สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า Suzuki จะเลิกกิจการในไทย ในสัปดาห์นี้ วันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Suzuki Motor ประเทศไทย ร่อนจดหมายหาสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า จะยกเลิกการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2568 หรืออีกราว 18 เดือน ไปๆ มาๆ ชาวเน็ตบอกว่า งั้นที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ข่าวมโนน่ะสิ ต้องบอกไว้ก่อนว่า คุณควรเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเลิกกิจการ ซึ่งหมายถึง “ไม่มีรถใหม่ขายจากทางค่ายอีกต่อไป” กับ “เลิกประกอบรถในไทย” ซึ่งแปลว่ายังมีรถขายอยู่ แต่รถเหล่านั้นจะมาจากประเทศอื่น แล้วยังไงต่อ บทความวันนี้ เราจะมาดูโอกาส ทำนายความเป็นไปได้ของแบรนด์นี้ในอนาคตอันใกล้
การเลิกกิจการ กับการเลิกประกอบรถนั้น เรามองเป็นสองกรณีก่อน ในกรณีแรก หลายคนบอกว่า เลิกประกอบรถก็คือเลิกกิจการ ถ้าหมายถึงโรงงานนั้นนับเป็นกิจการก็คงใช่ล่ะครับ แต่ส่วนที่เลิกไป ณ เวลานี้ ก็คือโรงงานประกอบรถของฝั่งประเทศไทย ส่วนการขายรถ รวมถึงแผนการที่จะนำเข้ารถใหม่นั้นก็ยังมีอยู่ ไม่เช่นนั้น หลังจากที่ทาง SMT (Suzuki Motor Thailand) เรียกประชุมดีลเลอร์แบบลับๆ ถึงแผนธุรกิจ 7 ปี ทำไมหลังจากนั้น จึงมีทั้งดีลเลอร์ที่เลิกกิจการ และดีลเลอร์ที่ยังอยู่ต่อ ถ้าอนาคตมันมืดมัวขนาดนั้น ผู้แทนจำหน่ายอย่างน้อยเกินครึ่งก็น่าจะมีการเคลื่อนไหว หรือเตรียมหาลู่ทางย้ายไปขายรถของค่ายอื่น ถูกไหมครับ
...
แต่ถ้าจะให้ยักไหล่บอกว่า “แล้วไงล่ะ ก็เลิกประกอบ ไม่ได้เลิกขาย ทุกอย่างเหมือนเดิม” ผมก็ต้องเสนอความเห็นว่า ไม่ครับ มันไม่เหมือนเดิม ผมเองก็ต้องยอมรับว่าแทงหวยผิด การตัดสินใจประกาศเลิกผลิตรถจากโรงงานไทยนั้น ผมก็ไม่ได้คาดว่าเขาจะประกาศกันเร็วขนาดนี้ อย่างน้อยน่าจะเหลือเวลาอีก 2-3 ปี แต่ก็ไม่ได้ออกตัวแรงว่าจะไม่เลิกผลิตรถในไทย เพราะมันมีข้อมูลประกอบที่บ่งชี้ว่า ไม่มีความคุ้มทุนถ้ายังขืนจะประกอบต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่ Suzuki จะกลับไปขายรถในลักษณะเดียวกับที่พวกเขาเคยทำ นั่นก็คือขายรถที่มาจากอินโดนีเซีย
การประกอบ Suzuki ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยตัวโรงงานเริ่มสร้างที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ในปีก่อนหน้านั้น การที่โรงงานแห่งนี้ผุดขึ้น ก็เพราะในสมัยนั้นไทยเรามีนโยบายสิทธิภาษีสรรพสามิตพิเศษสำหรับอีโคคาร์ เฟส 1 ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ทำให้คุณเหมือนได้ใช้รถพวกคลาส 1.5 ลิตร อย่าง Vios และ City แต่แลกกับพลังเครื่องยนต์น้อยลงหน่อย ประหยัดน้ำมันขึ้น มลภาวะน้อยลง และมาในราคาที่ถูกลง เมื่อกลไกทางภาษีทำให้สามารถตั้งราคารถแบบที่ผู้ซื้อว้าวได้ การตั้งโรงงานประกอบขายจึงเป็นเรื่องสมเหตุผล แล้วโรงงานไทยของ Suzuki ก็ประกอบแต่อีโคคาร์เท่านั้นจริงๆ สามรุ่น คือ Swift, Ciaz และ Celerio
...
