Saab นั้นเป็นบริษัทที่มีความดื้อตาใสแบบวัยรุ่นสวีเดนสูงมาก อะไรที่พวกเขาตั้งใจว่าจะทำและคิดว่า “แบบนี้ถูกต้อง” ก็จะดึงดันทำตามนั้นให้ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ผลดีในเชิงการเงินของบริษัทเสมอไป ในเรื่องราวของ Saab ตอนที่สองนี้ เราจะมาดูรถในช่วงที่แบรนด์เริ่มวางตัวเองเป็นผู้บริหาร ตลอดจนการมาครอบครองบริษัทโดย General Motors ซึ่งต่างคนต่างก็มีจุดอ่อนของตัวเอง ความดื้อของ Saab กับความหัวโบราณของ GM ส่งผลให้รถแห่งชาติของสวีเดนที่อยู่รอดมาได้นานหลายปี กลายเป็นอดีตที่นึกถึงแล้วขมขื่น

...

สัปดาห์ที่แล้ว มีข่าว Suzuki จะเลิกทำตลาดในไทย ซึ่งก็โป๊ะแตกว่าไม่ใช่ สัปดาห์นี้ ก็มีข่าวของค่ายอีก S หนึ่ง คือ Subaru ที่ประกาศเลิกผลิตรถในไทย หลายคนตื่นเต้นไปต่างๆ นานา เลิกผลิตกับเลิกทำตลาด ไม่เหมือนกันนะครับ ถึงแม้จะเป็นคำส่อว่ามีบางอย่างต้องถดถอยไป ด้วยสภาพการแข่งขันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ Subaru ขาดรถที่สดใหม่ทันสมัย ใครเห็นก็อยากซื้อ แล้วมาในราคาที่คนส่วนมากซื้อหาได้ ประกอบกับโรงงานในไทยก็ดำเนินการโดยขาดทุนแบกยับตั้งแต่ปีก่อตั้ง เลิกผลิตในไทยน่ะถูกต้องแล้วครับ ถ้าคุณโตมาในยุค XV กับ Forester ประกอบในไทยและอาเซียน คุณจะคิดว่า Subaru ไทยไม่รอดแน่ แต่กับพวกผมที่อยู่ผ่านยุคตึกเสรีไทยสร้างเสร็จใหม่ๆ Subaru ที่ถูกสุดคือ Impreza 1.6 ลิตร 95 แรงม้า ราคาเท่า Camry และมียอดขายรวมทุกรุ่นเดือนละสิบคัน ลานจอดที่สำนักงานเสรีไทยโล่งจนซัดเต็มสองเกียร์ได้.. ผมไม่ตื่นเต้นอะไรเท่าไร ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิม..มันแค่กลับไปเหมือนสมัยก่อนโน้น แต่มีจำนวนดีลเลอร์เยอะกว่า

กลับมาที่ S ตัวที่เรากำลังคุยกันอยู่ ก็คือ Saab ยานยนต์ DNA อากาศยานแห่งสัญชาติสวีเดนกันครับ

ในยุค 1980s หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ 900 พอสมควรแล้ว Saab มองตัวเองว่า 1. ฉันจะเริ่มทำรถระดับผู้บริหารจริงจังแล้วล่ะ แต่ 2. ฉันไม่มีเงินเยอะเสียด้วยสิ ดังนั้น การจะพัฒนารถสักรุ่น ก็เลยต้องหาวิธีประหยัดเงินหน่อย ทำอีท่าไหนไม่ทราบ Saab ก็ได้ไปคุยกับผู้บริหาร Fiat Group ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีที่มีแบรนด์ในเครือมากมายสมัยนั้น Saab ก็ร่วมทุนทำวิจัยแพลตฟอร์มตัวถัง Type 4 กับพวกอิตาเลียน ซึ่งทำให้ออกมาเป็น Fiat Croma, Lancia Thema, Alfa Romeo 164 และท้ายสุดคือ Saab 9000 ซึ่งเริ่มขายตั้งแต่ปี 1984 และจบการผลิตในปี 1998 ถือว่าเป็นรถที่ทำตลาดอยู่นานมาก นานกว่าเบนซ์ 190E เสียอีก

...

แต่โดยนิสัยของ Saab มักจะดื้อแบบเด็กวัยรุ่นอย่างที่ผมจั่วหัวบทความไว้ เป็นความดื้อแบบที่มาจากความปรารถนาดี แต่ส่งผลในเรื่องการเงินพอสมควร Saab มองว่าตัวเองอยากเข้าไปตีตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างจริงจัง ปัญหาก็คือ รถตระกูล Type 4 ทั้งหลายนั้น ไม่ได้สร้างมาโดยตั้งใจให้ผ่านมาตรฐานการชนของ USA ทำให้วิศวกร Saab ต้องลงมือเสริมความปลอดภัยเอง ดัดแปลงตัวถังส่วนกันชนหน้า/หลัง โครงสร้างเฟรมหลักบางส่วน และยังต้องออกแบบประตูทุกบานขึ้นมาใหม่ เพราะคานเหล็กนิรภัยที่ Saab ใส่เพิ่มมีขนาดใหญ่และหนักมาก นอกจากนี้ Saab ยังออกแบบช่วงล่างหลังเสียใหม่ Type 4 รุ่นอื่นใช้ช่วงล่างสตรัทอิสระ 4 ล้อ แต่ Saab เปลี่ยนช่วงล่างหลังเป็นแบบคานบิด นี่ยังไม่นับเรื่องเครื่องยนต์ที่ไม่ยอมใช้เครื่องอิตาเลียนเลย แต่พยายามดัดแปลงเครื่องตระกูล B ของตัวเอง จากเดิมที่วางตามยาว เปลี่ยนมาวางขวาง

...

แต่รูปแบบของแพลตฟอร์ม Type 4 ที่เป็นเครื่องยนต์แบบวางขวางก็มีข้อดีของมัน เพราะตัวรถของ Saab 9000 จริงๆ นั้นสั้นกว่า 900 เสียอีก แต่พอหน้ารถไม่ต้องยาวยืดเยอะ ก็ทำให้เนื้อที่ในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้น นั่งสบายขึ้น ความซับซ้อนในการออกแบบตำแหน่งเครื่องกับเกียร์ก็ไม่ต้องมี Transaxle แบบ 900 แต่เอาต้นทุนไปใส่ในเรื่องความหรูหรา อุปกรณ์ติดรถมากขึ้น Saab 9000 ช่วงแรกๆ เปิดตัวมีปัญหาเรื่องตัวถังและการประกอบอยู่บ้าง แต่สวีเดนก็แก้จนจบ และยอดขายก็ถือว่าน่าชื่นชมในช่วงปี 1987-1991 ขายได้เดือนละ 4-5 หมื่นคันทั่วโลก นอกจากนี้ ตอนที่บ้านเราทลายกำแพงภาษีรถนำเข้าในช่วงปี 1992 นั้น บริษัทออโต้เทคนิคก็นำ Saab รุ่น 900 Classic และ 9000 เข้ามาจำหน่าย ความที่คนไทยเข้าไม่ถึงรูปทรงอันประหลาดโบราณของ 900 ทำให้ 9000 กลายเป็นรถที่ขายดีกว่าเยอะ และเป็นรถที่ทำให้ Saab ในประเทศไทยตั้งตัวได้

Saab 9000 มีเครื่องยนต์หลายแบบนะครับ ตั้งแต่เครื่องไม่มีเทอร์โบ 130-150 แรงม้าในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นก็ทยอยเอาเครื่องเทอร์โบแรงดันต่ำบูสต์น้อยมาขายแทนพวกเครื่องไม่มีเทอร์โบ อย่างเครื่อง 2.3 ลิตร 150 แรงม้า ก็แทนที่ด้วย 2.0LT 150 แรงม้า แต่พวกตัวแรงๆ ที่ขับสนุกจริงต้องพวกรุ่น 2.3 FPT (Full Pressure Turbo) ซึ่งจะมีแรงม้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 200 หรือถ้าสุดตารางเลย ก็พวก 9000 Aero ซึ่งมีแรงม้า 225 ตัว ในสมัยนั้นผมขับเบนซ์ 6 สูบ เจอ Saab Aero แซงที่ความเร็ว 160 ผมเลยลองพยายามกดตามบนทางลอยฟ้าที่ออกไปนครปฐม แล้วพอไต่จะถึงตูด คนขับ Saab คันนั้นก็เดินคันเร่ง...สวีเดน 1 เยอรมัน 0 ครับ ทำให้ผมข้องใจมากและพยายามหาทางขับ Saab เทอร์โบ พอได้ขับก็หายสงสัย หน้าตามันแก่แต่แรงมันร้ายครับ

...

