นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้า 'e-tron' ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น RS e-Tron GT / e-Tron SUV / Q8 e-Tron แล้ว Audi Thailand ยังนำเสนอรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินพร้อมระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งมีทั้งรถลีมูซีนของผู้บริหารระดับสูงอย่าง A8 และรถอเนกประสงค์ตัวถัง SUV ยกสูง รุ่น Q5, Q7 และ Q8 แล้ว ล่าสุด  Audi Thailand ยังนำเข้ารถทรง Sportback 4 ประตูที่สวยงาม ในเวอร์ชันผสมผสานพลังงานไฟฟ้า PHEV (ปลั๊กอิน-ไฮบริด) เข้ามาทำตลาดในไทยอีกด้วย

...

A7 PHEV เหมือนกับรถปลั๊กอินรุ่น A6 ซาลูน และ A6 Avant ระบบส่งกำลังไฟฟ้า 55 TFSI e มอเตอร์ไฟฟ้าผสานและแบตเตอรี่ขนาด 17.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยภาพรวมแล้ว A7 55 TFSI e PHEV เป็นรถสปอร์ตที่มีความหลากหลาย น่าดึงดูด และไม่มีการประนีประนอมเมื่อเร่งความเร็ว คุณภาพงานประกอบที่ยอดเยี่ยม สไตล์เหนือระดับของรถผู้บริหารระดับสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเบนซินผสมผสานเพื่อความประหยัดและลดมลพิษ สำหรับการใช้งานในยุคที่โลกยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านระบบขับเคลื่อน จากเครื่องยนต์ไปเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ก่อนการมาถึงของ A7 ที่ปรับเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าล้วน 100 % ในอนาคต.........

มาดูที่ราคากันก่อน 

...

Audi A7 Sportback 55 TFSI e Plug-in Hybrid S Line รุ่นมาตรฐาน ราคา 4,799,000 บาท

...

...

Audi A7 Sportback 55 TFSI e Plug-in Hybrid S Line Black Edition รุ่นท็อป ราคา 5,099,000 บาท

ตัวนี้มาครบ ทั้งคาลิปเปอร์เบรก 6 พอต สีแดง ชุดแต่ง Black Edition ไฟโปรเจกเตอร์ แอลอีดี ที่ประตูคู่หน้า เบาะหนังราคาแพงตัดเย็บ เดินตะเข็บด้ายแบบไดมอนคัตซึ่งเย็บโคตรยาก และระบบความปลอดภัย audi pre sense basic / audi pre sense rear / audi lane change assist / exit warning / rear cross traffic

สีตัวถัง 6 สี

สีขาว Glacier White Metallic
สีเงิน Floret Silver Metallic
สีดำ Mythos Black Metallic
สีเทา Chronous Grey Metallic
สีน้ำเงิน Firmament Blue Metallic
สีแดง Grenadine Red Metallic (สีใหม่ใน A7 55 TFSI e)

ห้องโดยสาร
สีดำ Black
สีเทา Grey

รูปลักษณ์ภายนอกของ New A7 Sportback PHEV กระจังหน้าใหม่ที่ออกแบบให้มีความกว้างและวางตำแหน่งต่ำกว่าเดิม รุ่น S Line ติดตั้งกระจังหน้าล้อมกรอบด้วยชิ้นงานอะลูมิเนียมสีเงินบางเฉียบ ส่วนรุ่น S Line Black Edition กระจังหน้าล้อมกรอบด้วยชิ้นงานอะลูมิเนียมสีดำ สปอยเลอร์หน้าเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมที่ทับซ้อนกันอย่างลงตัวที่ช่องรับอากาศ Side Air Inlet เพื่อนำอากาศเข้าไประบายความร้อนให้กับชุดเบรกหน้า ชายล่างของสปอยเลอร์หน้าติดตั้งครีบรีดอากาศ Front Blade ฝากระโปรงหน้าเทลาดสอดรับกับแนวหลังคาที่ค่อยๆ ลดระดับลงไปยังส่วนท้ายอย่างสวยงาม สำหรับมิติตัวถังของ A7 Sportback 55TFSi e Quattro S Line มีความยาว 4,969 มิลลิเมตร กว้าง 1,908 มิลลิเมตร สัดส่วนความสูงอยู่ที่ 1,422 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,926 มิลลิเมตร พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝาท้ายมีขนาดความจุ 535 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังราบลงกับพื้นจะเพิ่มความจุของห้องเก็บของได้ถึง 1,235 ลิตร น้อยกว่า A7 รุ่นเครื่องยนต์ V6 ซึ่งจุสัมภาระได้ถึง 1,390 ลิตร เนื่องจากแบตเตอรี่ไฮบริดที่เพิ่มเข้ามานั้นกินพื้นที่เพิ่มอีกนิด  