ในช่วงแรกนั้น ปัจจัยเกื้อหนุนที่มีคือเงื่อนไขพิเศษทางภาษี และยกระดับต่อด้วยโครงการรถคันแรกที่ให้ส่วนลดสำหรับผู้ซื้อรถ ซึ่งอีโคคาร์นี้ก็เข้าข่ายได้รับส่วนลดด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ แล้วมาบวกกับดีไซน์ของ Swift โฉมประกอบไทย ที่เรามักเรียกว่า Swift Eco นั้น ทำให้ Suzuki กลายเป็นรถป๊อปปูลาร์ ขับไปไหนก็เจอ Swift Eco นี่ไม่ใช่รถวิศวกรรมและดีไซน์อาเซียนนี่ครับ มันคือ Suzuki Japan แท้ๆ ที่ตั้งใจทำเรื่องดีไซน์มาดีมาก มีความเป็นญี่ปุ่นปนอิตาเลียน เพราะดีไซเนอร์ญี่ปุ่นไปกินๆ นอนๆ อยู่อิตาลี เพื่อซึมซับเอาแรงบันดาลใจในการออกแบบมา สมัยนั้นอีโคคาร์ยุคเริ่มต้นมีแค่ March, Mirage และ Swift ศัตรูมีไม่มาก หน้าตาก็หล่อ จำได้ว่าสมัยนั้น มีคนพยายามรวยจากการซื้อขายใบจอง Swift สำหรับคนที่อยากได้คิวรับรถเร็ว วางจอง 5,000 เอามาขายต่อ 30,000-40,000 แล้วแต่สีรถ
...
คุณทราบไหมครับว่า Suzuki ก่อนมีโรงงานในไทยประกอบ Swift ขายนั้น ขายรถได้ปีหนึ่งไม่ถึง 3,000 คันด้วยซ้ำ เพราะมีแต่รถพาณิชย์อย่าง Carry รถ 1.5 ประกอบอินโดฯ ราคาแพงอย่าง Swift รุ่นก่อนหน้า แล้วก็รถแปลกเล็กกว่า CR-V แต่แพงกว่า X-Trail อย่าง Vitara รวมถึงรถที่ไม่มีข้อเด่นชัดเจนอย่าง SX-4 แต่พอมีการประกอบรถในไทย บวกกับการเปิดตัวอีโคคาร์ 3 แพ็ก ยอดขายก็เปรี้ยงปร้าง 3 แพ็กที่ว่าคือมีตั้งแต่อีโคแบบถูกจริงเน้นใช้งานอย่าง Celerio อีโคแบบเอาใจผู้ใหญ่ชอบรถมีท้ายอย่าง Ciaz และอีโคแบบเอาใจวัยรุ่นอย่าง Swift
...
