Ford New Everest 2022 เจเนอเรชันใหม่
- ตัวเลือกโหมดการขับขี่ 6 โหมด ในการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและเส้นทางออฟโรด
- ระยะฐานล้อกว้างขึ้น ระยะระหว่างล้อหน้าและหลังที่เพิ่มขึ้น 50 มิลมิเมตร เพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวสำหรับมุมจากและมุมเงยถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น
...
New Ford Everest รุ่น Sport
New Ford Everest รุ่น Sport ตอบโจทย์การใช้งาน เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตกแต่งแนวสปอร์ต ด้วยรายละเอียดสีดำเงาบริเวณมือจับประตู และโลโก้ EVEREST บนฝากระโปรงหน้า ไฟท้าย LED เอกลักษณ์ของ Everest ประตูฝาท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ห้องโดยสารภายในเรียบหรู ตกแต่งด้วยเบาะนั่งสีดำลายสปอร์ต ปรับได้ 8 ทิศทางทั้งเบาะคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า รุ่น Sport มาพร้อมช่องต่อ USB ที่กระจกมองหลังสำหรับติดกล้อง และอีก 4 ตำแหน่งบริเวณคอนโซลหน้า และเบาะแถวที่ 2
New Ford Everest 2022 รุ่น Sport ราคา 1,464,000 บาท
...
New Ford Everest Titanium Plus 4x2
New Ford Everest Titanium Plus 4x2 ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดแบบ SelectShift กำลังสูงสุด 210 PS แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ภายนอกตกแต่งแบบพรีเมียม ราวหลังคาและมือจับประตูโครเมียมสีเงิน บันไดข้างสีดำพร้อมชุดตกแต่งสีเงิน ไปจนถึงหลังคา Panoramic Moonroof เอกลักษณ์สำหรับรุ่น Titanium Plus ไฟส่องสว่างข้างตัวรถช่วยให้ทราบตำแหน่งที่จอดรถในยามค่ำคืนได้ ภายในบริเวณคอนโซลประกอบไปด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัล ได้แก่ จอสีขนาด 12.4 นิ้ว และจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC®4A ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งแถวที่ 3 พับไฟฟ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ การชาร์จอุปกรณ์สื่อสารได้ที่ช่องต่อไฟ 230V ที่คอนโซลกลาง ระบบ Electric Brake Booster ที่รองรับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control
New Ford Everest Titanium Plus 4x2 ราคา 1,704,000 บาท
...
New Ford Everest Titanium Plus 4x4
New Ford Everest Titanium Plus 4x4 2022 เป็นรุ่นที่มาพร้อมความสมบุกสมบันครบครัน และความสะดวกสบาย ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เกียร์อัตโนมัติแบบ E-Shifter 10 สปีด เสริมด้วยระบบ Terrain Management System โหมดการขับขี่ 6 โหมด คือ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง โหมดทางลื่น โหมดโคลน และโหมดทราย พร้อมระบบดิฟล็อกหลังแบบไฟฟ้า เพิ่มความสามารถในการบุกตะลุยในทุกสภาพพื้นผิว ไฟหน้า Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลำแสงไฟอัตโนมัติ ระบบป้องกันไฟรบกวนสายตา ระบบความปลอดภัย ทั้งระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบช่วยจอด 2.0 (Fully Automated Active Park Assist)
New Ford Everest Titanium Plus 4x4 2022 ราคา 1,854,000 บาท
...