ไฟหน้า HD Matrix LED Headlights Technology ติดตั้งหลอด LED ในตำแหน่งไฟเลี้ยว 12 หลอด พร้อมไฟ LED ที่ใช้ส่องมุมด้านข้างของตัวรถ ไฟหน้าทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ รองรับฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคลุม ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติไปตามเซนเซอร์และโซนาร์ตรวจจับวัตถุต่างๆ บนถนน HD Matrix LED ใน A7 Sportback รุ่น 55TFSI e Quattro ปรับมุมของแสงเพื่อเพิ่มระยะของการมองเห็นในที่มืด ช่วยลดมุมอับของแสงไฟขณะขับเคลื่อนอยู่ในโค้งหรือเคลื่อนที่ผ่านทางแยก ลดหรือยกไฟสูงแบบอัตโนมัติ เป็นระบบส่องสว่างของ Audi ยุคใหม่ที่ก้าวล้ำ HD Matrix LED Headlights Technology มีกำลังในการส่องสว่างไกล 600 เมตร มาพร้อมฟังก์ชันปรับตั้งขณะขับขี่ท่ามกลางหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก รวมถึงสภาพการณ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นในเวลากลางคืน

ด้านข้างตัวถังใน A7 Sportback 55 TFSI e เป็นรถที่มีรูปทรงแบบ GT หรือ gran turismo เสาหน้ามีองศาที่ลาดเอียงแบบสมส่วน ไหลลื่นไปกับแนวผืนหลังคาที่ค่อยๆ โค้งลงไปที่ส่วนท้าย ด้านข้างของ A7 มีเส้นที่ชายล่างของบานประตูหน้าลากไปจนถึงประตูบานหลัง สัญลักษณ์ S Line เล็กแปะติดอยู่บริเวณแก้มข้าง ล้อมกรอบกระจกด้วยชิ้นงานอัลลอยสีเงินเพื่อยกระดับของความหรูหรา Audi A7 Sportback 55TFSi e Quattro S Line และ  S Line Black Edition ยัดล้ออัลลอยลายซี่ขอบ 20 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ต continental sport contact 6 ไซส์ 255/40 R20 101Y สำหรับ A7 รุ่น S Line Black Edition ปรับล้ออัลลอยแบบใหม่ ลายห้าก้านคู่ ที่ดูดุดันกว่ารุ่น S Line มาตรฐาน 

ดีไซน์ของไฟท้ายทรงยาวเชื่อมต่อกันทั้งสองข้างคล้าย Porsche Panamera เป็นเทรนที่กำลังมาแรงแต่ Audi ทำออกมาหลายปีแล้ว ไฟท้าย LED รวมถึงไฟเลี้ยวและไฟถอยมีความคมชัดสูงจากการปรับแต่งให้มุมมองที่ชัดเจนทั้งไฟเลี้ยวและไฟเบรก กันชนหลังสอดรับกับแนวของไฟท้าย ส่วนฝาท้ายเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า วิงหลังทำงานในระบบอัตโนมัติหรือจะกดปุ่มสั่งงานให้ยกคาเอาไว้ก็ได้ สำหรับไฟเบรกดวงที่สามซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องการความชัดเจนในการมองเห็นยกขึ้นไปติดอยู่ตรงกลางของชายผืนหลังคา