แต่หลังจากหมดโควตารถคันแรก ประกอบกับ Toyota เริ่มตั้งหลักผลิตอีโคคาร์ขายแข่งกับเจ้าอินดี้ทั้งหลายได้ ยอดขายก็เริ่มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับที่ประคองตัวในทางธุรกิจได้ โมเมนตัมของทางค่ายสวิงขึ้นในช่วงปี 2017-2018 ด้วยการมาของ Swift เจเนอเรชันใหม่หัวฉีดคู่ Dual-jet ซึ่งก็ช่วยพยุงยอดขายมาเรื่อยๆ อย่างในปี 2020 แม้จะมีวิกฤติ COVID แต่ยอดขายกลับเพิ่มด้วยซ้ำไป แต่หลังจากนั้นก็ทยอยค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ ปกติขายรถปีละ 22,000-28,000 คัน แล้วล่าสุดคือปี 2023 ขายได้เพียง 12,151 คันเท่านั้น ถ้าคุณเอายอดขายรถ Suzuki เทียบกับ Timeline การมาของรถไฟฟ้าจีนราคาประหยัด ไม่ต้องใช้ระดับด็อกเตอร์ก็มองออกว่า รสนิยมของผู้บริโภค Shift ไปทาง EV และส่งผลกระทบต่อยอดขายจริง
ทีนี้สภาพการณ์ที่เป็นในปัจจุบัน เราก็ไม่ได้จะไปด่ารัฐบาลไหนๆ ว่าคิดนโยบายกันยังไงนะครับ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านโยบายที่เกี่ยวกับทางด้านการนำเข้ารถยนต์ของเรา เอื้อประโยชน์ต่อจีนมาก และไม่แฟร์ต่อค่ายที่ไม่มีการประกอบรถพวงมาลัยขวาจากจีน เรื่องนี้บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็น Agreement ที่เรามีกับทางจีนมานานแล้ว หรืออาจจะมองว่าเราได้ประโยชน์จากเรื่องอื่นมาชดเชยกับเรื่องนี้ แต่ในภาพรวมอุตสาหกรรมรถ สิ่งที่เป็นอยู่ มันก็เอื้ออำนวยกับทางจีนจริงๆ ถูกต้องหรือไม่ และมันไม่แฟร์กับผู้ผลิตรถจากประเทศอื่นจริงหรือไม่ หรือถ้าต้องการจะแฟร์จริง ทำไมไม่หาทางต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางสรรพสามิตสำหรับอีโคคาร์ เพื่อดึงเอาการลงทุนจากญี่ปุ่น ดึงเอาโรงงานตรงนี้ไว้
หรือว่าเราจะสนใจแค่การผลักดันรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ทั้งที่ความจริง รถเครื่องสันดาปที่น้ำหนักเบา ล้อและยางกะปิ๊ดเดียว ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กนั้น เมื่อคุณรวมมลพิษทั้งหมดตั้งแต่ตอนก่อนผลิต ตอนผลิต ไปถึงตอนย่อยสลาย รถเล็กๆ เหล่านี้อาจจะทำลายโลกน้อยกว่ารถไฟฟ้าคันโตล้อ 18-20 นิ้ว มีหลายร้อยแรงม้าด้วยซ้ำไป
แต่ในเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้สนใจจะต่อวีซ่าให้อีโคคาร์ บริษัทรถ ซึ่งแม่เจ้าของบริษัทก็ไม่ใช่คนไทย ก็ต้องมองความคุ้มค่าในการประกอบรถขายต่อไปในภายหน้า อ้าว ถ้าสมมติว่า Swift เจเนอเรชันต่อไป รับภาษีอัตราเดียวกับรถเก๋งปกติ ราคามันก็จะแพงกว่าปัจจุบัน คุณคิดง่ายๆ ว่าให้จ่ายแปดแสนบาทซื้อ Swift ในขณะที่งบเท่ากันคุณได้ BYD Dolphin 204 แรงม้า ถามว่า คุณเป็นคนทำธุรกิจ เห็นแบบนี้ยังจะดื้อประกอบขายต่อไปไหมครับ รถอีโคคาร์สามรุ่นที่ขายอยู่ จึงเป็นอีโคคาร์ทั้งรุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของ Suzuki ในไทยไปพร้อมๆ กัน
ทั้งนี้ ถ้าจะพูดให้ถูก เราก็ไม่ควรจะโทษแต่นโยบายของรัฐบาลหรอกครับ ถ้ามองจากมุมของคนที่อ่านข่าวรถทุกวันแบบผม ผมมองว่า Suzuki เองก็ขาดผลิตภัณฑ์ที่จะมาจับให้ลูกค้ายังสนใจค่ายตัวเองอยู่ รถ EV ของ Suzuki เองก็มาเกิดบนโลกช้ากว่ารถของจีนหรือเกาหลีเยอะ ถ้าคุณยังภักดีกับแบรนด์ Suzuki ผมก็จะบอกว่า คุณดูเจ้ารถต้นแบบ eVX เอาไว้ครับ แล้วพยายามนึกภาพตามว่า รถคันนี้จะมาขายจริงแน่นอนในตลาดโลกปี 2025 แต่มันจะไม่ได้หน้าตาล้ำยุคแบบนี้นะครับ ลองเอาเส้นสายรายละเอียดของรถปีปัจจุบันอย่าง Grand Vitara ระบายลงบนโครงตัวถังของรถต้นแบบนั้นหน่อย คุณก็จะได้รถที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น มันจะใช้แบตเตอรี่ขนาด 60kWh และมีพิสัยวิ่งได้ไกล 550 กม.