คุณรู้จักระบบ TRIONIC ของ Saab ไหมครับ? ตั้งแต่เมื่อ 31 ปีก่อน Saab ใช้ระบบนี้ในรถของตัวเอง ถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะอยู่ในพวก 9000 เครื่องเทอร์โบปี 1995 เป็นต้นมา ระบบนี้เป็นสมองกลคุมการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีวิทยาการล้ำหน้ายิ่งกว่าเครื่องยนต์ใดๆ ในยุค 90s ตอนต้น ใช้ ECU 32-Bit (ในปี 1993) ควบคุมการจ่ายน้ำมัน การจุดระเบิด บูสต์เทอร์โบ และเป็นระบบจุดระเบิด Direct Injection ใช้ Ionization sensor จับจากหัวเทียน ว่าเครื่องยนต์มีการชิงจุดระเบิดหรือไม่ แล้วปรับบูสต์ ปรับน้ำมันและองศาไฟจุดระเบิดเพื่อให้เรียกพลังได้สูงสุด หัวฉีดสามารถพ่นเป็นจังหวะได้จนถึงเสี้ยววินาทีก่อนวาล์วไอดีปิด หัวเทียนสามารถจุดระเบิดได้หลายครั้งในจังหวะเผาไหม้เดียว (Multi-spark) แถมยังสามารถใช้โปรแกรมเฉพาะของมันในการ “Remap” จูนโดยไม่ต้องใช้กล่องพ่วงได้ ผมว่า Saab หมดเงินไปกับการพัฒนาระบบนี้มาก จนได้รับการยอมรับว่าชิปที่คุม TRIONIC เป็นสมองกลรถยนต์ที่ประมวลผลได้เยอะและเร็วที่สุดในโลกสมัยนั้น

ครั้นพอ Saab 900 อยู่ในวัยชราเต็มที และ 9000 ก็ไม่สามารถพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัทได้ Saab ในช่วงปี 1989 จึงต้องมองหานายทุนใหญ่มาช่วยให้บริษัทอยู่รอด แล้วความช่วยเหลือก็มาในชื่อของ General Motor (GM) ขณะนั้น Saab เองก็กำลังมองหาเงิน ส่วน GM เองก็อยากได้แบรนด์พรีเมียมเอาไว้แบ่งเค้กจาก BMW และเบนซ์บ้าง GM ยุโรปในเวลานั้นมีแบรนด์ทำเงินหลักเป็น Opel/Vauxhall ซึ่งเป็นรถ Mass ระดับเดียวกับ Toyota หรือ Ford และทาง GM เชื่อว่าพวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนข้อได้เปรียบซึ่งกันและกันได้ ในปี 1989 GM ก็ซื้อหุ้นของ Saab ไป 50% ทำให้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจทางธุรกิจอยู่มาก ก็คิดดูแล้วกันว่า Saab 9000 เขาใช้เครื่องของ Saab มาดีๆ GM ก็ไปบอกว่า “เธอเอาเครื่องฉันไปใช้หน่อยสิ” แล้ว Saab ก็ยักไหล่ เอาก็เอาวะ แล้วเครื่อง V6 3.0 ลิตรของ Opel Omega 3000 ก็มาอยู่ใต้ฝากระโปรง Saab 9000 Griffin มาวางตำแหน่งเป็นตัวท็อปที่แพงสุด แม้สมรรถนะจะสู้ 2.3 เทอร์โบไม่ได้ และกินน้ำมันดุกว่า

จากนั้น GM ก็ทำตัวเหมือนเนิร์ดเงินหนาที่ชอบสั่ง และ Saab ก็เป็นสาวสวีเดนที่ปากบอกว่า “ได้” แต่จริงๆ แล้วดื้อสู้

