คนซื้อไม่ค่อยมานั่งลุ้น แต่ไอ้ที่นั่งลุ้นคือคนที่ไม่ได้ซื้อ เป็นเรื่องเกือบจริงเสมอในยุคที่ข่าวสารทำงานไวแบบนี้ สำหรับงานโชว์รถต่างๆ ที่มีการแข่งกันขาย สีสันอย่างหนึ่งคือการติดตามยอดที่ได้รับของแต่ละบริษัท ซึ่งสามารถสะท้อนได้ตั้งแต่รสนิยมของผู้คน ไปจนถึงอุปนิสัยการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ในช่วงหลังนี้ต้องยอมรับว่าพี่ๆ ค่ายหน้าใหม่จากแดนมังกรเขามาแรงมาก แต่เจ้าถิ่นใหญ่ประจำซอยอย่าง Toyota ไม่ยอมถูกถีบหลุดจากบัลลังก์ง่ายๆ แน่
...
แม้ว่าปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงระส่ำระสาย จนหลายค่ายต้องทบทวนยอดที่ตั้งเป้าสำหรับปี 2567 กันใหม่ จากที่อ่านในบทความของนักข่าวรุ่นน้อง คุณไปป์ AutolifeThailand เขียนถึงบทสัมภาษณ์หัวเรือใหญ่ของ Toyota ก็แอบหวั่นใจแทนพี่น้องคนทำกับคนขายรถอยู่เหมือนกัน ถ้ายักษ์อย่างพี่โต ยังปรับลดยอดคาดการณ์ค่ายตัวเองจาก 277,000 เหลือ 250,000 คัน และปรับยอดคาดการณ์ยอดจำหน่ายทั้งประเทศลง 9% แปลว่า ผลกระทบจากวิกฤติปีก่อน ยังไม่ได้หายไปไหน การซื้อรถ การอนุมัติของไฟแนนซ์ที่ยากเย็นขึ้น ส่งผลกระทบต่อกลุ่มตลาดระดับล่างถึงกลาง ซึ่งเป็นบ่อแร่ขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมรถในไทย
ดังนั้นก็ไม่แปลกที่นักข่าวสายเศรษฐกิจฝั่งรถยนต์ไปจนถึงวัยรุ่นที่มองหาข้อมูลไว้ขิงค่ายที่ตัวเองชอบ จะจับตาดูยอดจองรถในงานมหกรรมอย่าง Bangkok International Motor Show เป็นพิเศษ ซึ่งสำหรับงานในปีนี้นั้น จะมีไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน อันเป็นวันหยุดชดเชยวันจักรี และเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับโปรโมชันดีๆ จากหลายค่าย ถ้าสละเวลาไปเดินดูได้ ก็ลองไปเดินดูครับ
...
...
มาดูกันที่ยอด Booking ณ โค้งแรกของงาน เราได้ข้อมูลตัวเลขสะสมวันที่ 25-28 มีนาคม มาจากทาง Grand Prix International (GPI) ซึ่งเป็นผู้จัดงานอุตส่าห์รวบรวมมาให้ ต้องขอบคุณแม่งานที่ช่วยผ่อนแรงนักข่าวในจุดนี้จริงๆ ครับ แต่ข้อมูลของรถพรีเมียมหรือรถแบรนด์ระดับสูงบางค่าย จะไม่แจ้งตัวเลข ณ จุดนี้ แล้วไปแจ้งวันสุดท้ายรวบยอดเพียงวันเดียว เช่นเดียวกับ BYD ซึ่งจะแจ้งยอดรวมทั้งหมดในวันสุดท้ายทีเดียวเลยเช่นกัน น่าเสียดายตรงที่เขาก็อาจจะเป็น Talk of the Town แค่หลังจบงาน ทั้งที่ความจริง ยอดขายสิ้นวัน เอามาลุ้นกันวันต่อวันก็สนุกดีออก
...