จากที่ตอน SMT แถลงเรื่องการปิดโรงงาน มีวรรคหนึ่งที่บ่งชี้ว่า ต่อไปนี้พวกเขาจะนำเข้ารถจากประเทศในอาเซียน ญี่ปุ่น และอินเดีย บางท่านเลยคาดการณ์ว่า คงมีการเอา EV สักรุ่นมาจากญี่ปุ่น และมันน่าจะเป็นเจ้า eVX ผมเลยไปลองสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมมา กลายเป็นว่า eVX นี้ จะผลิตจากโรงงาน Gujarat ของ Maruti Suzuki ที่อินเดีย และส่งออกไปขายที่อื่นในโลก รวมถึงญี่ปุ่น ในเมื่อคนญี่ปุ่นก็ใช้ eVX จากอินเดีย ผมว่าบ้านเราก็ไม่น่าได้รถรุ่นนี้ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นหรอกครับ แต่ภายในปลายปีนี้ คุณจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ EV ของ Suzuki มากขึ้น เห็นความชัดเจนในการอยู่รอดของ Suzuki มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้า EV ของ Suzuki จะมาจากอินเดีย ก็บอกได้เลยว่า ราคาไม่ถูก เพราะอินเดียไม่ได้มีสิทธิพิเศษในเรื่องภาษีนำเข้ารถยนต์ครับ แล้วยิ่งถ้าบอกว่ามาจากอินเดีย คนไทยย่อมมีความคิดดูถูกรอต้อนรับไว้ก่อนอยู่แล้ว เหมือนที่เราเคยด่ารถอินโดนีเซีย ซึ่งในภายหลังถ้า Quality Control เจ๋งพอ คนก็จะยอมรับได้เอง ผมกลัวแค่ว่าราคาเมื่อมันมาถึงเมืองไทย สุดท้ายก็แพงกว่ารถจีน แล้วพอจะซื้อด้วยความมั่นใจว่าเป็นรถแบรนด์ญี่ปุ่น ก็จะโดนเพื่อนทักว่า ญี่ปุ่นแต่ประกอบอินเดียนะ คนกำเงินก็จะเกิดความวิตกจริต นี่คือการบ้านที่ SMT ต้องไปคิดว่า ถ้าไอ้รถที่จะเป็น “ความหวังเดียวในโลกรถถ่าน” ของพวกเขาต้องมาทรงนี้ จะทำอย่างไรให้คนไทยเชื่อมั่น และยอมรับ ยอมซื้อได้
ประเทศที่เราสามารถนำเข้ารถมาขาย แล้วไม่โดนบวกเยอะ และยังสามารถทำราคาแข่งกับรถประกอบในประเทศไทยได้ ก็คืออินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบัน Ertiga และ XL-7 ที่ขายในไทย ก็มาจากอินโดนีเซียอยู่แล้ว การเลิกโรงงานไทยไปไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว หลายท่านก็ไปค้นดูเว็บไซต์ Suzuki อินโดนีเซียว่า เราจะมีรถรุ่นไหนแปลกๆ จากอาณาจักรศรีวิชัยมาขายได้อีกบ้าง บางท่านก็พบรถขนาดเล็กเด็ก ม.ปลาย อย่าง S-Presso ซึ่งหน้าตาก็น่ารักดีไม่หยอก เป็นรถจิ๋วประหยัดน้ำมัน ขนาดตัวจริงๆ เล็กกว่า Celerio นิดหน่อย ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์ AMT ซึ่งเป็นเกียร์ที่กลไกเหมือนเกียร์ธรรมดา แต่มีชุดกลไกกับไฟฟ้าในการเปลี่ยนเกียร์ให้เราเหมือนเกียร์อัตโนมัติ เหมือนเกียร์ MG3 รุ่นแรกๆ น่ะครับ แต่ขออนุญาตหักอกนิดนึง เพราะว่ารถ S-Presso ที่ขายในอินโดนีเซีย ก็นำเข้ามาจากโรงงานอินเดียครับ ตามกฎแล้ว จึงไม่สามารถรับการงดเว้นภาษีนำเข้าได้