Saab พัฒนารถ 900 เจเนอเรชันที่สองต่อ รถรุ่นนี้ฝรั่งจะเรียกว่า 900NG หรือ GM900 ซึ่งแน่นอนว่ามีรอยนิ้วมือของ GM อยู่เต็มคัน เพื่อลดต้นทุนในการพัฒนา ทาง GM จึงขอให้ Saab พัฒนาตัวรถบนแพลตฟอร์ม GM2900 ที่ใช้มาก่อนแล้วใน Opel Vectra กับ Vauxhall Cavalier ตั้งแต่ปี 1988 ซึ่งโครงสร้างชุดนี้ก็ไม่ได้มีอะไรทันสมัยตั้งแต่วันที่มันเปิดตัวแล้ว เพราะพัฒนามาเพื่อใช้กับรถยนต์นั่งระดับทั่วไป แต่ทาง GM นั้น ต้องการวางหมากให้ Saab ไปชนกับแบรนด์หรูของเยอรมัน เมื่อถึงวันที่ 900NG ออกจำหน่ายในปี 1994 Mercedes-Benz ก็เปิดตัว C-Class ใหม่ และ BMW ก็ขาย E36 มาหลายปีแล้ว และอายุของเทคโนโลยีก็เผยให้เห็นในแง่ของการขับขี่ ซึ่งวิศวกร Saab ต้องปรับปรุงหลายส่วน เพื่อให้ตัวรถมีสมรรถนะแข่งกับแบรนด์ระดับพรีเมียมได้

ว่ากันว่าในระหว่างที่พัฒนารถนั้น GM เคยขอให้ Saab ใช้เครื่อง V6 2.5 ลิตร 170 แรงม้าเป็นรุ่นท็อป และไม่ใช่เครื่อง 2.0 ลิตร 185 แรงม้าเทอร์โบของ Saab ทาง Saab ก็ตอบตกลง แต่ก็แอบพัฒนาเครื่องเทอร์โบลงในบอดี้ 900NG ต่อไปไม่หยุดยั้ง แล้วพอถึงวันเปิดตัว Saab ก็เอารุ่น V6 มาตั้งขายในราคาแพงที่สุด แล้ว 900 Turbo ก็เป็นรุ่นรอง แต่อุปกรณ์เท่ากันและราคาถูกกว่า ทำเอาผู้บริหาร GM สมัยนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เรื่องนี้อาจจะไม่จริง แต่มันก็มีแววนะ

อย่างไรก็ตาม รถอย่าง 900 เจเนอเรชันที่สองก็ช่วยให้ Saab พลิกฟื้นกลับมาทำกำไรได้ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว..คือ Saab ตอนนั้นขาดทุนสะสมมา 7 ปีแล้วครับ พอเริ่มมีเงินบ้าง ก็เลยเตรียมแผนที่จะพัฒนารถรุ่นต่อไปที่จะมาแทน 9000 แล้วก็ออกมาเป็น Saab 9-5 ในช่วงปี 1997-1998 และเมื่อ 9-5 เปิดตัว Saab 900 เดิม ก็ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อเป็น 9-3 ด้วยเลย รุ่นที่มีชื่อเสียงมากสำหรับ 9-3 นี้ คือรุ่น Viggen ซึ่งตั้งชื่อตามเครื่องบินขับไล่ที่ Saab ผลิต รุ่นนี้ปรับจูนช่วงล่างให้สปอร์ตขึ้น และในขณะที่ 9-3 เทอร์โบเกือบทุกรุ่นเป็นขนาด 2.0 ลิตร Viggen นี้จะใช้ท่อนล่าง 2.3 ลิตร สร้างพลังได้ 230 แรงม้า ซึ่งสมัยนั้นถือว่าค่อนข้างเยอะ และมีเพียงเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะให้เลือกเท่านั้น

ต่อมาก็คือคิวของรุ่นใหญ่อย่าง Saab 9-5 ซึ่งพัฒนาภายใต้การดูแลของ GM แน่นอน แล้วก็ยังใช้แพลตฟอร์ม GM2900 แบบเดียวกับ Saab 900 เอามาปรับขยายให้กลายเป็นคู่แข่งของ E-Class และซีรีส์ 5 ได้ ความที่เป็นโครงสร้างเดียวกัน ก็ย่อมจะได้เครื่องยนต์แบบวางขวางมาเหมือนกัน และ Saab ก็ยกเครื่องยนต์เทอร์โบของตัวเองทั้ง 2.0 และ 2.3 ลิตร มาใส่ทั้งหมด ใช้ตัวเลขเป็นความจุ แล้วก็จะตามด้วยตัว t ซึ่งต้องดูด้วยว่าเป็น t เล็ก หรือ T ตัวใหญ่ อย่างแรกคือเทอร์โบบูสต์แรงดันต่อ อย่างหลังคือแรงสูงเอาจริง และถ้าเห็นคำว่า Aero นั่นคือตัวแรงของเขา

