พาไปดู Michelin บริหารจัดการ "ยางรถแข่ง" ในการแข่งขันโมโตจีพี รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2023
มร. ปิเอโร ทารามัสโซ่ ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต ผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของมิชลิน หรือ Michelin กล่าวว่า ตลอดฤดูกาลแข่งขันในรายการโมโตจีพีที่ผ่ามาเรานำยางที่ใช้สำหรับการแข่งขันเป็นจำนวนกว่า 20,000 เส้น ปีนี้เราลดจำนวนลงอีก 1,500 เส้น และนำมาให้นักแข่งได้เลือกใช้มากกว่า 30 แบบสำหรับยางหลัง
แต่ในฤดูกาลนี้ หรือการแข่งขัน โมโตจีพี รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2023 (OR Thailand Grand Prix 2023) เราลดยางลงมาเหลือแค่ 20 แบบ ขณะที่สำหรับยางหน้าเดิมมีให้เลือก 12 แบบ ปีนี้ลดเหลือ 10 แบบที่ล้วนคัดสรรมาเพื่อความเหมาะสมที่สุด โดยฤดูกาลที่ผ่านมาเรามีประเภทของเนื้อยางให้เลือก 3 แบบ ตั้งแต่ Soft, Medium และ Hard
สำหรับฤดูกาลนี้เราลดลงโดยให้นักแข่งและทีมเลือกจับคู่ใช้ได้ 2 แบบในแต่ละสนาม ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละสนาม เช่น Soft กับ Medium หรือ Medium กับ Hard ซึ่งทั้ง 12 ทีมแข่งต่างก็เลือกใช้กันอย่างพอใจในปัจจุบัน
...
ทั้งนี้เป็นไปตามแนวทางลดการใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของยาง รวมถึงลดภาระในการขนส่ง ซึ่งหมายถึงการลดการใช้พลังงานที่จะส่งผลต่อการเกิดคาร์บอนและมลภาวะ ทั้งนี้มิชลินตั้งเป้าผลิตยางล้อที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2593
ในเรื่องของความยั่งยืน มิชลินเรียนรู้จากการแข่งขันจักรยานยนต์ไฟฟ้า MotoE™ โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน (สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้) หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติในการขึ้นรูปยางหลังได้มากถึงร้อยละ 52 ส่วนยางหน้าที่ร้อยละ 34 ซึ่งในอีกไม่ช้าเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนดังกล่าวจะได้รับถ่ายทอดมาสู่การแข่งขัน โมโตจีพี สำหรับยางโครงสร้างพร้อมสูตรเนื้อยางใหม่ที่มีการทดสอบอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องจะเริ่มใช้ในฤดูกาล 2025
"ในแต่ละสนาม เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญพิเศษถึง 25 คน โดย 10 คนประจำเตรียมยางให้พร้อมตามออเดอร์ของทุกทีมแข่ง และจะประจำอยู่ที่พิตบ็อกซ์ของแต่ละทีมแข่ง 1 คน ต่อ 2 ทีม หรือ 4 คัน แต่ละสนามเราดำเนินการขนส่งยางโดยตู้ควบคุมอุณหภูมินำมาให้นักแข่งได้ใช้มากกว่า 1,200 เส้น และถูกนำมาใช้ 500-600 เส้นต่อสนาม ยางทั้งหมดผลิตจากประเทศฝรั่งเศส โดยโครงสร้างและส่วนผสมหลักยังเหมือนเดิม เรามีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่พร้อมใช้กับยางรถจักรยานยนต์อยู่หลายโซลูชัน และยังคงเรียนรู้เพื่อค้นหาปรับสูตรให้ได้สมรรถนะที่สมดุลที่สุด"
มร. แฟรงกี้ คาร์เชดิ หัวหน้าทีมเทคนิคของทีมเกรซินี เรซซิ่ง (Gresini Racing) ให้ความเห็นว่า สำหรับช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต มีความท้าทายอย่างมาก โดยรูปแบบของสนามจำเป็นต้องใช้เบรกหนักมากในโค้งที่ 1 และโค้ง 12 รวมถึงโค้ง 3 สุดทางตรงที่รถแข่งอยู่บนความเร็วกว่า 330 กม./ชม. แล้วต้องเบรกเพื่อลดความเร็วให้เหลือความเร็วประมาณ 75 กม./ชม. ภายในเวลาแค่ 7 วินาที ในทุกๆ รอบสนาม
ขณะที่อากาศมีการถ่ายเทน้อยมาก อุณหภูมิยางจึงสูงกว่า 80–100 องศาเซลเซียส อุณหภูมิพื้นผิวแทรคซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเลือกชนิดของยางเป็นอย่างมาก ตั้งแต่รอบซ้อม รอบควอลิฟายจับเวลา รวมถึง Spin Race เราเลือกใช้ยาง Medium กับยาง Hard แม้จะคุ้นเคยและรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของยางมิชลิน
...
แต่ก็ต้องวางกลยุทธ์อย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเลือกใช้ยาง Medium ซึ่งให้การยึดเกาะได้ดีกว่า แต่ความทนทานก็ไม่เท่ายาง Hard ในทางกลับกันยาง Hard ก็ไม่สามารถให้การยึดเกาะได้เท่ากับยาง Medium สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกของนักแข่งแต่ละทีมในเวลานั้นด้วย ยางที่ดีจึงต้องให้ความสมดุลในทุกสภาวะการขับขี่อีกด้วย
ดังนั้น การแข่งรถจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่พิสูจน์ที่สำคัญ และเร่งให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิม การขับขี่แบบหนักหน่วงที่เกิดขึ้นในกีฬามอเตอร์สปอร์ต ทำให้มิชลินมีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทดลองโดยการบันทึกเวลาไว้ เรียนรู้ คิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ และเร่งการพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกคน