พาไปดูธุรกิจ Rolls-Royce ในไทยที่มีทั้งเครื่องยนต์เครื่องบิน และระบบไฟฟ้า รวมถึงพลังงานไฮโดรเจนที่มีโอกาสนำไปติดตั้งบนเครื่องบิน
Bicky Bhangu ประธานบริษัท โรลส์-รอยซ์ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แปซิฟิก และประเทศเกาหลีใต้ เล่าถึงการดำเนินงานของ Rolls-Royce ในประเทศไทยให้ "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" ฟังว่า หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 เราก่อตั้งสำนักงานโรลส์-รอยซ์ ประเทศไทย
โดยมีทีมงานประจำที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อคอยช่วยเหลือและดูแลด้านเครื่องยนต์ให้กับลูกค้า และเรามีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าทั้งกลุ่มธุรกิจหลักและทางการทหารมายาวนาน รวมถึงการบินไทยและกองทัพทั้งสามเหล่าทัพ คือ กองทัพอากาศ กองทัพบก และกองทัพเรือไทย
ขณะเดียวกัน โรลส์-รอยซ์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพื่อมองหาโอกาสในการขยายขอบเขตการผลิตด้านการบินและอวกาศในประเทศไทย Rolls-Royce ได้ช่วยในการพัฒนาฐานการผลิตของซัพพลายเออร์ขนาดใหญ่ โดยมีซัพพลายเออร์แยกเป็นอิสระต่อกัน 3 ราย ที่มุ่งเน้นการผลิตในระยะยาวอีกด้วย
...
ในแง่ของการบินพลเรือนของ Rolls-Royce
การบินไทยถือเป็นลูกค้าของโรลส์-รอยซ์ มาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี 2506 เมื่อการบินไทยทำการบินเครื่องบินแบบคาราเวล 3 (Caravelle III) ด้วยเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์เอวอน (Rolls-Royce Avon) จนถึงปัจจุบันที่สายการบินแห่งชาติใช้เครื่องบินที่ติดตั้งเครื่องยนต์เทรนท์ (Trent) รุ่นดังต่อไปนี้
- ฝูงบินแอร์บัส เอ350 หรือ Airbus A350 ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น เทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี (Trent XWB)
- ฝูงบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลน์เนอร์ หรือ Boeing 787 Dreamliner ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น เทรนท์ 1000 (Trent 1000)
- การบินไทยเป็นลูกค้ารายแรกที่ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น เทรนท์ 800 (Trent 800) บนเครื่องบินโบอิ้ง 777 (Boeing 777) ทั้งรุ่น -200 และ -300
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างการบินไทยและโรลส์-รอยซ์ได้รับการขยายออกไปด้วยการออกแบบ และสร้างห้องทดสอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สนามบินนานาชาติดอนเมือง
ส่วนลูกค้าอีกรายหนึ่งของเราในประเทศไทยคือ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ หรือ Thai Air Asia X ที่ให้บริการบินด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ330 (A330) ที่ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น เทรนท์ 700 (Trent 700)
นอกจากนี้ เครื่องบินเจ็ตของรัฐบาลไทย กองทัพ และผู้ให้บริการเอกชน ได้แก่ กัลฟ์สตรีม (Gulfstream) บอมบาร์ดิเอร์ (Bombardier) ไซเทชั่นเอ็กซ์ (Citation X) ต่างก็ติดตั้งเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์
เครื่องยนต์ Rolls-Royce กับการป้องกันประเทศ
Bicky Bhangu กล่าวอีกว่า Rolls-Royce มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอันยาวนานกับประเทศไทย ย้อนกลับไปในช่วงปี 2513-2522 ที่มีสั่งซื้อเรือฟริเกต หรือ Frigate อเนกประสงค์เข้ามาประจำการโดยได้ชื่อว่า "เรือหลวงมกุฎราชกุมาร"
ปัจจุบันเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์กว่า 60 เครื่อง ถูกติดตั้งในอากาศยานของกองทัพไทย ทำหน้าที่เป็นขุมพลังให้กับอากาศยานทั้งประเภทปีกตรึง (fixed wing) และปีกหมุน (rotary wing) ครอบคลุมทั้งอากาศยานที่ใช้ในการขนส่ง
อากาศยานสำหรับฝึก ได้แก่ เครื่องบินลำเลียงรุ่น ซี-130 (C-130) เครื่องบินเจ็ตเอ็มบราเออร์ เลกาซี่ (Embraer Legacy) เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 206 (Bell 206) และเฮลิคอปเตอร์ฝึกบินขั้นสูงอีเอ็น480 (EN480)
นอกจากนี้ Rolls-Royce ยังให้บริการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ (Overhaul) แก่กองทัพไทยผ่านศูนย์บริการเฉพาะด้านของเราที่ตั้งอยู่ทั่วทุกมุมโลก
...