ห้องโดยสารของ A7 Sportback 55TFSi ปรับแต่งด้วยอุปกรณ์ภายในให้มีความทันสมัย ความพยายามในการลดปุ่มหรือสวิตช์สั่งงานทำให้ New A7 มีความก้าวล้ำด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวก การขับเคลื่อนด้วยรูปแบบการสั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่หน้าจอ พร้อมเสียงคลิกเบาๆ เพื่อทำให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงการตอบสนองในคำสั่งเมื่อกดสัมผัสลงไปที่สัญลักษณ์ต่างๆ บนหน้าจอภาพเพื่อปรับตั้งหรือสั่งงานต่างๆ แดชบอร์ดคอนโซลมีรูปทรงที่คล้ายคลึงกับ Audi A6 ใช้วัสดุคุณภาพสูงไม่ว่าจะเป็นหนังแท้ Valcona หนังสังเคราะห์ ไวนิลกับพลาสติกเกรดสูง อะลูมิเนียมที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งทั้งคอนโซลกลาง ซุ้มเกียร์และแผงประตู ผ้าบุหลังคากับพรมคุณภาพสูง

เบาะของ A7 Sportback โดยเฉพาะรุ่นสูงสุด S Line Black Edition ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยโดย Audi Thailand ใช้เบาะหุ้มหนัง Valcona หนังสีเทา-ดำ Sport Seats Plus เย็บเดินตะเข็บแบบ Diamond cut ด้วยด้ายสีขาว เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมปุ่มบันทึกตำแหน่งเบาะ เบาะโดยสารออกแบบให้มีรูปทรงแบบเบาะของรถสปอร์ต ต่ำลงมาจากพนักพิงศีรษะของตัวเบาะประทับตราสัญลักษณ์ S line เบาะนั่งคู่หน้าปรับตั้งท่านั่งได้อย่างครอบคลุมด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่ เมื่อกดสวิตช์ดับเครื่องยนต์ เบาะคนขับจะเลื่อนถอยหลังเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการก้าวออกจากห้องโดยสาร และเมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์เสร็จเรียบร้อย เบาะจะเลื่อนกลับมาอยู่ในตำแหน่งล่าสุดก่อนการดับเครื่อง เบาะคู่หน้ามีพื้นที่เหลือเฟือ ทั้งพื้นที่วางเท้า พื้นที่เหนือศีรษะ และพื้นที่บริเวณหัวไหล่ที่กว้างขวางคล้ายกับห้องโดยสารของ BMW New Series-6 GT

จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ติดตั้งอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งคนขับ เป็นมาตรวัดจอภาพแบบ TFT thin film transistor LCD หน้าปัดมาตรวัดสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้อย่างหลากหลาย เช่น ปรับให้ชุดมาตรวัดรอบและความเร็วเล็กลงโดยนำเอาเนวิเกเตอร์ หรือระบบนำทางด้วยดาวเทียมมาไว้ตรงกลางจอภาพ ปรับให้ขนาดของมาตรวัดรอบและมาตรวัดความเร็วมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติโดยสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาแสดงไว้ตรงกึ่งกลางระหว่างมาตรวัดทั้งสอง จอภาพมาตรวัด TFT thin film transistor LCD ยังหลอมรวมการแสดงผลแบบ MID หรือ multi information display โดยทำการแสดงผลของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง สเกลการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบปลั๊กอินไฮบริด การชาร์จไฟ ระบบมัลติมีเดีย วัน เดือน ปี และอุณหภูมิภายนอกห้องโดยสาร คำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แจ้งเตือนการใช้พลังงาน รวมถึงเป็นจอมอนิเตอร์เล็กๆ ของระบบความปลอดภัย Audi Driver Assist

แดชบอร์ดคอนโซลทรงล้ำอนาคตของ A7 Sportback ติดตั้งจอภาพมอนิเตอร์กลาง 2 จอภาพ รองรับการแสดงผลในส่วนของระบบ Infotainment ระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ละเอียดและปรับการแสดงผลได้อย่างหลากหลาย จอกลางเป็นศูนย์กลางของสมองกลประจำรถ หรือ MMI Multi Media Interface รวมถึงกล้องมองภาพแบบ 360 องศารอบรถ ช่วยให้ความปลอดภัยเมื่อต้องขับออกจากที่จอดรถคับแคบหรือบ้านที่มีเด็กเล็ก จอภาพด้านล่างมีขนาด 8.6 นิ้ว แสดงผลระบบควบคุมอุณหภูมิ ฮีตเตอร์ ระบบหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสาร พร้อมระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน การควบรวมระบบสั่งงานแบบ MMI Navigation plus with MMI touch response เป็นจอแสดงผลด้วยระบบสัมผัสหรือ Touch Control หรือจะสั่งงานด้วยการเขียนหรือสั่งงานด้วยเสียงก็มีการทำงานที่รวดเร็วแม่นยำ MMI ออกแบบให้สามารถต่อเชื่อมกับโทรศัพท์ในระบบบลูทูธได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วในการเชื่อมต่อ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถปรับตั้งระบบ MMI ให้เชื่อมกับโทรศัพท์เพื่อการรับหรือวางสายโทรเข้า-ออก รวมถึงการเล่นเพลงในมือถือ จอบนมีขนาดความกว้าง 10.1 นิ้ว พร้อมความคมชัดสูงสุด ใช้การออกแบบระบบที่ง่ายสำหรับการเชื่อมต่อ Bluetooth DVD, CD, MP3 และช่องเชื่อมต่อ USB Type C

Audi smartphone interface เชื่อมต่อทุกสิ่งด้วยความรวดเร็วผ่าน multimedia interface control system ซึ่งเปลี่ยนจากปุ่มควบคุมทรงกลมใน Audi รุ่นอื่นๆ มาเป็นการสัมผัสเบาๆ ที่หน้าจอ 10.1 นิ้ว พร้อมเสียงคลิก ผ่านมาที่ปลายนิ้วเพื่อแสดงการตอบสนองของคำสั่ง ส่วนจอภาพด้านล่างเป็นจอควบคุมแบบมัลติฟังก์ชันสั่งงานด้วยการสัมผัสหน้าจอเช่นเดียวกัน พร้อมการสั่งงานในรูปแบบ haptic feedback มีขนาดความกว้าง 8.6 นิ้ว รองรับงานปรับค่าต่างๆ ของตัวรถและระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล ปุ่มควบคุมระบบ Auto Start/Stop ปุ่มยกหรือพับเก็บวิงหลังแบบไฟฟ้า Audi A7 Sportback ยังติดตั้งไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร Contour/ambient lighting ปรับตั้งสีสันของหลอด LED ได้ 5 รูปแบบ เช่น Solar / Impulse / Vision / Caribbean และ Invidivual

พวงมาลัยทรงแบบสามก้านฐาน หนังที่ใช้ห่อหุ้มรอบวงจับได้กระชับมือดี แป้น Paddle Shift มีขนาดเล็ก พวงมาลัย S Line มีตราสัญลักษณ์รูปตัว S บริเวณก้านวงด้านล่าง ส่วนปุ่มและสวิตช์สั่งงานที่ก้านวงพวงมาลัยด้านขวาเป็นที่อยู่ของสวิตช์สั่งงานด้วยเสียง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์บลูทูธ ปุ่มเร่งหรือลดเสียงจากลำโพงและปุ่มเล็กๆ สำหรับการเลือกสถานีวิทยุหรือการเลือกเพลงจากการเล่นผ่าน USB, DVD, CD, MP3 สวิตช์ที่ก้านวงด้านซ้ายสำหรับการปรับตั้งหรือเลือกแสดงผลผ่านจอภาพมาตรวัด Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายและตอบสนองรวดเร็วเมื่อกดสั่งงาน สำหรับซุ้มเกียร์ก็ยังคงความหรูหราของชาติพันธุ์รถซาลูนชั้นดีจากงานตกแต่งด้วยวัสดุอะลูมิเนียม
ระบบเสียง Bang & Olufsen Advanced sound system แบบ 3 มิติ (3D) ลำโพง 16 ตำแหน่งรอบห้องโดยสาร ซับวูฟเฟอร์พลังขับสูงติดตั้งบริเวณตำแหน่งยางอะไหล่ใต้ฝาท้าย