อันดับ 1 ในโค้งแรก Toyota วิ่งเข้าโค้งมาแบบสบายตัว เพราะเป็นค่ายเดียวที่คว้ายอดได้เกินพัน ไปจบที่ 1,343 คัน จริงอยู่ว่าวิกฤติการเงินครั้งนี้ ลูกค้าที่รับผลกระทบมากคือกลุ่มหลักที่ช่วยสร้างยอดให้ Toyota มาตลอด แต่ Toyota ไม่ได้เป็นบริษัทอันดับต้นในบ้านเราเพราะโชคช่วยหรอกครับ และแม้จะมีภาพลักษณ์เรื่องกั๊กออปชันหรือราคาแพงในบางรุ่นตามกระแสโซเชียล แต่สังเกตได้ว่าตั้งแต่ไตรมาสท้ายของปี 2023 มาจนบัดนี้ เขาแอบวางหมากไว้ตามเซกเมนต์ต่างๆ ได้ดี เอา Hilux Champ มาขายคนหาเช้ากินค่ำ แต่ดันได้ลูกค้ารวยๆ ซื้อรถไปแต่งสวยเล่นก็เยอะ Yaris ATIV ก็อาศัยทั้งราคาและอุปกรณ์ดูดลูกค้าไปได้ไม่น้อย รถตระกูล Cross ไม่ว่าจะเป็น Yaris Cross ที่ทำราคากับรูปลักษณ์มาดี และการตัดสินใจขาย Corolla Cross อัดอุปกรณ์เพิ่มในราคาเดิม และล่าสุดกับ Revo ตัวเตี้ยหน้าใหม่ที่หลายคนบอกว่า “เออ คราวนี้หล่อจริง” ทั้งหมดนี้รวมกัน จะฟันยอดเยอะก็ไม่แปลก
หลายคนจะมองว่า Toyota เป็นเสือนอนกินมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ต้องทำรถให้ดีมาก คนก็ซื้อ ผมแนะนำให้คุณดูสเปกรถอย่างละเอียดจะเห็นครับว่า Toyota รับรู้ถึงสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป และกำลังพยายามสร้างรถที่คุ้มค่าในสายตาลูกค้ามากขึ้น ตัดตรงนู้น โปะตรงนี้ เพิ่มตรงนั้น แต่ภาพรวมรถดูน่าซื้อขึ้น ลองดูสิครับกระทั่ง Revo Z Edition กระบะเตี้ยที่เมื่อก่อน ให้ ABS ก็แทบจะเอาพ่อมาไหว้แล้ว วันนี้ใส่ VSC และเพิ่มเติมระบบอื่นอีก 2-3 รายการที่ปกติจะพบแต่ในกระบะยกสูงมาแล้ว นอกจากนี้ยังพยายามคิดโปรโมชันและวิธีสนับสนุนลูกค้าประเภทกิจการเพื่อให้สามารถบริหารการเงินได้ง่ายขึ้น เวลาคนทั่วไปวิจารณ์ ก็จะเอาเรื่องสเปก/อุปกรณ์มาเล่น แต่ท้ายสุดสิ่งที่คนซื้อจริงต้องการคือ “ซื้อรถได้สะดวกและถูกกะตังค์” ครับ
อันดับที่ 2 ล่ะ? ถ้ามองตามสัญชาตญาณผม คิดว่าตอนนี้ BYD อาจกำลังแอบเป็นจอมยุทธ์ตั๊กแตนกิ่งไม้ แอบนิ่งเงียบไม่ให้ใครเห็นความเคลื่อนไหว แต่จริงๆ อาจจะเกาะอยู่ใกล้ตำแหน่งของ Toyota มากที่สุด แต่ในเมื่อไม่มีการรายงานยอดรายวัน ในทางการ ตำแหน่งนี้จึงตกเป็นของ MG ที่ตัวเลข 641 คัน แม้ว่าจะดูแค่ประมาณระดับหัวเข็มขัดของ Toyota ทว่าเมื่อพิจารณาว่า MG มียอดนำ Honda อยู่ 115 คันนั้น ถ้าคุณเอาตัวเลขนี้ นั่ง Time Machine ไปบอกคนไทยในปี 2014 ว่า MG ยอดจองเยอะกว่า Honda คงมีแต่คนอยากจับคุณส่งศรีธัญญา
