การเดินทางโดยเครื่องบินนับว่าเป็นการเดินทางที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากแต่ละบริษัทผู้ประกอบการได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วยในการขับเคลื่อน นักบินจะต้องได้รับการฝึกและมีประสบการณ์ทางการบินเป็นอย่างดีมาแล้ว เพราะแต่ละสายการบินพาณิชย์ จะมีหลักว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารคือหลักการสำคัญในการดำเนินการบิน แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุแล้วก็คือ เหตุที่อุบัติขึ้นได้โดยไม่คาดคิด
...
อุบัติเหตุจากการเดินทางด้วยอากาศยานโดยสาร เกิดได้จากปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่ เครื่องยนต์ ระบบควบคุมการบิน ปัจจัยจากมนุษย์ ได้แก่ นักบิน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน ฯลฯ และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพอากาศแปรปรวน และปัญหาการชนปะทะกับนก (รวมทั้งค้างคาว) ปัญหาการชนของนกกับเครื่องบิน (bird strike) ที่ทำให้เกิดอุบิติเหตุนั้น เป็นเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในแต่ละปีจนนับครั้งไม่ถ้วน มากกว่าอุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากเครื่องบินชนกัน หรือเครื่องขัดข้องหลายเท่าตัว ความเสียหายในลักษณะดังกล่าว สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่ามหาศาล นับตั้งแต่การสูญเสียชีวิต ค่าซ่อมเครื่องบิน การเสียเวลาในการซ่อม ทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง
สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากนกชนกับเครื่องบินนั้น มีรายงานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2455 เป็นต้นมา และเกิดขึ้นในหลายประเทศของโลก เช่น อินเดีย เนปาล สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไนจีเรีย ฮ่องกง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สวีเดน อิสราเอล อิหร่าน และประเทศไทย ชนิดของเครื่องบินมีตั้งแต่ DC 3, DC 6, DC 9, DC 10, Dakota, Lockheed Boeing รุ่นต่างๆ และยังรวมถึงเครื่อง Helicopter ด้วย ปัญหาเรื่องของประชากรนก จึงเป็นปัญหาใหญ่ของท่าอากาศยานในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานเมืองกัตมันฑุ (Kathmandu) ประเทศเนปาล เพราะนอกจากจะเป็นท่าอากาศยานที่ยากต่อการนำเครื่องบินลงจอด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้หุบเขาแล้ว ยังมีฝูงนกแร้งจำนวนมากบินหากินกีดขวางเส้นทางการขึ้นลงของเครื่องบิน บางครั้ง นักบินจำเป็นต้องบินวน แล้วรอจนกว่าฝูงนกเหล่านั้นจะบินออกไปจากทิศทางที่กำลังจะร่อนลง ชาวเนปาลเองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับนกชนิดนี้ จังไม่มีการกำจัดนกแร้ง ทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาสำหรับการขึ้นลงของอากาศยานรอบๆ สนามบิน
ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้ความสนใจในเรื่องนกชนกับเครื่องบินเป็นอย่างมาก โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการภายในประเทศและระหว่างประเทศขึ้น เพื่อร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากนกในบริเวณท่าอากาศยานอาจมีการเพิ่มจำนวนขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล สภาพแวดล้อมในสนามบินเหมาะกับการหากินของนกบางสายพันธุ์ องค์กรความปลอดภัยทางการเดินอากาศ จัดให้มีการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งคาดว่า การร่วมมือกันวิเคราะห์ถึงปัญหาและหาทางแก้ใข จะได้ผลดีในแต่ละประเทศ (ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ตึกสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ.2526) และหลายประเทศก็ได้กำหนดมาตรการต่างๆ สำหรับป้องกันอุบัติเหตุการบิน อันเนื่องมาจากนก จากการประชุมคณะกรรมการอุบัติเหตุเนื่องจากนก (Bird Strike Committee) ของทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 นั้น นับว่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมถึง 130 คน จาก 27 ประเทศ ในที่ประชุมนี้ได้มีการนำเสนอบทความต่อที่ประชุมถึง 54 บทความด้วยกัน ซึ่งแต่ละบทความต่างก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และได้รวบรวมตัวอย่างอุบัติภัยเนื่องจากนกที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจดังนี้
...