ระบบขับเคลื่อนของ Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro ปลั๊กอินไฮบริด PHEV ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่สูบ เทอร์โบชาร์จ ขนาด 2 ลิตร กำลัง 185 กิโลวัตต์ 252 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้า permanently excited synchronous motor (PSM) กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร มอเตอร์เสริมแรงติดตั้งร่วมกับชุดคลัตช์แยก รวมอยู่ในชุดส่งกำลัง S tronic 7 สปีด พร้อมเทคโนโลยี ultra ในระบบ Quattro เพื่อถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อ กำลังขับรวมของเครื่องยนต์และมอเตอร์ รวม 270 กิโลวัตต์ หรือ 367 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ในรอบต่ำแค่ 1,250 รอบต่อนาที A7 PHEV เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กม./ชม. ระยะทางการใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน (EV Mode 100%) ไกล 40 กิโลเมตร

มอเตอร์ไฟฟ้าของ A7 Sportback 55 TFSI e ใน EV Mode เร่งความเร็วสูงสุดได้ 135 กม./ชม.  แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ประกอบด้วยเซลล์ 104 เซลล์ เก็บพลังงานได้ 14.1 กิโลวัตต์/ชั่วโมง แรงดันไฟฟ้า 381 โวลต์ แบตเตอรี่ออกแบบให้วางอยู่ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระ พร้อมชุดควบคุมอุณหภูมิเพื่อการจ่ายไฟด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด (35-37 องศาเซลเชียส) วงจรระบายความร้อนของแบตเตอรี่เชื่อมต่อกับวงจรน้ำหล่อเย็นของระบบระบายความร้อนและระบบปรับอากาศ พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายเมื่อพับเบาะหลังจะเพิ่มเป็น 1,235 ลิตร เนื่องจากการออกแบบแบตเตอรี่ให้แบนเรียบไม่กินพื้นที่เก็บของ

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใน Audi A7 Sportback 55 TFSI e มาพร้อมกับชุดขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro พร้อมเทคนิคพิเศษ ด้วยการควบคุมเพลาขับเคลื่อนที่ทำงานเร็วปานสายฟ้าฟาด ในสภาพการณ์ปกติที่ผู้ขับไม่ต้องการกำลังแรงบิดส่งไปยังล้อหลัง ระบบ Quattro ultra จะตัดวงจรในเพลาขับเคลื่อนออกจากเฟืองท้ายหลัง โดยเอื้อประโยชน์ให้กับล้อและเพลาขับฝั่งนั้นได้หมุนอย่างอิสระ และเมื่อไม่มีการล็อกจากตัว Diff หลัง เพลาขับฝั่งตรงกันข้ามก็จะไม่มีการหมุนโครงยึดเฟือง เฟืองบายศรีและเพลาใบพัด ลดการสูญเสียกำลัง ลดแรงเสียดทานและทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลง ในกรณีที่ผู้ขับต้องการเทแรงบิดลงไปยังทุกล้อเพื่อเอาตัวรอดในสภาพถนนที่เปียกลื่นหรือขับลุยทางวิบาก ระบบขับสี่ Quattro with Ultra Technology ใช้เซนเซอร์ถ่ายเทข้อมูลไปยังหน่วยประมวลผล ช่วยในการประเมินผลมีความรวดเร็วและแม่นยำ สมองกล electronic control unit จะตรวจจับ input จากค่าของพวงมาลัยและคันเร่งไฟฟ้า โดยสั่งการล่วงหน้าไปยังโหมดขับเคลื่อนที่ผู้ขับอาจเลือกโหมดเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังสมองกลไฟฟ้า แล้วแปรเปลี่ยนเป็นการสั่งงาน ไม่ว่าจะส่งแรงบิดไปยังทุกล้อ หรือเทลงไปที่ล้อหลัง เมื่อล้อหน้าสูญเสียการยึดเกาะ Quattro with Ultra Technology ของ Audi ยังเรียนรู้เพื่อครอบคลุมลักษณะและพฤติกรรมการขับของเจ้าของรถ

