สำหรับคนรักรถ ประวัติศาสตร์ในช่วง 70 เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ หนึ่งในนั้นก็คือ ความสำเร็จของ Lotus ที่เกิดจากการสร้างนวัตกรรมสำหรับท้องถนนและสนามแข่ง ในช่วงหกสิบปีนับตั้งแต่ Colin Chapman ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lotus เปิดตัวรถสปอร์ตคันแรก หลักการชี้นำของ Lotus ก็คือ สมรรถนะ ความเพลิดเพลิน ประสิทธิภาพในการเลี้ยวและเร่งความเร็ว ซึ่งเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด พิสูจน์ได้จากรถยนต์ Lotus ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมักจะแตกต่างไปจากรถสปอร์ตคู่แข่งอย่างสิ้นเชิงทั้งรูปทรงและแนวคิดในการพัฒนา
...
ด้วยความคลั่งไคล้ในรถแข่งและรถสปอร์ต Chapman เริ่มต้นเส้นทางในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการลาออกจากงานในกองทัพอากาศอังกฤษ แล้วหันมาสร้างรถแข่งรุ่นทดลอง ความสามารถในการปรับแต่งรถยนต์ขั้นพื้นฐานท่ีมีอยู่อย่างล้นเหลือ ทำให้ Chapman ออกแบบรถของตัวเองโดยใช้เวลาในการสร้างไม่นานนัก รถ Austin Seven ปี 1930 ซึ่งถูกปรับแต่งใหม่จนกลายมาเป็น Lotus Mark 1 แล้วจดเลขทะเบียน OX 9292 เปรียบเหมือนรถ Lotus คันแรกที่ได้ถือกำเนิดขึ้น
ปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกลของ Chapman คือแรงผลักดันในการทำธุรกิจผลิตรถแข่งและรถสปอร์ต จากห้องเช่าเล็กๆ ซึ่งถูกใช้เป็นโรงงานในการประกอบ Lotus Mark 1 ก่อนที่จะย้ายมาตั้งรกรากในปี 1966 ที่โรงงาน Hethel เมืองนอร์ฟอล์ก ซึ่งเคยเป็นฐานทัพอากาศเก่าแก่ในช่วงสงครามโลกของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งต้องนำเครื่องบินรบมาประจำการอยู่บนเกาะอังกฤษ ขนาดความกว้าง 55 เอเคอร์ พร้อมรันเวย์สำหรับอากาศยาน ทำให้โรงงาน Lotus แห่งใหม่ของ Chapman มีพื้นที่มากพอสำหรับปรับรูปแบบของรันเวย์ให้กลายเป็นสนามทดสอบที่คล้ายสนามแข่ง โดยมีความยาวรวม 4.2 กิโลเมตร
ปรัชญาของ Chapman ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิศวกรรมยานยนต์เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำความเร็วพร้อมๆ กับการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ด้วยแนวคิด "ประสิทธิภาพผ่านน้ำหนักเบา" ตามที่ Chapman เคยกล่าวไว้ว่า “การเพิ่มกำลังทำให้คุณเร็วขึ้นบนทางตรง แต่การลดน้ำหนักจะทำให้คุณเร็วขึ้นในทุกที่”
หลักการนี้ เป็นพื้นฐานของรถยนต์ Lotus มาโดยตลอด มันไม่เพียงส่งผลดีต่อสมรรถนะของรถเท่านั้น ในวันที่โลกใส่ใจเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงและลดมลพิษ น้ำหนักที่เบาช่วยให้ Lotus สามารถพัฒนารถยนต์ที่เร็วที่สุดในคลาสเดียวกัน (เมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง) ออกมาอย่างต่อเนื่อง
...
ความสำเร็จที่กลายเป็นตำนานมักจะมาพร้อมกับความสุขที่ผสมปนเปไปกับความทุกข์ ชื่อเสียงของ Lotus ขจรกระจายไปทั่วโลก และประทับอยู่ในตราสัญลักษณ์ที่มีตัวอักษร ACBC แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ต้นกำเนิดที่แท้จริงของตราดังกล่าว แต่ตราสัญลักษณ์ของ Lotus ไม่ใช่เรื่องลึกลับ มันคือตัวอักษรย่อของชื่อ Anthony Colin Bruce Chapman ซึ่งสุดท้าย ชื่อดังกล่าวก็กลายเป็นอมตะในวงการรถแข่งฟอร์มูล่าวัน
...
...