แม้ไม่ใช่เจ้าแรกที่ขาย EV แต่ MG ก็เป็นค่ายรถที่มีส่วนในการขยายประชากรรถ EV ด้วย ZS EV และ EP ในช่วงก่อนที่ BYD และ Tesla จะมาถึง เป็นเจ้าแรกที่ทำ EV ให้ราคาไม่เกินเอื้อมสำหรับชนชั้นกลาง แล้วนั่งโดยสาร 5 คนได้ มีความสะดวกสบายพอควร ในงานมอเตอร์โชว์นี้ MG ปล่อยตัวเด่นคือ MG4 ที่ตอนนี้มีสองรุ่น คือรุ่น 170 แรงม้าขับหลังที่เคยประกอบส่งจากจีน ตอนนี้เปลี่ยนมาประกอบจากในไทย ปรับขยายขนาดจอ เพิ่มใบปัดน้ำฝนกระจกท้าย เพิ่มรุ่นพิสัยไกลแบตเตอรี่โต 64kWh ในราคาที่ถูกเกือบเท่ารุ่นประกอบจีนเดิม ส่วนรุ่นแบตเตอรี่เล็กก็ลดจาก 51kWh เหลือ 49 ซึ่งขี้ปะติ๋วมาก แต่ทำราคาลงมาจนรุ่น D ตัวถูกสุดเหลือแค่ 709,900 บาท ถึงแม้ BYD จะลดราคารับน้อง เอาตัว Dolphin ลงมาเหลือ 659,900 แล้ว แต่การได้ม้ามากกว่าอยู่ 75 ตัวและได้แบตโตกว่านิดๆ รวมถึงช่วงล่างที่ถูกใจสายซิ่ง ทำให้สร้างยอดได้ดีเช่นกัน
ส่วนอีกรุ่น ก็คือ MG4 Electric XPOWER กลายเป็นตัวสร้างยอดที่สำคัญอีกรุ่น จากการที่ตั้งราคาไว้เพียง 1.119 ล้านบาทแต่ได้รถที่มีพลังระดับ 435 แรงม้า ซึ่ง EV นี่รถที่เกิน 400 ม้าตัวถัดไปคือ ORA 07 Performance ซึ่งค่าตัวบวกไปอีกเกือบสี่แสน ทำให้ดัชนีราคาบาทต่อม้าเป็นรถที่ให้อัตราส่วนแรงต่อราคาเยอะสุดในตลาดตอนนี้ ถ้าคุณคิดว่า รถแรงๆ แบบนี้จะขายใคร..จะกระซิบเบาๆ ว่าตอนนี้ยอดจอง MG4 ทุกรุ่นรวมกัน XPOWER มียอดจองคิดเป็นประมาณ 30% ของทั้งหมดนะครับ ใครซื้อก็อย่าลืมให้เพื่อนพาไปลองวิ่งในแทร็ก ไปลองค้นพบความสามารถของรถบนที่ที่ปลอดภัยให้รู้ว่าลิมิตของรถอยู่แค่ไหน แล้วคุณจะขับมันได้อย่างมั่นใจ รู้เรา รู้รถ เป็นเรื่องดีเสมอ
ยังไม่หลุดจากโพเดียม อันดับ 3 คือ Honda ซึ่งรับผลกระทบหนักในช่วงสองปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤติชิปขาดแคลนที่ทำให้ต้องชะงักการประกอบรถบางรุ่นไป นานจนพอให้มังกรวัยรุ่นอย่าง BYD เข้ามากินส่วนแบ่งตลาดแย่งลูกค้าไป ซ้ำร้ายมาตบด้วยวิกฤติไฟแนนซ์ 2023 อีก ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมีมานานนั่นคือ โปรโมชันลดแลกแจกแถมสะบั้นซึ่งบางอย่างก็ไม่ได้ออกสื่อ ต้องไปคุยกับเซลส์หน้างานเอา แต่รถของ Honda เองก็ไม่ได้ขาดความน่าใช้ขนาดนั้น รถเล็กที่นั่งสี่คนสบายอย่าง City ก็มีความน่าสนใจสำหรับที่ยังไม่สะดวกจะใช้ EV โดยเฉพาะรุ่น e:HEV ไฮบริด 5 ประตูที่ทำราคามาสมเหตุผลมากขึ้น ตัวรถไม่ได้ว้าวสุด แต่ประหยัด อัตราเร่งดี ดีไซน์รถที่วัยรุ่นก็ยังชอบและคนแก่ก็ใช้งานได้ง่าย