เช่นเดียวกับ Suzuki JIMNY 5 ประตู ซึ่งมีคนบอกว่า น่าจะเอามาขายได้ อันนี้ถ้าเอาตามข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน JIMNY 5 ประตู ยังประกอบจากโรงงานในอินเดียแล้วนำเข้ามาขายในอินโดนีเซียอยู่ครับ ที่สำคัญคือตลาดอินโดฯ อินเลิฟกับรถรุ่นนี้มากจนสั่งรถวันนี้ ก็ต้องรอกันขั้นต่ำ 5 เดือน บางเคสก็ครึ่งปีกว่าจะได้รถ เมื่อถามถึงลู่ทางว่า จะมีการประกอบ JIMNY ในอินโดนีเซียหรือไม่ ทาง Suzuki ที่อินเดียก็บอกว่า “ก็ถ้าโรงงานที่อินเดียผลิตไม่พอมาขาย เราก็ต้องเพิ่มโรงงานที่อินโดนีเซีย แต่ในปัจจุบัน เขามองว่ากำลังการผลิตยังพอได้อยู่” ดังนั้นถ้าอยากใช้ JIMNY ในราคาถูก SMT ก็ต้องคุยกับทางอินโดฯ และอินเดีย ซึ่งถ้าเจรจาให้ไปประกอบอินโดฯ แล้วเอายอดขายรถที่ไทยไปช่วยบวกยอดให้เยอะจนโรงงานอินเดียบอกว่า “ทำไม่ได้” นั่นล่ะครับ เราถึงจะมีโอกาสใช้ JIMNY แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม มันจะไม่ได้มาในราคา 7 แสนแน่นอน แต่ไม่โหดเท่าราคารถนำเข้าญี่ปุ่น เพราะเรื่องภาษีนำเข้า
ถ้าค้นดูสักนิด คุณจะพบว่า รถที่อินโดฯ ผลิต เมืองไทยก็เอามาขายอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันคือ XL-7, Ertiga และ Carry ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยทำยอดขายได้ประมาณ 20% ของยอดขาย Suzuki ในไทยทั้งหมดรวมกันตลอดปี
ดังนั้น ถ้าเอารถทุกรุ่นที่ขายอยู่ ณ ปัจจุบันมาพูดกัน เราแทบไม่เห็นโอกาสในการมีรถโมเดลใหม่ ตัวถังใหม่ ในราคาที่เป็นมิตร จากที่ Suzuki แถลงมา ผมก็เดาว่า ในช่วงหลังจากนี้ไป รถประกอบในไทยก็จะยังขายต่อไปจนหมดสต๊อก ส่วนรถที่เอามาจากอินโดนีเซียอยู่แล้ว ก็จะเอามาจากอินโดนีเซียต่อไป โดยในปี 2025-2026 น่าจะมีรถ EV ที่เป็นเวอร์ชันขายจริงของ eVX มาจากฝั่งอินเดีย..ที่คิดว่าตัวนี้จะมาจากอินเดีย เพราะจากข้อมูลที่ค้นมา ก็เห็นว่าอินเดียจะผลิตรุ่นนี้ส่งกลับไปญี่ปุ่น แปลว่าญี่ปุ่นไม่ได้ทำขายเอง ส่วนรถที่จะยังนำเข้าจากญี่ปุ่นต่อไป ก็น่าจะเป็น JIMNY นั่นล่ะครับ