electronic control unit ใน Quattro with Ultra Technology ทำหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิภายนอก รับข้อมูลของแรงยึดเกาะ และสั่งงานแปรผันแรงบิดไปยังล้อหน้า/หลังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ภายใต้การควบคุมที่แม่นยำ เมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหน้าเริ่มสูญเสียแรงยึดเกาะ Quattro with Ultra Technology จะลดแรงบิดแล้วถ่ายโอนแรงบิดไปยังล้อที่ยังคงยึดเกาะกับถนนได้ดี แผ่นคลัตช์ของ Haldex เป็นส่วนหนึ่งของกลไก Quattro ซึ่งถูกใช้ในรถยนต์ประสิทธิภาพสูงของ Audi ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตัดวงจรการขับเคลื่อนให้เหลือแค่ 2 ล้อ หรือกระจายแรงไปพร้อมๆ กันทั้งสี่ล้อ แต่ Quattro with Ultra Technology ยังเฝ้าระวังในการเฉลี่ยแรงบิดไปยังเพลาขับเคลื่อนของแต่ละฝั่ง คล้ายกลไกการทำงานของ Diff ล็อกตัวกลาง ระบบใหม่นี้จะทำงานเร็วขึ้นและมีน้ำหนักเบา Quattro with Ultra Technology มีน้ำหนักเบากว่า Quattro เวอร์ชันเก่าถึง 4 กิโลกรัม

Quattro with Ultra Technology สามารถประเมินผลด้านความจำเป็นในการทดกำลังลงไปยังล้อทั้งสี่ เมื่อรวมเข้ากับระบบกระจายแรงบิดหรือ Sport Differential ซึ่งหมายถึงเฟืองท้ายแบบกระจายแรงบิดบนเพลาขับหลัง จากความสามารถของสมองกลไฟฟ้าที่เรียนรู้พฤติกรรมการขับ ระบบจะเทแรงบิดแบบเจาะจงลงไปยังล้อนั้นๆ ได้โดยตรง เพื่อปรับแต่งแรงบิดในล้อแต่ละข้างให้เข้ากับสไตล์และการขับของเจ้าของรถ เพื่อความสมดุลสูงสุดในการขับเคลื่อน ตลอดการใช้งาน จะดีแค่ไหนหากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมีความฉลาดหลักแหลมพร้อมที่จะเรียนรู้สไตล์การขับของคุณอยู่ตลอดเวลา

การหมุนเวียนพลังงานไฟฟ้าหรือการชาร์จขณะขับเคลื่อน กระทำผ่านเพลาขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ultra ออกแบบเฉพาะ A7 Gran Turismo ปรับความสมดุลของแรงบิด ใช้งานง่ายด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าไกลประมาณ 40 กิโลเมตร การผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในโหมด EV ระบบบริหารพลังงานจะสั่งงานให้รถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และโหมด EV จะตั้งค่าพื้นฐานทุกครั้งที่กดปุ่มสตาร์ต ในโหมดการขับขี่ที่สอง Battery Hold ระบบการจัดการจะรักษาความจุของแบตเตอรี่ไว้ที่ระดับล่าสุด เพื่อครอบคลุมระยะทางใช้งานด้วยไฟฟ้า สำหรับโหมดไฮบริดจะทำงานแบบอัตโนมัติตลอดสถานะของการขับเคลื่อน พร้อมฟังก์ชันแนะนำเส้นทางในระบบนำทาง หรือสั่งงานผ่านคนขับโดยใช้ปุ่มโหมดขับเคลื่อน ในโหมด Battery Hold ของ A7 PHEV มีการทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเน้นการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ โดยเฉพาะการขับท่ามกลางสภาพการจราจรในเมือง ระบบจะเลือกระหว่างการขับเคลื่อนแบบอิสระ ผสมผสานกันระหว่างมอเตอร์และเครื่องยนต์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้คันเร่ง โดยมีระบบสะสมพลังงาน Regenerative braking ผสมผสานการชาร์จไฟได้กว่า 35 กิโลวัตต์ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นตัว Regenerative

ระบบชาร์จไฟขนาดกะทัดรัดของ Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro ใช้สายไฟความต้านทานสูง พร้อมปลั๊กแบบ Type 2 สำหรับใช้กับขั้วชาร์จสาธารณะทั่วไป ระบบชาร์จใน A7 PHEV ประกอบด้วยสายไฟสำหรับปลั๊กไฟในบ้านหรือสถานีชาร์จไฟของรถ EV พร้อมชุดควบคุมการชาร์จ ระบบชาร์จไฟมีการแสดงสถานะด้วยหลอด LED ควบรวมกับฟังก์ชันด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบอุณหภูมิระหว่างชาร์จ หรือการป้องกันหากกระแสไฟตก ชุดสายชาร์จของ Audi A7 PHEV มีคลิปติดผนังแบบยึดบล็อก สำหรับการชาร์จ CEE สามเฟส 400 โวลต์ 16 แอมป์ต่อเฟส ใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง ชาร์จได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ ส่วนปลั๊กไฟบ้าน ขนาด 230 โวลต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่เปล่าให้เต็มในเวลาประมาณ 7 ชั่วโมง