ขณะเดียวกันเรายังเดินหน้าคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ผ่านการอัพเกรดเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การปรับปรุงเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ที56 (T56) เป็นซีรีส์ 3.5 เพื่อให้สามารถใช้กับเครื่องบินลำเลียง C-130 เพื่อช่วยการลดอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการบำรุงรักษาลดลง และประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้น
"นอกจากนี้เรายังมี ธุรกิจระบบไฟฟ้าของโรลส์-รอยซ์มีฐานติดตั้งเครื่องยนต์แบรนด์ mtu ในประเทศไทย โดยรองรับลูกค้าในหลายภาคส่วน รวมถึงกิจการทางทะเล ระบบการขนส่งแบบราง และการผลิตไฟฟ้าด้วยเช่นกัน"
Rolls-Royce กับพลังงานสะอาด
สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของเรามุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน Rolls-Royce ได้ให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 นี่คือการลดปริมาณคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ของเรา การลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
ปัจจุบันธุรกิจการบินได้มีการปล่อยคาร์บอนอยู่ที่ประมาณ 2% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด และเราเชื่อว่าเราสามารถขจัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก 2% นั้นออกได้ด้วยเทคโนโลยีของเรา
...
โดยในระยะสั้นเราได้ทำให้เครื่องยนต์ของเราสามารถใช้ได้กับเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) รวมถึงการที่โรงงานของเราทั้งหมดจะมีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
สำหรับเครื่องยนต์ Trent ทั้งหมดของเราเป็นเครื่องยนต์ที่เข้ากันได้กับเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน 100% ได้ SAF สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 70% เรากำลังมองหาประเภทเชื้อเพลิงใหม่ เช่น ไฮโดรเจน และเครื่องยนต์ของเราก็ได้รับการทดสอบกับไฮโดรเจนแล้วซึ่งเป็นแผนงานระยะยาว
เรายังกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้สามารถผลิต SAF ได้อย่างสะอาด โดยหนึ่งในโซลูชันที่เรามีคือการใช้ SMR (Small modular reactor) ในการผลิต SAF ได้อย่างสะอาดขึ้นด้วย เราจะสามารถใช้เชื้อเพลิงนี้กับเครื่องยนต์ของเราได้ ซึ่งจะทำให้เราแยกตัวเองออกจากไฮโดรคาร์บอนได้อย่างสมบูรณ์
ความเป็นไปได้เกี่ยวกับเครื่องบินไฟฟ้า
เรามีประสบการณ์มากกว่า 100 ปีในด้านพลังและการขับเคลื่อน เราพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ล้ำสมัยต่างๆ และเรากำลังรวมความเชี่ยวชาญทั้งสองด้านนี้พร้อมกับความสามารถของทีมงาน เพื่อให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้าและการขับเคลื่อน
...
อย่างเช่น เครื่องบินที่มีการขึ้นและลงแนวตั้งได้ด้วยพลังงานไฟฟ้า และการขับเคลื่อนทางอากาศขั้นสูง นี่คือโซลูชันระบบที่รวมเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า การจัดเก็บแบตเตอรี่ ตัวควบคุม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านพลังงานเข้าด้วยกันเพื่อให้บริการโซลูชันการขับเคลื่อนทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้เรามีโครงการที่ชื่อว่า Spirit of Innovation ซึ่งในโครงการนี้เราได้มีการทดสอบเครื่องยนต์ที่เราผลิตขึ้นมาแล้ว ซึ่งได้สาธิตในสหราชอาณาจักรและมีสถิติความเร็วสูงสุดในโลกสำหรับการบินด้วยเครื่องยนต์ไฟฟ้าและเรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อไป โดยปัจจุบันเรากำลังพูดคุยกับลูกค้าที่ชื่อว่า Vertical Aerospace และได้ทำการสั่งซื้อเครื่องยนต์นี้จาก Rolls-Royce แล้ว
พลังงานสะอาดกับพลังงานเทคโนโลยีไฮโดรเจน
Bicky Bhangu กล่าวว่า พลังงานจากไฮโดรเจนยังคงเป็นโซลูชันระยะยาว เรามีการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว ในปัจจุบันในการทำการวิจัยมีความคืบหน้าไปเยอะแล้วและเราได้เห็นผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มดีมาก
ทั้งนี้ เราต้องมีความพร้อมในหลายปัจจัย ได้แก่ การผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ต้องการระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เหมาะสม ระบบจัดเก็บที่เหมาะสม และเราจำเป็นต้องมีเครื่องบินที่สามารถรองรับเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้ด้วย ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่มีแต่เรามีการพูดคุยกับ Airbus ในเรื่องนี้อยู่ว่าเราอยากมีการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนบนเครื่องบินของแอร์บัส
ขณะเดียวกัน Rolls-Royce ลงทุนอย่างมากในด้านเทคโนโลยีสำหรับเครื่องยนต์ ปัจจุบันเครื่องยนต์ Trent XWB ที่ใช้ในเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ เรายังลงทุนในเครื่องยนต์รุ่นถัดไป UltraFan ที่จะนำเข้ามาใช้ในอนาคตอันใกล้ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น 10% และได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องยนต์ Trent รุ่นแรกถึง 25% เราได้สาธิตเครื่องยนต์ทั้งหมดของเรารวมถึง Trent XWB และ UltraFan ด้วยเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน 100%
ปัจจุบันเวลาที่เราพูดถึง SAF มันยังเป็นเชื้อเพลิงผสมอยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งสาเหตุที่ยังต้องผสมเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพียงพอที่จะทำให้ราคา SAF ลดลงมาได้ สิ่งที่รัฐบาลในยุโรปทำคือส่งเสริมให้มีการใช้ให้มากขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลในแต่ละภูมิภาคเข้ามาช่วยสนับสนุนผ่านนโยบาย ที่ทำให้สายการบินสามารถที่จะใช้ได้มากขึ้น ทำให้เชื้อเพลิง SAF ถูกลง