นี่คือการคาดเดา จากการนั่งไล่หาและอ่านข้อมูลนะครับ ไม่ใช่ข้อมูลที่ SMT บอกผม เดี๋ยวจะเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม นั่นคือ Worst Case Scenario ถ้ามันจะไม่มีการปรับแผนใดๆ ในเรื่องการผลิตเลย แต่ถ้าสมมติว่ามีการปรับยุทธวิธีเพื่อดำรงความสามารถในการอยู่รอดในตลาดประเทศไทย โดยอาศัยประเทศเพื่อนบ้าน ก็พอมีทางอยู่ ถ้าคุณคิดจะพึ่งทางอินโดนีเซีย ก็ต้องระลึกไว้ว่าคนอินโดฯ ชอบรถสไตล์สมบุกสมบัน ไม่ก็บรรทุกคนได้เยอะมาก ไอ้การจะประกอบ K-Car เก๋ๆ ที่เอารูปทรงมาจากรถสเปกญี่ปุ่น มันเป็นไปได้ยากมาก แต่ถ้าเป็นรถสไตล์ SUV/Crossover อันนี้ มีโอกาสในการขายทั้งในไทยและอินโดนีเซีย เราก็ต้องไปมองว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
Suzuki Ignis ที่มาดลุยพอได้ และมีผลิตขายในญี่ปุ่นด้วย แน่นอนว่าพึ่งเซียงกงญี่ปุ่นได้ แต่รถรุ่นนี้ทำตลาดมา 6-7 ปีแล้ว ถ้าขืนเอามาขายไทยปี 2024 มันก็จะเป็นน้ำปลาค้างชั้นเปล่าๆ ไม่คุ้มที่จะนำมาขายหรอกครับ แล้วเช่นกัน รถรุ่นนี้ก็ไม่มีการประกอบที่อินโดนีเซีย แต่คุณผู้อ่านท่านหนึ่งแนะนำมาว่า มีรถที่อายุน้อย ทรงสวย น่าจะจับลูกค้าในไทยได้ และจับลูกค้าในอินโดนีเซียได้ด้วย นั่นคือ Suzuki FRONX ซึ่งเป็นครอสโอเวอร์ที่มีขนาดตัวยาว 3.9 เมตร แต่ลำตัวกว้าง ไซส์รถน่าจะเล็กกว่า Honda WR-V แต่หน้าตาสวยล้ำสมัย เพราะตอนออกแบบใช้ทีมญี่ปุ่นเข้ามาช่วยกันกับอินเดียด้วย
FRONX มีรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ซึ่งคนไทยไม่น่าจะมีวาสนาได้ใช้ กับเครื่อง 1.2 ลิตรหัวฉีดคู่แบบที่ใช้อยู่ใน Swift บ้านเรา และมีรุ่นส่งออกที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Mild-Hybrid แบบที่มีวางใน Ertiga Hybrid และ XL-7 Hybrid บ้านเรา ซึ่งสำหรับรถตัวเล็กขนาดนี้ พละกำลัง 1.5 Mild-Hybrid น่าจะเหลือพอ ตอนอยู่ใน Ertiga ก็ไม่ได้อืด แต่การนำเข้ามาจากอินเดียเพื่อขายนั้น ก็ต้องดูว่าราคาจะแข่งขันได้หรือไม่ ถ้ามาแล้วทะลุไปเจ็ดแปดแสน โอกาสขายได้มี..แต่น้อย แต่ถ้าถูกกว่านั้น ก็น่าจะขายได้มากขึ้น วิธีจะทำให้ราคาถูก ก็ยังมีทั้งเจรจาเอามาประกอบในอาเซียน แล้วแบ่งงานกันกับอินเดีย โรงงานอินเดียก็ส่งรถไปตะวันออกกลางกับอเมริกาใต้ ส่วนอินโดนีเซีย ก็รับผิดชอบบ้านเกิดกับไทย และออสเตรเลีย/โอเชียเนีย
อย่าคาดหวังว่า Suzuki Global หรืออินเดีย จะทำอะไรเป็นพิเศษเพื่อประเทศไทยประเทศเดียว เพราะในโลกธุรกิจ เจ้าของบริษัทจะถามผู้จัดการเสมอว่า มีโอกาสขายไหม และถ้าขาย ขายได้กี่คัน คุ้มค่าลงทุนหรือเปล่า เราจึงไม่ควรเพ้อฝันถึงรถที่มีแต่คนไทยกรี๊ด แต่อินโดนีเซียไม่ต้องการ อาเซียนชาติอื่นไม่ต้องการ จะทำอะไรก็ต้องมองโอกาสที่จะขายได้มากๆ ทั้งในประชาคมอาเซียน และเลยไปถึงตลาดพวงมาลัยขวาในประเทศที่อยู่ฝั่งตะวันตกของอินเดียไว้ก่อน