ในปี พ.ศ.2538 สายการบินของสหราชอาณาจักรอังกฤษได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนนกเป็นจำนวนถึง 10,000 ครั้ง และมีรายงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ในปี พ.ศ.2540 ซึ่งบรรดาประเทศในทวีปยุโรปด้วยกันต่างก็มีประสบการณ์ การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประสบเหตุมากกว่าที่ประเทศอังกฤษถึง 2 เท่า สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากต้นหญ้าบริเวณสนามบินได้แห้งตาย เนื่องจากฤดูร้อนอันยาวนาน ทำให้ฝูงนกสามารถบินลงมาสู่พื้นดินได้ง่ายขึ้น
...
ในปี พ.ศ.2538 นับว่าเป็นปีที่มีอุบัติเหตุของเครื่องบินอันเกิดจากการชนกับนกครั้งรุนแรงหลายครั้ง เช่นเกิดขึ้นกับเครื่องบิน Falcon 20 ที่ Le Bourget อีกครั้งหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเครื่องบิน Boeing 707 ที่รัฐอแลสกา ครั้งนี้มิได้ชนกับฝูงนกขนาดเล็ก แต่ชนกับฝูงห่าน ส่วนเครื่องบิน ขับไล่ F15 ในอิสราเอลก็ได้ชนกับฝูงนกจนเกิดอุบัติเหตุเช่นกัน ทั้งหมดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 คน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้เปิดเผยว่า มีเครื่องบินทหารอย่างน้อย 4 เครื่อง ได้รับความเสียหาย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2539 เครื่องบิน Robin ได้ชนกับนกแร้ง และนกได้ติดเข้าไปในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ดับและตก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ซึ่งขณะรายงานในที่ประชุมอุบัติเหตุครั้งนั้นมีการสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อหาทางแก้ไข
...
สหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการประชุมของคณะกรรมการอุบัติภัยเนื่องจากนก (Bird Strike Committee) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2539 โดยมีรายงานถึง อุบัติเหตุจากการที่เครื่องบินชนฝูงนกว่าเกิดขึ้นทั้งหมดถึง 6,159 ครั้ง ภายในปี พ.ศ. 2536-2538 ในจำนวนนี้มีถึง 979 ครั้งที่สร้างความเสียหายให้แก่เครื่องบิน เฉลี่ยคิดเป็นเงินประมาณปีละ 35.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้เสียเวลาเฉลี่ย 40,000 ชม. สรุปเหตุการณ์ภายใน 3 ปี มีตัวอย่างนกที่เป็นเหตุดังนี้
- นกนางนวล (gulls) บินชนเครื่องบินร้อยละ 30 ของอุบัติเหตุทั้งหมด เฉลี่ยความเสียหาย 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ห่าน (geese) บินชนเพียงร้อยละ 7 แต่เฉลี่ยความเสียหายครั้งละ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ
- นกพิราบ (pigeon) เพียงตัวเดียวบินชน สร้างความเสียหาย 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
- กลุ่มนกเหยี่ยว (birds of prey) บินชนร้อยละ 11 สร้างความเสียหาย 2.7 ล้าน เหรียญ
- นกไม่ทราบชนิดหรือสายพันธุ์ บินชน สร้างความเสียหาย 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินชนกับนกที่น่าสนใจดังต่อไปนี้คือ
29 พฤศจิกายน พ.ศ.2516 เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งชนกับนกในขณะที่บินอยู่ในน่านฟ้าของสาธารณรัฐโกตดิวัวร์ (มีเมืองหลวงชื่อกรุงยามุสซุโกร) ผลของการชนกันระหว่างนกกับเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์เครื่องหนึ่งดับใช้การไม่ได้ เครื่องบินต้องหาทางร่อนลงจอด โชคดีที่จอดได้อย่างปลอดภัย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้พิสูจน์ว่า ขนนกที่ติดอยู่ในเครื่องบินนั้น เป็นขนของนกแร้งรัพเพลจริง (นกแร้งรัพเพล บินได้สูงถึง 11,277 เมตร หรือ 37,000 ฟุต)
