โตโยต้าจัดเต็ม รถกระบะพลังงานทางเลือก มีทั้งรถกระบะไฟฟ้า รถกระบะพลังงานไฮโดรเจน และรถกระบะดีเซลไฮบริด มาแน่นอน ขอให้อดใจรอ

มร.มาซาฮิโกะ มาเอดะ เจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงกลยุทธ์ Multi Pathway ในตลาดรถปิกอัพ โดยมีจุดประสงค์หลักด้วยการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราได้พัฒนาตัวรถกระบะให้มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยข้อเสนอทางเลือกดังต่อไปนี้

Toyota Hilux Revo e หรือ รถกระบะไฟฟ้า

แหล่งกำเนิดพลังงาน : พลังงานไฟฟ้า

ระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จ : 300 กิโลเมตร

สำหรับรถ BEV ไฮลักซ์ มีลูกค้าที่ทำเหมืองแร่ในซีกโลกใต้หลายแห่งได้แจ้งกับโตโยต้าว่าต้องการรถที่ใช้ในเหมืองได้ และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรถรุ่นนี้ก็เหมาะกับลูกค้า เราก็ทำงานร่วมกับซีพี และ SCG ทำการทดลองส่งสิ่งค้าแบบ Last Mile เพื่อไปถึงมือลูกค้า และก็ทำสำเร็จมาแล้ว เราจึงมองว่ากระบะไฟฟ้าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์ และปีนี้เราได้ทดลองใช้รถรุ่นนี้ขนส่งของในหลายบริษัทแล้ว และในอนาคตเราก็จะผลิตเพื่อจัดจำหน่ายต่อไป

...

Toyota Hilux FCEV หรือ รถกระบะพลังงานไฮโดรเจน

แหล่งกำเนิดพลังงาน : พลังานไฮโดรเจน ซึ่งไฮโดรเจนจะทำปฏิกิริยากับ Fuel Cell Stack เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าไปขับเคลื่อนการทำงานของมอเตอร์ 

ระยะทางการขับขี่ต่อการเติมเชื้อเพลิง 1 ครั้ง : 600 กิโลเมตร

ความสามารถในการบรรทุก : 1,500 กิโลกรัม

คอนเซปต์ของ Hilux FCEV ที่ใช้พลังงานไฮโดเจน ข้อดีคือวิ่งได้ไกล และนานกว่ารถกระบะไฟฟ้า ซึ่งในอียู และออสเตรีย ได้มีการพูดเรื่องพลังงานไฮโดรเจนที่เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งไทยเองก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน โดยใน 2 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการพัฒนาพลังงานดังกล่าวมากขึ้น

Toyota Hilux Diesel HEV หรือ รถกระบะดีเซลไฮบริด

แหล่งกำเนิดพลังงาน : ไบโอดีเซล และ e-fuel

ระยะทางการขับขี่ต่อการเติมเชื้อเพลิง 1 ครั้ง : 1,200 กิโลเมตร

ความสามารถในการบรรทุก : 3,500 กิโลกรัม

รถดีเซลไฮบริด หรือ Diesel HEV นั้น เราพัฒนาทางเลือกให้กับลูกค้าที่ยังชื่นชอบเสียงเครื่องยนต์โดยจะต้องไม่ลืมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยังคงประสิทธิภาพในการขับขี่ไว้ในสไตล์ดีเซล เราจึงนำแบตเตอรี่ 48 โวลต์ ใส่เข้าไปใน HEV เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งสองด้านคือ ยังมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะลูกค้าในอียู และซีกโลกใต้ มักใช้รถในการลากจูง และบรรทุกของหนัก เป็นต้น

...

มร.มาซาฮิโกะ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมีความต้องการกระบะทางเลือกอย่าง ตระกูล Hilux ก็พร้อมที่จะพัฒนาและนำสู่ตลาดในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน ทางเราก็ได้เสนอแนะเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าไปเช่นกัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าต้องสามารถใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่เมืองหลวงเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับ EV ต้องมีความพร้อมมากกว่านี้

นอกจากนี้ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นไฮบริด หรือรถยนต์สันดาป ก็ยังมีความสำคัญ การพัฒนาเทคโนโลยีก็ด้วยเช่นกัน ทางเราก็อยากให้รัฐบาลช่วยซัพพอร์ตให้มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น

...

รถกระบะต้องใช้พลังงานทางเลือกที่หลากหลาย

มร.โนริอากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยว่า เมื่อปีที่แล้วมีค่ายรถอีวีเข้ามาทำตลาดในไทยไม่มาก แต่ปี 66 นี้ค่ายรถอีวีเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น ด้วยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล ส่งผลให้ยอดขายเพิ่ม เรามองว่าปี 67 นี้ การสนับสนุนเชิงภาษีจะปรับลดลง ซึ่งยอดขายจะเพิ่มหรือลดลงคาดเดาได้ยาก

ทั้งนี้ ยอดขายในงานมอเตอรเอ็กซ์โปที่ผ่านมากว่า 45% เป็นยอดขายที่มาจากรถ BEV แต่คิดว่าในปี 67 เงินสนับสนุนจากมาตรการอีวีลดลงจาก 150,000 ลงมาเหลือ 100,000 จะส่งผลต่อแคมเปญต่างๆ อย่างไรก็คงต้องตามดูต่อไป

...

สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 นั้น เรามองว่าตลาดรถปิกอัพจะได้อานิสงส์ดังกล่าวเพียง 35,000 คัน ซึ่งต้องดูว่ามีออปชั่นอะไรออกมาเพิ่มเติม เพราะสำคัญมากต่อการพัฒนารถอีวีในอนาคต

"โตโยต้า จึงพัฒนาทางเลือก 3 ทางเลือก Diesel HEV, BEV และ FCEV หรือรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีใดที่มาทำตลาดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สาธารณูปโภค และความชื่นชอบของลูกค้า ซึ่งปิกอัพเป็นรถที่ชาวไทยชื่นชอบ เราจึงต้องการรักษาตลาดในส่วนนี้ ส่วนไฮลักซ์ Next Gen จะมาเมื่อไหร่ เรายังตอบไม่ได้ แต่เราจะพัฒนารถรุ่นใหม่เพื่อสนองต่อความต้องการคนไทยต่อไปอีก"