Ford Everest 2022 ทุกรุ่น รับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
New Ford Everest 2022 เจเนอเรชันใหม่ มีทั้งหมด 6 สี ได้แก่
สีขาว สโนว์เฟลค ไวท์ เพิร์ล
สีเงิน อะลูมิเนียม เมทัลลิก
สีดำ แอบโซลูท แบล็ก
สีเทา เมทิออร์ เกรย์
สีน้ำตาล อีควิน็อกซ์ บรอนซ์
สีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
การขับลุยเส้นทางวิบากหรือเดินทางข้ามจังหวัดบนถนนหลวง Ford Thailand แจ้งว่า Everest 2022 เจเนอเรชันใหม่ มีการปรับระบบขับเคลื่อน พร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกให้เหมาะกับการเดินทาง กล้องมองรอบคัน 360 องศระบบล็อกเฟืองท้าย สำหรับการขับบนทางวิบากออฟโรด
Everest รถยนต์อเนกประสงค์ PPV SUV 7 ที่นั่ง ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่พร้อมพิชิตเส้นทางสมบุกสมบันอยู่แล้ว Ford ต้องการตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าในรถรุ่นใหม่ ด้วยการพัฒนาการใช้งานให้หลากหลาย เพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการผนวกเทคโนโลยีมากมายเพื่อให้ Everest 2022 เจเนอเรชันใหม่ มีสรรถนะเหนือชั้นที่สุดเท่าที่ Ford Everest เคยมีมา” เอียน ฟอสตัน หัวหน้าวิศวกรแพลตฟอร์ม T6 กล่าว
ทีมวิศวกรของ Ford พัฒนาโหมดการขับขี่ที่เลือกได้มากถึง 6 โหมด เพื่อให้ผู้ขับเข้าถึงการตอบสนองท่ามกลางสภาวะของผิวถนนในรูปแบบที่แตกต่างกัน การปรับตั้งโหมดขับเคลื่อนใช้หมุนปุ่มควบคุม ซึ่งรถแต่ละรุ่นจะมีโหมดการขับแตกต่างกันไป ได้แก่
โหมดปกติ – สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ในรูปแบบการขับขี่ปกติ
โหมดประหยัด – เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงสุดด้วยการลดความไวของคันเร่ง ปรับการเปลี่ยนเกียร์ให้ไวขึ้น และปรับจูนระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติให้ประหยัดเชื้อเพลิง
โหมดลากจูงและบรรทุก – ออกแบบมาเพื่อใช้งานขณะลากจูงหรือบรรทุกของหนัก โดยจะปรับเกียร์ให้เหมาะสมเพื่อรักษากำลังและการหน่วงกำลังเครื่องยนต์ขณะขึ้น-ลงเขา รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักพวงมาลัยเพื่อการควบคุมที่มั่นคง
โหมดทางลื่น – สำหรับการขับขี่บนพื้นแข็งที่มีผิวลื่น เช่น หญ้าเปียก เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานร่วมกันเพื่อลดการลื่นไถล พร้อมปรับการทำงานของระบบป้องกันล้อหมุนฟรีเพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและทรงตัว
โหมดโคลน/ร่อง – สำหรับการใช้งานออฟโรดบนเส้นทางที่เป็นแอ่งโคลนหรือมีน้ำขัง ออกแบบมาเพื่อช่วยรักษาโมเมนตัมของรถ แต่ยังคงปล่อยให้ล้อปั่นอย่างเหมาะสม เพื่อรีดโคลนออกจากดอกยาง
โหมดทราย – สำหรับการขับขี่ออฟโรด เหมาะใช้งานทั้งบนพื้นทรายและหิมะหนา โดยระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง การเปลี่ยนเกียร์ และการควบคุมการทรงตัวเพื่อรักษาโมเมนตัมของรถ
โหมดการขับขี่ดังกล่าวยังผสานการทำงานกับเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนแบบอื่น ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ เปิดใช้งาน ผ่านหน้าจอ SYNC ในโหมดสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัด การแสดงภาพจากกล้องหน้าบนหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ตรงกลางคอนโซล ร็อบ ฮิวโก้ ผู้จัดการฝ่ายประสบการณ์การขับ Ford Everest กล่าวว่า “เราพอใจกับมุมมองกล้องหน้าของ Everest เจเนอเรชันใหม่ เป็นพิเศษ และเชื่อว่าผู้ที่ต้องขับรถออกนอกเส้นทางแบบผจญภัยบนทางออฟโรดก็น่าจะชอบเช่นกัน การแสดงเส้นบอกวงเลี้ยวบนหน้าจอจะช่วยให้ขับขี่ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะชนสิ่งกีดขวาง” จากการทดสอบในกว่า 10 ประเทศ ตั้งแต่เส้นทางชนบทที่ห่างไกลในออสเตรเลีย พื้นที่ป่าทึบในประเทศไทย เขตภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะในนิวซีแลนด์ ไปจนถึงผืนทะเลทรายที่ร้อนระอุในดูไบ เทคโนโลยีที่ติดตั้งมาใน Ford Everest เจเนอเรชันใหม่ รองรับการเดินทางหลากหลายรูปแบบ
“ลูกค้ามั่นใจได้ในเทคโนโลยีที่ใส่มาใน Everest เจเนอเรชันใหม่ มีการทดสอบรถแบบสุดหฤโหด ทั้งในโปรแกรมจำลองสถานการณ์ และในสถานการณ์การขับทดสอบบนถนนจริง เพื่อให้แน่ใจว่า Everest สามารถลุยฝ่าอุปสรรค ด้วยความแข็งแกร่ง ปลอดภัย และทนทานมากพอที่จะสนองความต้องการของนักขับสายผจญภัย” จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าวิศวกรโปรแกรม Everest กล่าวเสริม
นอกจากเทคโนโลยีเพื่อสมรรถนะ Everest 2022 ยังมาพร้อมแชสซีที่มีความยาวกว่าเดิม 50 มิลมิเมตร ฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลมิเมตร ทำให้ส่วนหน้าและท้ายรถสั้นลง รวมถึงมุมจากและมุมเงยที่เพิ่มขึ้น (สูงสุด 30 องศา) ส่งผลให้การควบคุมรถและสมรรถนะในการขับดีขึ้นทั้งบนทางเรียบและออฟโรด
การติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบพาร์ทไทม์ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะและการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยระบบไฟฟ้า (Electronic Shift-On-The-Fly) ด้วยตัวเลือกการขับขี่แบบ 2H, 4H และ 4L โดยค่าเริ่มต้นในโหมดปกติอยู่ที่เกียร์ 2H สำหรับการขับขี่ทั่วไปเพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด แต่เมื่อคุณเข้าสู่เส้นทางออฟโรด เกียร์ 4H จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและเสริมการควบคุมรถ สำหรับทางลาดชัน พื้นหิน และทราย เกียร์ 4L จะเพิ่มแรงบิดแบบทวีคูณเพื่อการควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทาง เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ
“การพัฒนาต่อยอดอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อนและความสะดวกสบายที่ผู้คนชื่นชอบอยู่แล้วใน Everest รุ่นก่อน และเพิ่มสมรรถนะในการขับมากขึ้นอีก เพื่อใช้งานทั้งในเมืองและตะลุยป่าเขาได้อย่างมั่นใจ เทคโนโลยีระบบช่วยขับและระบบความปลอดภัย ช่วยให้นักขับมือใหม่มีความมั่นใจมากขึ้น ขณะที่นักขับสายออฟโรดก็ขับสนุกได้มากกว่าเดิม จากการพัฒนาแชสซีและช่วงล่างใหม่ ซึ่งเน้นความสบายและความปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุ” เอียน ฟอสตัน หัวหน้าวิศวกรแพลตฟอร์ม T6 กล่าวสรุป.
ระบบความปลอดภัย ได้แก่
· ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และระบบควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering)
· ระบบเปิด-ปิดไฟสูง (Auto high-beam headlamps)
· ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (Automatic Emergency Braking with Pedestrian Detection)
· ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning with Brake Support)
· ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน (Post-Impact Braking)
· ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
· ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning)
· ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด (Blind Spot Information System with Cross-Traffic Alert and Braking)
· กล้องมองรอบคัน 360 องศา (360-degree camera)
· ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง (Reverse Brake Assist)
· ระบบช่วยหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ (Evasive Steer Assist)
· ระบบตรวจเช็กลมยาง (Tire Pressure Monitoring System)
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/