นอกจากนี้ การพัฒนาขุมพลังไฮบริด ที่เป็น Full-Hybrid จริงๆ ไม่ใช่ Mild-Hybrid ก็จะช่วยให้สามารถรับภาษีสรรพสามิตได้ถูกลง ส่งผลให้ราคารถน่าซื้อมากขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องคุยกับรัฐบาลให้ดีว่า รถไฮบริดจะได้อัตราสรรพสามิตที่ถูกกว่ารถสันดาปแบบนี้ตลอดไป ถ้าจู่ๆ พี่แกเกิดหักหลังขึ้นมา..เอ๊ะ แต่คงไม่หรอก เพราะ Toyota น่าจะเลิกคิ้วนิดๆ ถ้าใครในรัฐบาลคิดจะทำเช่นนั้น
นี่ก็คือประมวลสถานการณ์คร่าวๆ สำหรับ Suzuki ในแบบที่ไม่ได้ไปถาม หรือคุยกับคนใน SMT มา แต่ดูจากปัจจัยในประเทศรอบข้างที่ Suzuki บอกว่า ต่อไปนี้เราจะอาศัยรถจากประเทศเหล่านั้น ซึ่งดูแล้วผมก็คิดแค่ว่า จังหวะการออกมาแถลงครั้งนี้ดูเร็วไปหน่อย ควรจะรอให้มีการยืนยันความคืบหน้าของรถที่จะมาขายเพิ่มเติมให้ดีลเลอร์มีกำลังใจบ้างก่อน ถ้าคุณบอกว่า มีรถใหม่มา 2 รุ่นนะ แต่เลิกประกอบรถ 3 รุ่นในไทย ผมเชื่อว่าผู้คนก็จะไม่รู้สึกตกใจมากขนาดนี้ เรื่องนี้ผมพูดจากความเห็น โดยไม่จำเป็นต้องปกป้องหรือด่าค่ายรถ เพราะจริงๆ แล้วค่ายรถก็ฟังคำแนะนำจากเรา แต่สามารถกระทำได้หรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ที่แน่ๆ การที่ส่งสัญญาณมาล่วงหน้าปีครึ่ง ก็ยังดีกว่าครึ่งปี สำหรับคนที่ทำงาน ณ โรงงานซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน และคนที่ต้องอาศัยน้ำเลี้ยงจากโรงงานปลวกแดง ก็ยังพอมีเวลาในการหาลู่ทางเลี้ยงชีพตัวเองต่อไป มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด มันไม่ได้สนุกเลยที่เห็นคนเสียงาน แต่นี่คือโลกธุรกิจ และโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนการใช้ชีวิตของคน เหมือนสมัยหนึ่งที่ผมเคยทำงานธนาคารเมื่อ 20 ปีก่อน คุณเชื่อไหมว่างานด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็มกับงานบริหารสาขา คือชนหมู่ใหญ่ และไม่มีใครสนใจธนาคารออนไลน์แม้แต่น้อย 10 ปีหลังจากนั้น ทุกแผนกที่ผมพูดมา มีแต่ฝ่ายธนาคารออนไลน์ที่เพิ่มกำลังคนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หน่วยงานอื่นโดนลดคนเป็นว่าเล่น
มันก็คือความจริงในธุรกิจ ว่า Everything has its cycle ครับ
Pan Paitoonpong