เมษายน พ.ศ. 2538 ที่ London Ontario อากาศยานปีกหมุน Helicopter Bell 222 ขณะที่กำลังบินอยู่ที่ระดับความสูง 1,000 ฟุต มีนกตัวหนึ่งบินสวนเข้าไปในห้องนักบิน นักบินได้พยายามนำเครื่องลงจอดทั้งๆ ที่ทัศนวิสัยไม่ดีนัก โดยนักบินและผู้โดยสารปลอดภัย
กันยายน พ.ศ. 2538 ที่สนามบิน Dulles รัฐวอชิงตัน เครื่องบิน Boeing 757 บินชนกับฝูงห่าน (Canada geese) ทำให้เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่อง และปีกเครื่องบินได้รับความเสียหาย
กันยายน พ.ศ. 2538 เครื่องบิน Boeing 707 ตกที่รัฐ Alaska มีผู้เสียชีวิต 24 คน เหตุเกิดเนื่องจาก หลังจากเครื่องบินวิ่งขึ้นไม่นาน ได้ชนเข้ากับฝูงห่าน (Canada geese) ทำให้เครื่องยนต์ด้านซ้ายทั้งคู่ดับ
มกราคม พ.ศ. 2540 เครื่องบิน Boeing 747 ต้องบินวนกลับมาลงที่ท่าอากาศยานออสเตรเลีย (Australian Airport) หลังจากที่บินไต่ความสูงขึ้นไปได้ไม่นาน เนื่องจากชนกับห่าน (Magpie goose) หนัก 2.5 กก. เพียงตัวเดียว ทำให้เครื่องยนต์ดับ 1 เครื่อง และอีกเครื่องได้รับความเสียหาย แต่นักบินก็ได้พยายามนำเครื่องกลับมาลงได้อย่างปลอดภัย
15 มกราคม พ.ศ. 2551 เกิดเหตุเครื่องบินชนเข้ากับฝูงนก เครื่องบินโดยสาร Airbus A 320-200 ของสายการบิน US Airway ได้ชนกับฝูงนกบนท้องฟ้า ก่อนที่เครื่องบินจะตกลงสู่ผืนน้ำในแม่น้ำฮัดสัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างน้อย 78 คน แต่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงรายเดียวที่ขาหักทั้งสองข้าง เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเครื่องบินลำนี้ทะยานออกจากสนามบินลาการ์เดีย ในนครนิวยอร์ก เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองชาร์ล็อต รัฐนอร์ธแคโรไลนา ได้ไม่ถึง 1 นาที ก็พุ่งชนกับฝูงนกบนท้องฟ้า ทำให้เครื่องยนต์ของเครื่องบินดับทั้งสองข้าง เป็นผลให้นักบินตัดสินใจบังคับควบคุมเครื่องบินให้ร่อนลงแม่น้ำฮัดสันที่ไหลระหว่างรัฐนิวยอร์กกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งจุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับถนนสายที่ 48 ในย่านกลางเมืองแมนฮัตตัน
หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจน้ำ และทีมกู้ภัยนับร้อยนาย พร้อมเรือกู้ชีพได้รุดไปยังที่เกิดเหตุในทันที เพื่อช่วยเหลือ ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดที่สามารถพาตัวเองออกมาจากเครื่องบินที่ลอยเคว้งอยู่กลางแม่น้ำได้ ซึ่งผู้โดยสารบางส่วนยืนรอคอยความช่วยเหลืออยู่บนปีกเครื่องบินที่พลิกเอียงอยู่ปริ่มน้ำ ขณะที่อีกราว 35 คน ลอยคออยู่ในแม่น้ำที่หนาวยะเยือกด้วยอุณหภูมิที่ติดลบถึง 6.7 องศาเซลเซียส โดยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ในการลำเลียงผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดขึ้นฝั่งนั้นมีขึ้นท่ามกลางสายตาของประชาชนจำนวนมากที่เฝ้าดูอยู่ตามอาคารสำนักงานและอพาร์ตเมนต์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บางคนเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดความผิดปกติของเครื่องบินจนกระทั่งเครื่องบินดิ่งลงสู่ผืนน้ำ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยสามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 155 คน บนเครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นเรือชูชีพได้ทั้งหมด ก่อนที่เครื่องบินจะจม ซึ่งมีผู้โดยสารรายหนึ่งขาหักทั้งสองข้าง และอีกอย่างน้อย 78 คน ได้รับบาดเจ็บ แต่ส่วนใหญ่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะที่รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานการบินแห่งรัฐ (เอฟเอเอ) ชี้ว่า เครื่องยนต์ของเครื่องบินลำเกิดเหตุได้หยุดทำงานไปหลังจากประสบเหตุชนกับฝูงนก แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันในรายงานนี้ ส่วนสมมติฐานในประเด็นของการก่อการร้ายนั้นได้ถูกตัดทิ้งไป จากอุบัติเหตุครั้งนี้ที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ทำให้นักบินได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นฮีโร่ที่สามารถควบคุมเครื่องบินลงสู่แม่น้ำได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่ง นายไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ที่มีประสบการณ์เป็นนักบินด้วย กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่านักบินสามารถทำงานได้อย่างเชี่ยวชาญในการนำเครื่องบินลงสู่แม่น้ำ และได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนได้ออกจากเครื่องบินแล้วทั้งหมด
ขณะที่ นายเดวิด แพทเทอร์สัน ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า "นี่เป็นปาฏิหาริย์บนแม่น้ำฮัดสัน" สำหรับนักบินที่เชื่อว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องบินลำเกิดเหตุนี้คือ กัปตัน เชสลีย์ บี.ซัลเลนเบอร์เกอร์ ที่ 3 อายุ 58 ปี ทำงานให้กับสายการบินยูเอส แอร์เวย์ส มานานถึง 29 ปีแล้ว และยังเปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของตนเองด้วย นายดั๊ก เชิร์ช โฆษกของสหภาพหอควบคุมการบินแห่งชาติ กล่าวว่า นักบินได้รายงานว่าเครื่องบินประสบเหตุชนกับฝูงนกเพียงไม่ถึง 1 นาที หลังจากเครื่องบินขึ้นจากรันเวย์ ด้าน นายเจฟ โคลอดเจย์ ผู้โดยสารชาวเมืองนอร์กวอล์ก เล่าว่า ตนได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 1 ครั้งหลังบินออกมาได้ 2-3 นาที จึงได้หันออกไปมองด้านซ้ายของเครื่องบินและเห็นไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์ตัวหนึ่ง จากนั้นกัปตันได้แจ้งให้เตรียมพร้อมรับมือ เพราะเครื่องบินกำลังจะร่อนลงฉุกเฉินในแม่น้ำฮัดสัน
6 ตุลาคม พ.ศ. 2556 สายการบิน American Airlines เครื่องบินแบบ Boeing 777-200 หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N790AN เที่ยวบินที่ AA-289 ออกเดินทางจากสนามบิน Chicago O'Hare รัฐ Illinois สหรัฐอเมริกา เดินทางไปยังสนามบินเมือง Shanghai ประเทศจีน โดยมีผู้โดยสารบนเที่ยวบินจำนวน 236 คน และลูกเรือกว่าอีก 15 คน ขณะที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับความสูงอยู่ที่ความสูง 5,000 ฟุต หลังจากบินขึ้นมาจากสนามบิน Chicago นักบินได้รายงานให้หอควบคุมการบินทราบว่า เครื่องบินได้บินชนนกประมาณ 2 - 3 ตัว และจำเป็นที่จะต้องบินกลับไปลงยังสนามบิน Chicago ในทันที และให้ทางสนามบินเตรียม emergency unit ไว้ด้วย เนื่องจากเครื่องบินต้องลงจอดแบบ overweight landing หลังจากนั้นประมาณ 25 นาที เที่ยวบินดังกล่าวลงจอดอย่างปลอดภัยโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น เครื่องบินสำรองแบบ Boeing 777-200 หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N799AN ได้เดินทางถึงสนามบินปลายทางเมือง Shanghai โดยล่าช้ากว่ากำหนดการเดิน
13 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เครื่องบินของสายการบิน Jetblue เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320-200, หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N709JB เที่ยวบินที่ B6-721 ออกเดินทางจากสนามบิน JFK มหานคร New York ประเทศสหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่สนามบินเมือง Nassau หมู่เกาะบาฮามาส ขณะที่เครื่องบินกำลังวิ่งขึ้นจากสนามบิน โดยกำลังไต่ระดับความสูงอยู่ที่ 500 ถึง 700 ฟุตเหนือพื้นดิน นักบินได้รายงานให้ทางหอควบคุมการบินทราบว่า เครื่องบินได้บินชนนกที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงไปยังพื้นทางวิ่ง โดยให้ทางเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการตรวจสอบ เครื่องบินลำดังกล่าวได้ทำการไต่ระดับความสูงต่อไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 20,000 ฟุต หลังจากนั้นนักบินได้ตัดสินใจนำเครื่องบินกลับมาลงจอดที่สนามบิน JFK เพื่อทำการตรวจสอบถึงความเสียหายเพื่อความปลอดภัยต่อการบิน โดยเที่ยวบินดังกล่าวได้กลับมาลงจอด เป็นเวลา 35 นาทีหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เครื่องบินได้ให้บริการต่อหลังจากที่เข้ารับการตรวจเช็กว่ามีความปลอดภัย และเดินทางถึงสนามบินเมือง Nassau ประเทศบาฮามาส โดยล่าช้าจากกำหนดการเดิม 2 ชั่วโมง
10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เกิดเหตุเครื่องบิน Airbus A320-200 ของสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบินที่ FD3188 บินจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องบินโดยสารลำดังกล่าวพุ่งชนวัตถุบางอย่างที่คาดว่าเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ ขณะกำลังร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จนเป็นเหตุให้ปีกเครื่องบินด้านซ้ายยุบ ได้รับความเสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 100 คน ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบิน FD3189 ที่จะเดินทางโดยเครื่องบินลำเดียวกันจากนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องรอการตรวจสอบความปลอดภัยทางการบินของเครื่องบินอย่างละเอียด นางสิรินารถ จุลเกลี้ยง เวรฝ่ายอำนวยการบิน ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกัปตันว่า เครื่องบินมีความเสียหาย โดยเฉพาะบริเวณปีกด้านซ้าย โดยสันนิษฐานว่าชนกับนกขนาดใหญ่ ขณะลดระดับเพื่อร่อนลงจอดยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จึงจำเป็นต้องรอการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนอนุญาตให้นำเครื่องบินกลับไปยังกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ภาคพื้นได้เข้าตรวจสอบตลอดแนวรันเวย์ และใกล้เคียง ไม่พบซากนกหรือวัตถุแปลกปลอมใดๆ ด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์แอร์เอเชีย ชี้แจงว่า หลังจากที่เที่ยวบิน เอฟดี 3188 ให้บริการด้วยเครื่องบิน Airbus A 320-200 มีผู้โดยสารจำนวน 151 คน ลูกเรือ 4 คน กัปตันและนักบินรวม 2 คน เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 06.50 น. และลงจอดถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัยเมื่อเวลา 08.00 น. ทั้งนี้ กัปตันได้ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องก่อนขึ้นบินตามปกติ และพบว่ามีรอยนกชนที่สันปีกเครื่องบินด้านซ้าย พิจารณาในเบื้องต้นไม่ได้รับความเสียหายในการให้บริการ แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดจึงให้ทีมวิศวกรบินจากกรุงเทพฯ ไปทำการเพื่อตรวจซ่อมเบื้องต้นตามคู่มือการซ่อมอากาศยาน และตรวจสอบด้านความปลอดภัย ก่อนให้เครื่องทำการบินกลับ ทำให้เที่ยวบิน FD3189 ที่กำหนดการเดิม บินออกจากนครศรีธรรมราช เวลา 08.30 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 09.40 น. ต้องล่าช้าออกไป ประมาณ 11.00 น. ในวันเดียวกัน โดยเที่ยวบิน นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ มีผู้โดยสารทั้งสิ้น 147 คน