แต่แน่นอน GM ก็พยายามจะเป็น GM และ Saab ก็พยายามจะเป็น Saab พวกอเมริกันก็พยายามเหลือเกินที่จะเอาเครื่อง V6 กาง 54 องศาแปลกๆ ของตัวเองอย่างบล็อก X30 มาให้ Saab ใช้ Saab เองก็พยายามใส่ความ Saab ด้วยการเพิ่มเทอร์โบเข้าไป แต่ด้วยความที่ห้องเครื่องมันไม่ได้เผื่อเรื่องการติดตั้งเทอร์โบให้ทั้งสองฝั่งฝาสูบ เครื่องยนต์ B308 ของ Saab ตัวนี้ เลยกลายเป็น V6 ที่ใช้ไอเสียจาก 3 สูบ ในการปั่นเทอร์โบ เอาไอดีไปป้อนให้ทั้ง 6 สูบ ใช้เทอร์โบ Garett GT15 และบูสต์น้อยโคตร เพียงแค่ 0.25 บาร์ แล้วก็ทำให้ได้ Saab ที่เสียงเพราะ แต่กินจุขึ้น หน้าหนักเลี้ยวยากขึ้น และไม่ได้เร็วไปกว่ารุ่น 2.3T แถมจะอืดกว่าเสียด้วย บางคนสงสัยว่า Saab เองก็ไม่ค่อยมีเงิน GM มีเงินแต่ขี้เหนียว แล้วจะทำเครื่องตัวนี้มาเพื่ออะไร

ในปี 2000 เมื่อสถานการณ์ทางการเงินไม่ดีขึ้น Saab ก็เลยต้องยอมเซ็นขายหุ้นทั้งหมด 100% ให้กับ GM ทำให้อำนาจการตัดสินใจ ซึ่งเดิมก็มีอยู่น้อยแล้ว ลดลงไปอีก GM เองก็อยากเห็นเงินที่ตัวเองลงทุนไปผลิดอกออกผล แต่การพยายามสร้างรถไปแข่งกับแบรนด์พรีเมียมเยอรมัน โดยพยายามใช้ต้นทุนแบบรถระดับ Mass-market แล้วคาดหวังว่ามันสมองของวิศวกรสวีเดนจะช่วยเรื่องภาพลักษณ์ได้นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มมองเกมออกแล้วว่าเหตุการณ์จะลงเอยอย่างไรในตอนท้าย

อย่างไรก็ตาม GM ก็ยังใจดี ให้แพลตฟอร์ม Epsilon ที่ตัวเองพัฒนาไว้ใช้กับรถในตลาดอเมริกา เอามาให้ Saab ใช้กับ 9-3 ก่อน ทำให้ Saab 9-3 ในปี 2002 นั้นเป็นรถที่มีความสดใหม่ ลงตัวขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ เปลี่ยนใหม่ทั้งโครงสร้าง แต่ที่เศร้าหน่อยก็คือ เครื่องยนต์ของ Saab ทั้งหมดที่เคยใช้มาสองทศวรรษ ถูกโยนทิ้งไป แล้วใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ECOTEC ของ GM ที่ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์แทน รุ่นที่เข้ามาขายในบ้านเราและขายได้เยอะ น่าจะเป็นรุ่น 2.0t 175 แรงม้า และ 2.0T Full Power 210 แรงม้า ถ้าจำผิดไปก็ขออภัยด้วยครับ แต่ตัวแรงสุดของ 9-3 เจเนอเรชันสองนี้ จะใช้เครื่องยนต์ V6 2.8 ลิตรเทอร์โบ ซึ่งก็แน่นอน เป็นผลงานของ GM มีแรงม้าอยู่แถวๆ 255 ตัว

