริดของ Toyota ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก จนมียอดขายรวมแล้วทั้งสิ้นเกิน 10 ล้านคัน

ระบบส่งกำลัง Toyota hybrid 5 generation system (ไฮบริดเจเนอเรชันที่ 5) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เบาและกะทัดรัดกว่าเดิม ทำให้ผลิตกำลังได้มากขึ้น สมรรถนะและการขับดีขึ้นทุกด้าน เครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 และ 2.0 ลิตร รวมถึง 2.5 ลิตร รุ่น 1.8 ลิตร HEV ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบปัจจุบัน กำลังรวมของระบบสำหรับระบบส่งกำลังในไฮบริด 1.8 รุ่นใหม่ อยู่ที่ 138 แรงม้า ช่วยลดอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ 1.7 วินาที เหลือ 9.2 วินาที

รถไฮบริด Toyota Corolla Cross ซึ่งเป็นระบบไฮบริดเจน 4 ของ Toyota มีการออกแบบให้ inverter with converter assembly มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา สามารถบูสต์ไฟฟ้าแรงสูงอย่างรวดเร็ว โดยติดตั้งอยู่ด้านบนของชุดเกียร์ แบตเตอรี่ไฮบริดเป็นแบบ ni-mh battery DC 201.6 V168 Cell 6 cell x 28 modules แบตเตอรี่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลังพร้อมชุดกรองฝุ่นและพัดลมไฟฟ้าระบายความร้อน โดยมี auxiliary battery ติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องยนต์ เป็นแบบ EN Type LN1 auxiliary battery ส่วนชุดมอเตอร์ 2 ตัวที่ฝังอยู่ในเกียร์เป็นแบบ P610 hybrid transaxle MG1 / MG2 ขนาด 600 โวลต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอเตอร์ไฟฟ้า MG 1 ของ C-HR มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด AC600 V กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์ ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า MG 2 มีแรงบิดสูงสุด 163 นิวตันเมตร มีแรงดันไฟสูงสุด AC600 V

Toyota Corolla Cross HEV เครื่องยนต์รุ่นไฮบริด 2ZR-FXE ความจุ 1,798 ซีซี กำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ระบบจ่ายเชื้อเพลิงหัวฉีด EFI รองรับเชื้อเพลิง E20 มอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 600 โวลต์ กำลังสูงสุด 53 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ไฮบริดนิกเกิลเมทัลไฮดราย แรงดันไฟฟ้า 201 โวลต์ ความจุไฟฟ้า 6.3 แอมป์/ชั่วโมง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า 

ระบบ Hybrid จากแบรนด์ Toyota ใช้ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก กำลัง 72 แรงม้า แรงบิดจากมอเตอร์ทำได้ที่ 163 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Hybrid แบบ Ni-MH ควบรวมพลังงานทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ ทำให้ Cross HEV มีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT มีมอเตอร์ MG-1 และ MG-2 ฝังไว้ในเกียร์ เพื่อเสริมแรงบิดและชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่ สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 11.3 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทำได้ที่ 20-24 กิโลเมตรต่อลิตร! ระบบ Hybrid HEV ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 2ZR-FXE Atkinson cycle ผ่านอุปกรณ์แยกกำลัง Power Split Device ซึ่งรับหน้าที่ในการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชุด Power Control Unit ควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่ รวมถึงกระแสไฟฟ้าแบบสลับ จากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือเจเนอเรเตอร์ สามารถขยายกำลังไฟจากแบตฯ นิกเกิลเมทัลไฮดรายได้สูงถึง 600 โวลต์ เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับชุดมอเตอร์ที่ใช้ในการขับเคลื่อน เป็นงานวิศวกรรมจักรกลที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนพลังงานผสม ซึ่งกำลังเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเพียวๆ 