ฝ่ายสื่อสารองค์กร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนกรณีเกิดเหตุนกบินชนเครื่องบินแอร์เอเชียก่อนลงจอดที่สนามบินนครศรีธรรมราช เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จนปีกได้รับความเสียหาย ทำให้ไม่สามารถนำผู้โดยสารเที่ยวถัดไปเดินทางกลับจากนครศรีธรรมราชมายังกรุงเทพฯ ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมาสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3188 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ได้นำผู้โดยสาร 151 คน ลูกเรือ 4 คน กัปตันและนักบินรวม 2 คน เดินทางออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 06.50 น. และเดินทางลงจอดถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เวลา 08.00 น. ปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ตามหลักการทำการบินปกติ หากจะมีการทำการบินในเที่ยวต่อไป นักบินจะต้องทำการตรวจสอบสภาพความพร้อมของเครื่องก่อนออกบิน ซึ่งนักบินตรวจสอบพบว่ามีรอยนกชนที่สันปีกเครื่องบินทางด้านซ้าย เบื้องต้นไม่พบว่ามีความเสียหายในการให้บริการ แต่เพื่อความปลอดภัย จึงขอให้ทีมวิศวกรของแอร์เอเชีย เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพมหานคร มายังสนามบินนครศรีฯ เพื่อร่วมตรวจซ่อมและความปลอดภัยอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเป็นไปตามคู่มือการซ่อมอากาศยาน ซึ่งภายหลังการตรวจสอบ พบว่าปีกเครื่องบินมีความปลอดภัยและสามารถทำการบินได้ตามปกติ จึงอนุญาตให้เครื่องทำการบิน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอการตรวจสอบความปลอดภัยบริเวณปีกจากวิศวกร ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ได้ส่งผลกระทบทำให้เที่ยวบิน FD3189 ซึ่งเป็นเที่ยวบินขากลับที่จะเดินทางออกจากนครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพฯ ต้องล่าช้าออกไปประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยกำหนดการออกเดินทางถูกเลื่อนจากเวลา 08.30 น. เป็น 11.00 น. ของวันที่ 10 มิ.ย.แทน
วันที่ 22 เม.ย.2562 เครื่องบินโดยสาร Boeing 777-200ER ของสายการบินไทย เที่ยวบิน TG655 อินชอน เกาหลีใต้-กรุงเทพ ออกจากท่าอากาศยานอินชอน ตั้งแต่เวลา 23.34 น.ตามเวลาท้องถิ่น เกิดบินชนนก หลังจากทะยานออกจากสนามบินได้ไม่นาน ก่อนจะบินวนกลับท่าอากาศอินชอน เพื่อตรวจสอบตามขั้นตอนของความปลอดภัย กัปตันประกาศว่าเครื่องบินชนนก หลังจากนั้นนักบินจึงบินกลับไปลงยังสนามบินอินชอนเพื่อตรวจสอบ หลังจากลงจอดแล้ว ผู้โดยสารทยอยลงจากเครื่อง และการบินไทยได้จัดที่พักให้กับผู้โดยสาร ก่อนจะจัดเที่ยวบินใหม่ เพื่อพากลับในวันรุ่งขึ้น ด้วยเที่ยวบิน TG689 ในเวลา 11.20 น. (เวลาเกาหลี) กำหนดถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 14.10 น.(เวลาประเทศไทย)
16 ส.ค.62 เครื่องบินโดยสาร Airbus 321 ของสายการบิน อูราล แอร์ไลน์ส (Ural Airlines) ในรัสเซีย เที่ยวบิน U1678 ต้องลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่ง หลังเครื่องบินชนฝูงนก ขณะเพิ่งทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติ ‘Zhukovsky’ ในกรุงมอสโก ผู้โดยสาร 226 คนและลูกเรืออีก 7 คน รวม 233 ชีวิต ปลอดภัยทั้งหมด แม้จะมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 23 คน
จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้ประเทศต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องนกชนกับเครื่องบิน ได้พยายามหามาตรการสำหรับป้องกันอุบัติเหตุจากการบินเนื่องจากนก สำหรับประเทศไทยนั้น มีสถิติเครื่องบินชนนกที่ท่าอากาศยานต่างๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการชนบนทางวิ่งขณะบินขึ้น และขณะร่อนลงจอด เครื่องบินเสียหายโดยเฉพาะที่ล้อ เครื่องยนต์ ใบพัด และส่วนหัว ในแต่ละปี บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจการบินต้องเตรียมงบประมาณเพื่อซื้ออะไหล่ และค่าซ่อมเครื่องบินเนื่องจากนก ในปี พ.ศ.2527 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) ได้รับการสนับสนุนจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และกรมการบินพาณิชย์ ให้ทำการศึกษาเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากนกในบริเวณท่าอากาศยานกรุงเทพ เชียงใหม่ และหาดใหญ่
จากการศึกษาวิจัย วท. ได้เสนอแผนงานให้การกำจัดนกให้มีประสิทธิพล ได้แก่
1. การจัดการในระยะสั้น เป็นการกำจัดนกโดยวิธีกลและใช้สารเคมี จะมีผลต่อการกำจัดนกในสภาพถิ่นที่อยู่ต่างกัน การใช้สารไล่นก จะมีผลต่อการลดประชากรนกที่อาศัยตามอาคาร ต้นไม้ใหญ่ การดักด้วยตาข่าย จะมีผลต่อการกำจัดค้างคาวในเวลากลางคืน การใช้ย่าฆ่าหญ้า จะมีผลต่อนกที่หากินตามสนามหญ้า นกเอี้ยงสาริกา นกเด้าดิน นกเขา การใช้เสียงดังไล่และการสร้างสิ่งกีดขวางชั่วคราว เพื่อไม่ให้นกที่ชอบอยู่เป็นฝูงอยู่รวมกลุ่มกันได้ การใช้เสียงดังไล่และรบกวนตลอดเวลาจะมีผลต่อนกน้ำต่างๆ ในแหล่งน้ำทางทิศเหนือและทิศใต้ของท่าอากาศยาน การล่านกจะมีผลกำจัดนกขนาดใหญ่ เช่น เหยี่ยว อีกา
2. การจัดการในระยะยาว เป็นการป้องกันโดยถือหลักของระบบนิเวศวิทยาจัดการสิ่งแวดล้อมภายในและโดยสนามบิน เพื่อไม่ให้สนามบินเป็นแหล่งดึงดูดนก โดยมี การจัดสภาพดินและชนิดหญ้า ปลูกหญ้าชนิดเดียวกัน ไม่มีดินโล่งตัดหญ้าให้สั้นตลอดเวลา ไม่ให้มีเมล็ดหญ้า เช่น การจัดการสนามกอล์ฟ ดินเลน จะลดประชากรนกชายเลน นกกินแมลง นกกินสัตว์หน้าดิน นกกินเมล็ดพืช เช่น นกหัวโต นกแอ่นทุ่ง นกนางแอ่น นกเอี้ยงสาริกา และนกเขา
นอกจากปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางการบินเนื่องจากนกแล้ว นกยังเป็นสัตว์ที่ทำความเสียหายในเรื่องอื่นๆ ได้อีก เช่น ทำลายโบราณสถาน ศาสนสถาน และอาคารบ้านเรือน ตัวอย่างในกรุงเทพฯ ได้แก่ การที่ฝูงนกพิราบทำความเสียหายแก่พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ฯลฯ จนกระทั่งหน่วยราชการต้องใช้ตาข่ายดักจับที่ท้องสนามหลวง เพื่อนำไปปล่อยในที่ไกลๆ และขอร้องไม่ให้ผู้ใจบุญซื้ออาหารเลี้ยงนก เพราะจะทำให้นกจากที่อื่นๆ ย้ายถิ่นมาสมทบด้วย เป็นการเพิ่มประชากรนกโดยไม่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านกจะทำความเสียหายให้แก่อากาศยานและสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์บ้างในบางครั้ง แต่คุณประโยชน์ของนกต่างๆ ก็ยังมีอยู่มากมาย เช่น ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช ช่วยกระจายพันธุ์พืช ช่วยให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล และที่สำคัญที่สุดคือหากปราศจากเสียงร้องและสีสันอันสวยงามของนกแล้ว โลกนี้จะยังน่าอภิรมย์อยู่อีกหรือเปล่า.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/