แต่ไหนแต่ไรมา Saab มักทำรถขับหน้าเป็นหลัก แต่ก็จะมี 9-3 รุ่นนี้นี่ละครับ ที่เริ่มใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของ Haldex มาจำหน่ายในชื่อทางการตลาดว่า XWD All-Wheel Drive และในการปรับโฉมของ 9-3 เมื่อปี 2008 นั้น Saab จากโรงงานที่แรงและเร็วที่สุด ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ก็คือ Saab 9-3 Turbo X XWD ซึ่งเอาเครื่อง 2.8 ลิตรเทอร์โบ มาปรับจูนเพิ่มจนได้ 286 แรงม้า ผสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มีลิมิเต็ดสลิปแบบไฟฟ้าด้วย ปรับช่วงล่างให้แข็งขึ้น เปลี่ยนเบรกให้โตขึ้น ถือว่าเป็นรุ่นพิเศษที่ทำฉลองวาระครบรอบ 30 ปีในการขายรถเทอร์โบของ Saab

ทีนี้สร้างรถเจ๋งๆ มาก็หลายรุ่น แต่ท้ายสุดเจ๊งได้ยังไง ทั้งๆ ที่ยอดขายของ Saab นั้นบางคนคิดว่าคงขายแย่มาก แต่เปล่าเลย ตั้งแต่ปี 1997-2008 นั้น Saab ขายรถได้มากกว่าสมัยเป็นกิจการไม่มี GM ครอบงำตั้งเท่าตัว แต่แม้จะขายได้มาก แต่เมื่อนำกำไรจริงๆ มาคิดหักลบกับต้นทุน Saab คือบริษัทที่ Bob Lutz บอกว่า “ควรจะตัดทิ้งไปตั้งนานแล้ว เพราะทำแต่รถทรงแปลก ราคาก็ไม่ได้ถูก ต้นทุนก็ไม่ได้ถูก” และที่สำคัญคือ นิสัยสไตล์ Saab ซึ่งแม้ในวันที่การเงินไม่ได้เอื้ออำนวย Saab ก็จะพยายามแปลงนู่นยัดนี่เพิ่มในรถ จนทำให้ต้นทุนบานออกไปอีก แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ Saab ให้นั้นไม่ดี..มันดีต่อความปลอดภัย ต่อคุณภาพ และผู้บริโภค แต่ไม่ดีต่อสถานะทางการเงิน นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า คนของทาง Saab ไม่รู้ว่าจังหวะไหนที่ควรรุก จังหวะไหนที่ควรถอย พอๆ กับ GM ที่มีแต่เงิน แต่ขาดอัจฉริยภาพในการมองตลาดในอนาคต หรือล่วงรู้ใจของผู้บริโภค

ในช่วง 5 ปีก่อนตาย คุณจะเห็นได้ว่า ทิศทางภาพลักษณ์ของ Saab ภายใต้การบริหารของ GM นั้นมั่วซั่วดีแท้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Saab เป็นรถระดับพรีเมียม หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น แล้วยิ่งพอจู่ๆ GM ให้ไปจับ Subaru Impreza Wagon มาขายในชื่อ Saab 9-2X แฟนๆ ของ Saab ก็โมโหกันว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์แบรนด์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ เพราะถ้าว่ากันในเชิงสมรรถนะ 9-2X Turbo 2.5 ลิตร ที่เป็นเครื่องยนต์และระบบขับสี่ของ Subaru นั้น ทำให้เราได้ Saab ที่ทั้งแรงและเกาะถนนจากโรงงานในราคาที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็เป็นปัญหาตรงที่ทำไมคุณต้องซื้อรถที่ขับเหมือน Subaru แต่ดันแพงกว่า Subaru

เช่นเดียวกับอีกความพยายามในการเอา Chevrolet Trailblazer SUV อเมริกันบ้านๆ มาใส่กระจังหน้าสไตล์ Saab แล้วขายในชื่อ Saab 9-7X คนที่เป็นแฟนรถอเมริกัน ก็ไม่ได้ชอบเอกลักษณ์แบบ Saab ในขณะที่แฟนพันธุ์แท้ Saab ก็ไม่คิดจะมองรถที่เนื้อแท้จริงเป็นรถอเมริกัน แล้วดันขายแพงเสียด้วยสิ ราคาแพงไปยิ่งกว่า Trailblazer และเข้าไปอยู่กับ SUV อย่าง Cadillac Escalade นี่คือความคิดสร้างสรรค์ในเชิงทำลายล้าง ในการบริหารแบบ GM ซึ่งผมเชื่อว่าแม้แต่นักศึกษาเอกธุรกิจเด็กๆ หน้าใสๆ ก็มองเกมออกว่า ไม่ควรทำ