การเปิดตัว Lotus Eleven ในปี 1956 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การใช้อักษร E นำหน้าชื่อรุ่นรถทั้งหมด จากอดีตจนถึงทุกวันนี้ ชื่อรุ่นทั้งหมดเริ่มต้นด้วย E ตั้งแต่ Elan ไปจนถึง Esprit และ Elise หรือแม้แต่ Emira จนมาถึงยุคแห่งพลังงานไฟฟ้า Lotus ก็ยังคงใช้ตัวอักษร E นำหน้าชื่อโมเดลเหมือนเดิม เช่น Eletre และ Emeya รวมไปถึงรถแข่ง F1 หลายรุ่นที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกทั่วโลก ซึ่งเปรียบเสมือนหอเกียรติยศแห่งวงการยานยนต์
วิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงของ Lotus กลายเป็นที่ต้องการของบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด ความสัมพันธ์ของ Lotus กับ Ford ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960 โดยมีตัวอย่างสุดคลาสสิกอย่าง Lotus Cortina และ Lotus Escort รถแรงเหล่านี้ถูกผลักดันให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในกีฬามอเตอร์สปอร์ต รวมถึงการขับบนถนนท่ีมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารถแบรนด์อื่น ในปี 1990 Lotus ร่วมมือกับ Vauxhall ผลิตรถ Lotus Carlton ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาบ้านๆ แต่มีความเร็วปลายไหลไปได้ถึง 273 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนกลายเป็นรถที่ขึ้นชื่อว่าตำรวจพยายามไล่จับและสั่งห้ามไม่ให้วิ่งบนถนนเพราะเร็วเกินไป
การพัฒนาประสิทธิภาพผ่านการแข่งขันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สนามแข่งรถเข้ามามีบทบาทอย่างมากในด้านวิวัฒนาการของ Lotus ในปี 1954 Lotus กระโจนเข้าสู่การแข่งรถนานาชาติระดับกรังด์ปรีซ์ ด้วยรถ Lotus Mark 8 และพบกับความสำเร็จในชั่วข้ามคืน จากประสิทธิภาพของระบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงใน Lotus Mark 8 กำลังของเครื่องยนต์ท่ีเหมาะสมกับขนาดและน้ำหนัก รวมถึงฝีมือในการจูนช่วงล่างขั้นเทพ นอกจากนี้ ความสำเร็จที่หลั่งไหลเข้ามา ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนารถแข่งและรถสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่ Chapman กำหนดเอาไว้ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน Chapman ก็พยายามหาประโยชน์จากช่องโหว่ด้านกฎระเบียบ ด้วยความฉลาดทางวิศวกรรมที่นำมาปรุงแต่งรถยนต์ Lotus เพื่อทำให้ยานพาหนะแบรนด์ Lotus ที่ดูเหมือนรถแข่งสามารถวิ่งบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย
ประวัติศาสตรที่น่าจดจำของแบรนด์ เมื่อ Jim Clark ขับรถแข่ง Lotus Type 25 ในปี 1963 และกลายเป็นนักแข่งคนแรกที่คว้าแชมป์ฟอร์มูล่าวันควบสองอันดับ ทั้ง Constructors และ Drivers สำหรับรถแข่งภายใต้แบรนด์ Lotus หลังจากนั้น Jim Clark คว้าชัยชนะใน F1 อีกครั้งในปี 1965 ต่อมา Graham Hill ควบรถแข่ง Lotus Type 49 เข้าวิน F1 ในปี 1968 ตามด้วย Jochen Rindt ในรถแข่ง Lotus Type 72 ซึ่งเข้าวินเป็นอันดับที่หนึ่งในปี 1970 Emerson Fittipaldi ในรถแข่ง Lotus Type 72 คว้าชัยชนะใน F1 ปี 1972 และนักแข่งดาวรุ่งชาวอเมริกัน Mario Andretti ในรถแข่ง Lotus Type 79 ที่ชนะเลิศในรายการ F1 ปี 1978
จากนักแข่งเจ้าตำนาน ชื่อเสียงที่โด่งดังของ Lotus ทำให้มีนักแข่งหน้าใหม่อย่าง Ayrton Senna และ Nigel Mansell รวมถึง Kimi Raikkonen เข้ามาร่วมทำงานด้วย ซึ่งแต่ละคนกระตือรือร้นที่จะแสดงผลงานในสนามให้เห็นว่ารถ Lotus สามารถประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหน
ด้วยความตระหนักถึงโอกาสทางธุรกิจที่สามารถทำเงินได้จากสิ่งที่ตัวเองรัก Chapman รับการสนับสนุนเชิงพาณิชย์ด้วยเงินมหาศาลให้กับ Formula One Circuit ในปี 1968 ไปจนถึงปี 1972 Lotus พ่นสีดำตัดด้วยสีทอง บนรถแข่งที่เปล่งประกายความงามและความดุดัน ด้วยสีและสติกเกอร์ของบุหรี่ John Player Special ซึ่งใช้สีดำและสีทองที่ตัดกันอย่างลงตัว เฉดสีดังกล่าวกลายมาเป็นโทนสีพิเศษ ซึ่งแสดงออกถึงความหมายของ Team Lotus เมื่อครั้งที่ JPS ที่เคยเป็นสปอนเซอร์หลัก
การออกแบบรูปทรงของรถ Lotus ได้ดึงดูดความสนใจของผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ฮอลลีวูด ในปี 1977 รถสปอร์ตเครื่องวางกลางลำ Lotus Esprit ก็กลายร่างเป็นเรือดำน้ำ James Bond 007 ซึ่งรับบทบาทนี้โดยซุปเปอร์สตาร์อังกฤษ Roger Moore นำมันดำลงใต้น้ำใน The Spy Who Loved Me อีกสี่ปีต่อมา Lotus Esprit Turbo กลับมาเข้าฉากอีกครั้ง เมื่อ Roger Moore ขับ Esprit Turbo ลุยถนนที่เต็มไปด้วยหิมะใน 007 For Your Eyes Only และถ้าหากมันเป็นรถที่ดีสำหรับหน่วยสืบราชการลับ MI5 ของอังกฤษ มันก็น่าจะดีพอสำหรับการเป็นยานพาหนะของตำรวจ ในปี 1994 ตำรวจอังกฤษ ควบรถสปอร์ตที่ดัดแปลงเป็นรถตำรวจ ด้วย Lotus Esprit S4 ซึ่งสร้างความมหัศจรรย์ด้านตัวเลขรับสมัครตำรวจใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างล้นหลาม!
ในยุค 70 หลังจากการเปิดตัว Lotus 30 และ 40v ไม่ประสบความสำเร็จ เกือบทำให้ Lotus ล้มละลาย แต่ในสนาม F1 Lotus ยังคงครองอำนาจได้อยู่ ส่วนรถในสายการผลิตจากช่วงเวลานี้ ได้แก่ Eclat, Esprit (รถเก๋งสองที่นั่ง) และ Sumbeam ซึ่งคว้าแชมป์ World Rally Championship ในปี 1981
ในช่วงปี 1995 ค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับพัฒนารถแข่ง รวมถึงเงินที่ใช้เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ในทีมแข่ง F1 กลับเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี (เกิดจากแนวความคิดของคนบ้าบางคนใน FIA) บีบ บังคับให้ Team Lotus ต้องออกจากเส้นทางการแข่งขันฟอร์มูล่าวันในปี 1995 หลังจากนั้น ทีม Lotus Racing กลับมาสู่การแข่งฟอร์มูล่าวันอีกครั้งในปี 2010 ปี 2011 Lotus Renault GP กลับมาอีกครั้ง ด้วยสีตัวถังดำและสีทองของ Team Lotus ปี 2012 หลังจากนั้น การทำงานอย่างหนักก็เริ่มส่งผล เมื่อทีม Lotus F1 กลับมาอยู่บนโพเดียมอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่
เมื่อ Colin Chapman เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายในปี 1982 ด้วยวัยเพียงแค่ 54 ปี สำหรับผู้ชื่นชอบรถยนต์หลายคน เหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัยที่รุ่งเรือง Lotus ถูกซื้อโดย GM ในปี 1986 แต่ต่อมาถูกขายให้กับ A.C.B.N Holdings ของลักเซมเบิร์กในปี 1993 เพียงแค่ 3 ปีหลังจากนั้น ในปี 1996 ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย Proton ได้ซื้อแบรนด์เพื่อช่วงชิงรายละเอียดด้านไดนามิก การปรับแต่งระบบรองรับของ Lotus ที่ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร ในปี 2017 Lotus ก็ตกไปอยู่ในการควบคุมและกำกับดูแลของ Geery บริษัทรถยนต์สัญชาติจีน ซึ่งเข้ามาเทกโอเวอร์ตามด้วยการทุ่มเงินทุนมหาศาล สำหรับพัฒนารถรุ่นใหม่เพื่อส่งออกไปขายในตลาดรถสปอร์ตทั่วโลก.....
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/