รวมถึงรถอย่าง CR-V ที่ได้รุ่นไฮบริดมาทลายชื่อเสียเรื่องกินน้ำมันดุลง เคยโกยยอดสบายใจเฉิบจนกระทั่ง Deepal S07 มาถึง แต่ด้วยความต้องการของคนที่หลากหลายทำให้ยังมีทางรอด ส่วนตัวผมมองว่า S07 ให้รูปลักษณ์ อุปกรณ์ ดีไซน์ที่เจ๋งมากเมื่อเทียบกับราคา แต่เรื่องการใช้งาน การขับขี่ ช่วงล่าง CR-V ยังนำอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าคนซื้อต้องการอะไรจากรถ มีทั้งคนที่ชอบลองสิ่งใหม่ๆ กับคนที่ขอเน้นชื่อเสียงกับความชัวร์ของแบรนด์เช่นกัน นี่ยังไม่นับ Accord ใหม่ ซึ่งบนโซเชียล มีแต่คนแห่กันด่า ราคา รูปทรง แต่ดูตามถนนเอา ดูยอดขายเอาว่า ไม่ใช่แค่ขายพอได้นะครับ ยอดดีจนกลับมาแซง Camry ได้แม้จะแพ้ BYD Seal ก็ตาม
Ford นี่ก็ตัวขยันปั่น..ถึงแม้ผู้บริหารจะบอกว่าเราจะไม่มีตัวถังใหม่รุ่นใหม่ตลอดปีนี้ และอาจจะอีกปีด้วย Nissan พูดแบบคล้ายกันมีแต่คนเตรียมชุดขาวชุดดำ Ford พูด..ไม่เห็นมีใครว่าบ้างฟระ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะกุนซือค่ายเก่งเรื่องการตลาด รู้ว่าไม่มีรถใหม่ แต่มีรถที่ประกอบขายออสเตรเลียที่ยังไม่เคยจำหน่ายในไทย ก็เอาบรรดา V6 มาเล่นจนได้การได้งาน ยักคิ้วท้าทายเกรียนโซเชียลไม่ว่าจะ “V6 กินน้ำมันใครจะซื้อ” (ซึ่งก็ตลกตรงที่เครื่อง V6 แต่ความจุ 3 ลิตร ดันมาห่วงเรื่องกินน้ำมัน Toyota ขาย 2.8 ลิตร Isuzu ขาย 3.0 ลิตรมานานไม่เห็นแสดงความห่วงกันขนาดนี้) หรือ “Everest ราคาเกือบ 2.3 ล้าน ใครจะซื้อ” ก็คงใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนพูด เพราะโควตา Everest Platinum V6 350 คัน หมดอย่างรวดเร็ว ส่วนที่หน้างานมอเตอร์โชว์ Ranger V6 ดีเซล ซึ่งไม่ได้จำกัดโควตา ก็ได้ยอดจองมาไม่น้อย ในขณะที่รุ่นย่อยอื่นๆ รวมถึงตัวเริ่มต้นอย่าง XLS ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ที่ผ่านมา วิกฤติไฟแนนซ์กระทบค่ายนี้บ้าง แต่ไม่หนัก เพราะในความจริง ลูกค้ากระบะ/SUV ของ Ford จำนวนมากคือคนที่มีรถหลายคัน บางคนมีเบนซ์ บีเอ็ม แต่ซื้อ Ford ไว้ใช้ในงานที่ลุยหน่อย แค่นั้น