แม้ว่าในการขยับตัวช่วงท้ายๆ ของ Saab เราจะได้เห็น Saab 9-5 เจเนอเรชันที่สอง ซึ่งสื่อต่างชาติที่ได้สัมผัสกันมา ก็บอกว่า เป็น Saab ที่ดูมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดพรีเมียมจริงจัง หรือรถ SUV รุ่นใหม่ที่หน้าตาดูดีอย่าง 9-4X ก็ทำท่าว่าอาจจะไปรุ่ง แต่ทุกอย่างก็หยุดลงเสียก่อนในปี 2008 เมื่อ GM ประกาศขายกิจการ Saab หั่นเนื้อสวีเดนที่ตนเองไปคุยและงาบมาใช้งาน 19 ปี และยังหั่นแบรนด์อื่นๆ ในตำนานอย่าง OldsMobile, Pontiac และ Hummer ทิ้งไปด้วย สังเวย Hamburger Crisis ไป

มีความพยายามที่จะกู้เอาบริษัท Saab Automobile เอาไว้ สัญญาณแรกมาจาก Spyker ผู้ผลิตซูเปอร์คาร์ ซึ่งในภายหลังก็ไม่สามารถถือครองกิจการไว้ได้ มีบริษัทจีนมาติดต่อจะขอซื้อเทคโนโลยีไปใช้ แต่ก็โดนกันท่าเอาไว้ ในความเคลื่อนไหวหลังสุดช่วงปี 2013-2014 มีบริษัท NEVS – National Electric Vehicle Swedan ซึ่งชื่ออย่างนี้ แต่ไม่ใช่บริษัทสวีเดน เขามาจากฮ่องกงกับจีน จะมาติดต่อขอซื้อเทคโนโลยีของ Saab ไปใช้ทำรถไฟฟ้าของตัวเอง แต่ GM ก็กั๊กท่าเอาไว้ แล้วในภายหลังก็ห้ามไม่ให้นำโลโก้ Saab ไปใช้ ทำให้ NEVS ต้องประกอบรถอย่าง NEVS 9-3 EV ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าพิสัย 300 กิโลเมตร ขายได้สักพัก ก่อนวิกฤติการเงินและ COVID-19 จะทำให้พวกเขาต้องทยอยปลดคนงานลงไป และหยุดผลิตรถไปในปี 2022

อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิค หลายคนจะมองว่า Saab ตายไปตั้งแต่ปี 2009 แล้ว ถือเป็นการสิ้นสุดแบรนด์รถสวีเดนอายุกว่า 60 ปีไป อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณอยากจะขับ Saab มือสองในวินาทีนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ ถ้ามีเงินเสียอย่าง เพราะคนใช้ Saab ทั่วโลก ก็รวมกลุ่มกันในแต่ละประเทศ และพยายามช่วยกันหาอะไหล่ ช่วยกันซ่อมไป อย่างในไทย ผมก็เพิ่งทราบว่าอะไหล่บางชิ้น ก็ยังสามารถเบิกจากทางออโต้เทคนิคได้อยู่ ช่างซ่อม Saab โดยเฉพาะทางก็มีอยู่บ้าง มันไม่ใช่รถแบบสะดวกใช้สะดวกซ่อมขนาดนั้น แต่ยังอยู่ในข่ายซื้อมาใช้เป็นรถคลาสสิกขับเล่นได้

แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ แบรนด์ที่คิดค้นนวัตกรรมตั้งหลายต่อหลายอย่าง พยายามจะดื้อ เชื่อในแนวทางของตัวเอง สุดท้ายก็ตายเพราะอะไรกัน? เอาแบบนี้ก็แล้วกันครับว่า มันเกิดจากเด็กที่ดื้อตาใสไม่ฟังใครและไม่เห็นการณ์ข้างหน้า กับผู้ใหญ่ที่มีแต่เงิน ไม่มีความรักหรือความเข้าใจ สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันในบ้านเดียวกัน นี่ล่ะครับคือชีวิตของ Saab เขา.


Pan Paitoonpong