เชลล์ หรือ Shell ใช้โรงงานในไทย ขยายกำลังผลิต "จาระบี" เพิ่มขึ้นอีก 10,000 ตันต่อปีรองรับทุกอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนาสารหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

มร.เจสัน หว่อง รองประธานบริหารธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ Shell plc. กล่าวว่า ปัจจุบันเชลล์ครองส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันหล่อลื่นเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นเวลา 17 ปีติดต่อกัน ซึ่งเราจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นกว่า 5 พันล้านลิตรต่อปีให้กับลูกค้าทั่วโลก โดยมีลูกค้าหลักใน 3 ธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรม, การขนส่งสำหรับการค้า (Commercial Road Transport) และรถยนต์ทั่วไป (Passenger cars)

นอกจากนี้เชลล์ กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาสารหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และ New Fluids เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยเฉพาะความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการจัดการความร้อนของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 

สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์มีมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนส่ง ก่อสร้าง, เหมืองแร่, เกษตรกรรม, พลังงาน และการผลิต

...

โดยมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำ คือ Helix, Rimula, Rotella, Pennzoil, Spirax, Tellus และ Omala ที่ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ ให้มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีได้อย่างยาวนาน และลดความถี่การซ่อมบำรุงของเครื่องยนต์

ปัจจุบันธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเชลล์มีลูกค้าราว 1 ล้านคนในตลาด 160 แห่งทั่วโลก โดยมีเครือข่ายผู้กระจายสินค้าขนาดใหญ่ 130 ราย และผู้กระจายสินค้าทั่วไป 1,860 ราย ขณะเดียวกันเชลล์มีห่วงโซ่อุปทานน้ำมันหล่อลื่นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีโรงงานผสมสารหล่อลื่น 32 แห่งรวม JV โรงงานผลิตจาระบี 10 แห่ง รวม JV โรงงาน base oil 4 แห่ง (รวมถึงโรงงาน 1 แห่งที่ไม่ได้ใช้งาน) และแหล่งเก็บ GTL base oil 6 แห่ง

นอกจากนี้ เชลล์ยังมีศูนย์เทคโนโลยีซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี อินเดีย และในญี่ปุ่น และมีทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 300 คน ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อให้เข้าใจความต้องการ ที่แท้จริง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์

อย่างไรก็ตามเชลล์เป็นรายแรกๆ ที่ขายสารหล่อลื่นที่สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น จากก๊าซธรรมชาติ และเรายังพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่ดีกว่าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

มร.เจสัน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรามีความภูมิใจที่จะประกาศการลงทุนครั้งสำคัญในการอัปเกรดโรงงานผลิตจาระบีของเชลล์ประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยนำเสนอโซลูชันที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

ทั้งนี้การอัปเกรดโรงงานครั้งนี้มุ่งยกระดับโรงงานให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตจาระบีอันดับหนึ่งของเชลล์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในฐานการกระจายสินค้าเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของเชลล์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพรีเมียมของเชลล์

...

โดยโรงงานจาระบีที่อัปเกรดใหม่ จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ตันต่อปี จากเดิมที่ผลิตเพียง 5,000 ตันต่อปี ซึ่งกำลังการผลิตใหม่นี้จะครอบคลุมมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการในประเทศไทย เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของโรงงานช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์จาระบีคุณภาพสูงได้ตรงตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้าง และน้ำตาล

ส่วนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่อัปเกรดแบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์จะถูกส่งไปยัง 40 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีตลาดหลักคือ อินโดนีเซียและออสเตรเลีย

ขณะเดียวกันโรงงานจาระบีที่อัปเกรดนี้ใช้เทคโนโลยีจากเบลเยียมเนเธอร์แลนด์ และอินเดีย ได้รับคำปรึกษาเรื่องเทคโนโลยีการออกแบบจากอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรู้ด้านวิศวกรรมของเชลล์โกลบอล การถ่ายทอดความรู้ด้านการออกแบบนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในอนาคต

มร.เจสัน กล่าวอีกว่า ภายใต้กลยุทธ์ Shell Powering Progress โรงงานจาระบีของเชลล์มุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โรงงานแห่งนี้ใกระบวนการผลิตแบบ Art of Control ที่ได้รับการยอมรับจากเชลล์ทั่วโลก

...

รวมถึงเพื่อให้ได้โรงงานที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการผลิตมากที่สุด สามารถผลิตจาระบีคุณภาพสูงได้ตรงตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมเครื่องจักรภายในโรงงานได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายโอนความร้อนได้ดี

รวมทั้งช่วยให้ลดการใช้น้ำมันร้อนของโรงงานได้ถึง 20% ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพดีขึ้น ใช้พลังงานในการผลิตน้อยลง ลดการสูญเสียพลังงาน และลดปริมาณของเสียจากการผลิต (Zero Grease Waste) โรงงานแห่งนี้ยังใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการดำเนินงานช่วงกลางวัน 100% ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 300 ตันต่อปีอีกด้วย

...