Mitsubishi ทำยอด 443 คัน ตาม Ford มาแบบระยะยังเห็นป้ายทะเบียนหลัง ค่ายนี้อยู่ในโหมดพยายามอยู่รอด เพราะ Triton ใหม่เปิดตัวออกมา หน้าตาไม่ล้ำแบบที่หลายคนคิด แต่ถ้าใครได้ลองขับ ก็จะเริ่มใจอ่อน รุ่นนี้เป็นรถที่ยืนมองแล้วเฉยๆ แต่ขับแล้วบางคนก็อภัยให้ โดยเฉพาะรุ่น Athlete ที่แม้จะราคาไม่ได้ถูก และอุปกรณ์ Active Safety ยังไม่ครบเท่าค่ายอินดี้เจ้าอื่น แต่จากที่ขับมา เครื่องยนต์ 2-Stage Turbo 4N16 204 แรงม้าตัวใหม่นี้ แก้ไขอาการรอรอบจากโฉม 2019 ไปได้เยอะ แม้เวลากดเต็มจะไม่แรงระเบิดแบบกระบะ 200 ม้า up เจ้าอื่น แต่อย่างน้อยแฟนมิตซูที่ชอบขับขึ้นเขา สบายใจได้มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวขายอีกตัวของเขาคือ Xpander HEV/HEV Cross ซึ่งย้ายมาประกอบจากไทย และใช้ขุมพลังไฮบริดที่ให้อัตราเร่งดีแม้จะขยี้ซ้ำหลายครั้งแล้วมีแรงตก แต่คนทั่วไปที่ซื้อรถลักษณะนี้ ไม่ใช่ขาซิ่ง ก็ได้พลังสำรองที่เกินพอ กับความประหยัดในเมืองที่ดีขึ้นมาก Mitsubishi คาดหวังไว้ว่าคนคงซื้อรุ่นนี้แค่ 30% แต่ความจริง ยอดขายออกมารุ่น HEV กลับสร้างยอดได้ 70% ของบรรดา Xpander ทั้งหมด
และทั้งหมดนี้คือ Top 5 ที่ฟันยอดจองได้มากสุด ในโค้งแรกของงาน Bangkok International Motor Show 2024 ตามข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 28 มีนาคม (เนื่องจากข้อมูลวันที่ 29 ยังไม่มา ตอนส่งต้นฉบับ) แต่บางท่านอาจจะอยากทราบไปให้ถึง Top 10 ก็จะร่ายเพิ่มให้อีกสักเล็กน้อยครับ
อันดับ 6 เป็นของ Mercedes-Benz 370 คัน เป็นแบรนด์พรีเมียมค่ายเดียวที่ติด Top 10 ซึ่งหลังจากประกาศนโยบาย Retail of the future ราคาเดียว/ส่วนลดเดียวทั้งประเทศทุกคนบอกว่าเบนซ์เตรียมตาย แต่ดูจากยอดแล้วไม่น่าจะใช่วันนี้ครับ แล้วยอดที่เห็นก็ไม่ได้มาจากรถระดับ Entry เท่านั้น แต่ครึ่งหนึ่ง มาจาก E-Class W214 ตัวใหม่ และถ้าคุณคิดว่าตัวดีเซลขายดี..ก็จะบอกว่ารุ่น E 350 e ปลั๊กอินตัวท็อป 4.25 ล้านครับ ได้ยอดระดับ 80% ของ Booking ทั้งหมด ใครยังไม่ได้จอง เพื่อนผมที่ขายเบนซ์ฝากบอกมาว่าลอตแรก 400 คันตอนนี้เหลือไม่ถึง 200 แล้วนะครับ และความพิเศษของรถลอตแรกคือ ได้ประตูดูด กับ Head Up Display และ Driving Assistant Package ดังนั้น ถ้าใครมองอยู่ ก็รีบพบคนขายเบนซ์ของท่านเสียแต่วันนี้ มีแนวโน้มว่ารถอาจหมดก่อนมอเตอร์โชว์จบ
อันดับ 7 AION 317 คัน และอันดับ 8 Nissan 306 คัน ฝั่ง AION นั้นเอารถรุ่นแปลกใหม่มาโชว์ในบูธเยอะ แต่ตัวขายจริงคือ MPV 5 ที่นั่ง อย่างตัว Y ซึ่งตอนแรกมาตั้งราคาเหมือนไม่รู้รสนิยมคนไทย ตอนนี้พอราคาลงเรื่อยๆ ก็เริ่มขายได้ อันที่จริงถ้าแก้ปัญหาเรื่องระบบ CarPlay ในรถบางรุ่นที่ต้องให้ลูกค้ารอใช้ Feature ไปอีกหลายเดือนนั้นได้ ก็คงจะมีเรื่องให้กังวลน้อยกว่านี้ ของบางอย่าง รุ่นถูกได้ใช้ รุ่นย่อยแพงยังใช้ไม่ได้ จะมองยังไงลูกค้าก็ไม่ได้ชมหรอกครับ แต่อันดับ 7 สำหรับค่ายที่เพิ่งทำตลาดในไทยก็ถือว่าไม่เลว AION Y Plus เองก็เป็นรถที่ขายความกว้างนั่งสบายได้ ส่วนทาง Nissan นั้น ก็มีการเปลี่ยนประธานใหม่ ปีนี้เลยยังไม่มีรถใหม่ แต่ถ้าใครกังวลว่า Nissan จะตายไหม ผมว่ายังห่างไกลจากวันนั้นครับ สบายใจได้ Kicks และ Almera ที่เป็นตัวสร้างยอดของทางค่าย กับดีลเลอร์ที่หน่วยก้านแข็งและใจภักดี ยังพยายามสู้กันต่อไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ที่ผ่านมาแม้รถสองรุ่นนี้จะมี Defect แต่การแก้ของ Nissan ก็เปิดเผย ตรงไปตรงมา บริษัทชี้แจงด้วยตัวเอง ไม่ได้เงียบแล้วหมกใต้พรม จุดนี้จึงทำให้ลูกค้าบางส่วนยังมีความไว้ใจในแบรนด์
อันดับ 9 ChangAn 289 คัน และอันดับ 10 GWM 274 คัน สองเจ้าหลังนี้ ก็เป็นตัวเสริมยอดให้ทัพฝั่งมังกรได้ดีเช่นกัน ChangAn เปิดราคาน้องง่วง Lumin มา 479,000-499,000 เกินคาดของใครหลายคนไปเยอะ รถเก๋นะ แต่ราคากับอุปกรณ์บางอย่างที่ควรจะมีกลับไม่มี ไม่ได้มาแบบวินนิ่งเหมือนตัวใหญ่อย่าง S07 ที่รุ่นปกติก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแล้วยังเพิ่มรุ่นพิสัยไกลแบตเตอรี่โตมาให้ รุ่น L07 ก็เดินทางกลับกัน เอารุ่นแบตเล็กพิสัยสั้นมาทำราคาลง พยายามดูดลูกค้าจากกลุ่มที่มอง EV ระดับไม่เกินล้านได้นิดหน่อย ส่วน GWM นั้น หลังจากปรับอุปกรณ์รุ่น Good Cat และปรับราคาให้สมเหตุสมผลมากขึ้น ก็สามารถฟันยอดจองได้อย่างน่าพอใจ รถคลาสโตขึ้นอย่าง 07 แม้จะไม่ป๊อปเท่า BYD Seal ของคู่แข่ง แต่ความที่ขายดีไซน์แบบกึ่งอดีตกึ่งปัจจุบันกึ่งอนาคต Retro-futuristic ก็ทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่เลือกรถเพราะดีไซน์ และช่วงล่างของรุ่น AWD Performance แม้ยังไม่เข้าขั้นรถซิ่ง แต่มองในแง่รถใช้งาน หลายคนก็ชมว่าดีดเด้งน้อยกว่า Seal ในแบบเดิมๆ
สรุปโค้งแรก ถ้าแบ่งกันตามสัญชาติบริษัท ญี่ปุ่น 2,618 คัน จีน 1,521 คัน..แต่คุณต้องไม่ลืมนะว่า BYD ไม่แจ้งยอด ไปแจ้งทีเดียวตอนท้ายงาน ก็ต้องคาดคะเนกันว่าแท้จริงแล้วเขาจะได้กี่คัน ผมถึงบอกไงครับ เล่นอุบกันแบบนี้..มันก็สิทธิ์ของคุณแหละ แต่ความสนุกมันหายไปเยอะเลยครับ งานหน้า ผมว่า แมตช์ต่อแมตช์ วันต่อวัน ได้ลุ้นแบบมวยไทยศึกวันทรงชัย แบบนั้น คนอ่าน คนดู คนเขียน สนุกกว่าครับ
Pan Paitoonpong