ระบบรองรับหรือช่วงล่างของ Audi A7 Sportback PHEV รุ่นใหม่ที่นำเข้ามาขายในไทย เน้นการควบคุมแบบ Sport ด้านหน้าใช้ช่วงล่างแบบดับเบิ้ลวิชโบน ปีกนกอะลูมิเนียมคู่และเหล็กกันโคลง แขนยึดโยงของช่วงล่างด้านหน้าทำจากอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักใต้สปริงและให้ความรู้สึกของการถ่ายทอดประสิทธิภาพการยึดเกาะที่รวดเร็ว สำหรับช่วงล่างหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ จุดยึดต่างๆ ของช่วงล่างด้านหลังยังคงใช้อะลูมิเนียมเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือศักยภาพของการควบคุมแชสซีไม่ให้ออกอาการที่ขัดแย้งกับไดนามิกของตัวรถ ช่วงล่างของ A7 Sportback PHEV แม้จะไม่ใช่ช่วงล่างแบบ Air Suspension แต่มีการปรับเซตให้ลงตัวและเหมาะกับรูปแบบและสไตล์ GT หรือ gran turismo เน้นไปที่การลดอาการโคลงตัว.

อุปกรณ์ภายนอกที่เพิ่มเข้ามาทั้งสองรุ่น 
ล้อลายใหม่ ขอบ 20 นิ้ว 
ระบบช่วยปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารก่อนการขับขี่
กระจังหน้าแบบใหม่ 
USB Type C ด้านหลัง 2 ตำแหน่ง

อุปกรณ์ใหม่ของรุ่น Black Edition
คาลิปเปอร์เบรก 6 พอต สีแดง
ชุดแต่ง Black Edition
ไฟโปรเจกเตอร์ แอลอีดี ที่ประตูคู่หน้า
เบาะหนัง เดินตะเข็บด้ายแบบไดมอนคัต
ระบบความปลอดภัย Audi pre sense basic / Audi pre sense rear / Audi lane change assist / exit warning / rear cross traffic

ระบบความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร 
ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง 
ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย 
เบรกมือไฟฟ้า 
ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง (Audi hold assist) 
ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) 
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic brake distribution) 
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS (Traction control system) 
ระบบควบคุมการทรงตัว ESC (Electronic control system with
stabilization function)
เซนเซอร์หน้า, หลัง และด้านข้างช่วยในการนำรถเข้าจอด 
กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 
กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด 
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก 
ชุดปฐมพยาบาล 

อุปกรณ์มาตรฐาน
ช่วงล่างแบบ Sports
ระบบเลือกโหมดการขับขี่ (Audi drive select) 
ชุดตกแต่งภายนอก-ภายในแบบ S line 
หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า 
ไฟหน้าแบบ HD Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟด้านหน้า-หลัง
(Light staging)
Quattro with Ultra Technology
ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED 
ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ 
กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติ 
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ 
กระจกมองข้างตัดแสงและปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันบันทึกตำแหน่ง

ความสะดวกสบาย
เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona
เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sports พร้อมสัญลักษณ์ S line 
เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่ 
ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 4 โซน 
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน แบบสปอร์ตท้ายตัด ตกแต่งด้วยหนัง Perforated พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise control) 
กุญแจแบบ Comfort key พร้อมระบบเปิด-ปิดบานประตูท้าย
โดยไม่ต้องใช้มือ
ระบบปรับอุณหภูมิห้องโดยสารก่อนการขับเคลื่อน

ระบบข้อมูลและความบันเทิง
เครื่องเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ
ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า 
จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 
ระบบ MMI Navigation plus with MMI touch response
พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว
ระบบ Audi smartphone interface 
จอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว 
รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 
รองรับ DVD, CD, MP3 และ USB 
ไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร (Contour/ambient lighting

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/