สำหรับ Toyota New Camry Hybrid 2024 ที่จะเปิดตัวในไทยเดือนตุลาคมนี้ และมีให้เลือกแค่รุ่นเดียว นั่นก็คือ เครื่อง 2.5 ลิตร Dynamic Force Hybrid THS II (Toyota Hybrid System II) เครื่องยนต์เบนซิน 4 กระบอกสูบ แถวเรียง รหัส A25A-FXS DOHC 16 วาล์ว D-4S VVT-iE ความจุกระบอกสูบ 2,487 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 87.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 103 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.0:1 เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 131 กิโลวัตต์ หรือ 178 PS ที่ 5,700 รอบต่อนาที แรงบิด 221 นิวตันเมตร ที่ 3,600-5,200 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E20 ระบบไฮบริด ประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรถูกออกแบบขึ้นใหม่ ย้ายตำแหน่งของ Motor-Generator MG1 และ MG2 ซึ่งรับหน้าที่ขับเคลื่อนและปั่นไฟแบบแยกจากกัน โดยใช้แกนกลางร่วมกัน (Coaxial arrangement) มาเป็นแบบวางในแนวตั้ง ทำมุมเยื้องกันเล็กน้อย (Multi axial arrangement) นอกจากจะช่วยลดขนาดชุดส่งกำลังให้สั้นลงประมาณ 30 มิลลิเมตรแล้ว ยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้ 15% มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 88 กิโลวัตต์ หรือ 120 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 202 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ไฮบริดแบบนิกเกิลเมตัลไฮดราย ความจุไฟฟ้า 605 แอมแปร์-ชั่วโมง เมื่อผสานกำลังของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะได้กำลังสูงสุด 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า

สำหรับ New Toyota Prius 2024 ที่จะเข้ามาขายในไทยด้วยจำนวนเพียงน้อยนิดแค่ 200 คัน วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่สูบ รหัส M20A-FXS DOHC 16 วาล์ว ความจุ 2.0 ลิตร 1,986 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 80.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 97.6 มิลลิเมตร ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Direct-injection (D-4S) กำลังสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 188 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 5,2000 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้า 1VM กำลังสูงสุด 113 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 206 นิวตันเมตร ทั้งสองระบบมี กำลังสูงสุด 196 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion

การแนะนำรถยนต์ไฮบริดสู่ตลาดรถยนต์ในไทย Toyota Motor Thailand พัฒนาเทคโนโลยีและตอบสนองนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยวางแผนงานเตรียมความพร้อมในการขยายการรองรับการใช้งานรถยนต์ไฮบริดในอนาคต หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด และการบริหารจัดการแบตเตอรี่อย่างครบวงจร มีการก่อตั้งสายการผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ไฮบริด ขึ้นที่โรงงานประกอบรถยนต์ Toyota เกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโรงงาน Toyota ที่ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการนำเทคโนโลยีจักรกลระดับสูง ตลอดจนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดจาก Toyota ที่ประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล สำหรับการผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดเพื่อใช้ในรถยนต์ New Camry Hybrid และ Corolla Cross Hybrid รวมถึงรถยนต์ไฮบริดรุ่นอื่นๆ 

นอกจากสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดแล้ว ความสำคัญของแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ต้องการหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจนครบ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ นับตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค ไปจนถึงกระบวนการจัดการของเสีย (Proper Waste Management) ด้วยกระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Rebuilt) นำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่าง Toyota กับพันธมิตรทางธุรกิจหลายบริษัท เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้สามารถดำเนินงานในโครงการดังกล่าวได้อย่างครบวงจร

จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (First S-Curve) ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลที่แล้ว ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดนโยบายเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลที่แล้วนั่นก็คือ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็น “วิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญ สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว รุนแรงในศตวรรษที่ 21 ได้” แต่โครงการดังกล่าวก็ยังมีความล่าช้าและความเสียเปรียบทางธุรกิจ จากอัตราภาษียานยนต์ไฟฟ้าที่เอื้อให้กับกลุ่มทุนจีนมากกว่าพันธ์มิตรเดิมซึ่งตั้งโรงงานประกอบรถมานานกว่า 50 ปีแล้ว สถานีชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าที่ยังไม่ได้แพร่หลายกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค หรือครอบคลุมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล ปัญหาพลังงานไฟฟ้าที่เอามาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ปล่อยมลพิษซ้ำซ้อน รถยนต์ไฮบริดนั้น ถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีจากการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีส่วนช่วยทำให้ประเทศไทยลดปริมาณสารมลพิษไอเสียบนถนนลงได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่จุดเด่นของไฮบริดก็คือ การไม่ต้องรอชาร์จไฟ วิ่งไกลได้โดยไม่กังวนว่าแบตเตอรี่จะไฟหมด เนื่องจากมีเครื่องยนต์ที่ยังรองรับการขับเคลื่อนหลักอยู่นั่นเอง. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/