เมื่อสองสัปดาห์ก่อนในระหว่างในผมมัวขุดโลกรถเก่ามานำเสนอท่านผู้อ่านนั้น ในโลกปัจจุบันเขามีการพูดถึงรถกระบะแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Toyota และ Isuzu ว่าในเจเนอเรชันต่อไป จะมีขุมพลังไฮบริดแน่ๆ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าจะมาแบบ “ให้เลือก” หรือ “บังคับเลือก” ประเด็นนี้ดูจะได้รับความสนใจ เพราะในปัจจุบัน รถปิกอัพเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมในหมู่กว้างที่สุด ถ้าคุณค้นสถิติยอดจดทะเบียนรถใหม่มาดู จะพบว่า 5-6 ปีให้หลังมานั้น ในยานพาหนะทุกๆ 10 คันที่จดทะเบียนไป 4 คันจะเป็นรถปิกอัพ

...

ในปี 2022 นี้ ใครที่ยังคิดว่ารถกระบะเป็นรถของคนจน ก็ควรอัปเดตเฟิร์มแวร์ทัศนคติได้แล้ว หากคุณพี่ลองแหกตาดูตามปั๊มน้ำมันใหญ่ในช่วงวันหยุด ก็จะเห็นทั้งวัยรุ่นสร้างตัวกับกระบะโหลดเตี้ยแต่งซิ่ง สามีภรรยาลูกเล็กที่เร่ขายสินค้าท้ายรถกระบะแค็บไปเลี้ยงลูกไป คุณครูโรงเรียนมัธยมหรือข้าราชการที่ใช้กระบะยกสูงขับหลัง เจ้าของไร่ ไปจนถึงนักธุรกิจใหญ่ในกระบะรุ่นท็อปค่าตัวล้านต้นๆ บางคนรวยจนมีรถยุโรปที่บ้านหลายคัน แต่เวลาต้องไปงานสมบุกสมบันเขาก็จะเลือกรถปิกอัพ เพราะทนทาน สมบุกสมบัน ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็หนีออกจากรถสิจะรออะไร รถเซกเมนต์อื่นๆ นั้นมีน้อยมากที่จะกำศรัทธาของลูกค้าที่รูปแบบชีวิตแตกต่างครอบคลุมกันได้มากขนาดนี้

ดังนั้น เมื่อมีข่าวออกมาว่าเจ้าใหญ่ในตลาดกำลังซุ่มพัฒนาปิกอัพไฮบริด ก็ไม่แปลกที่จะมีทั้งคนต่อต้าน คนที่ยินดี และคนที่บอกว่า มัวเล่นอะไรกันอยู่ อเมริกากับจีนเขาข้ามไปกระบะ EV 100% กันแล้ว แต่ในสัปดาห์นี้ เราคุย เดา และเกาๆ กันเรื่องกระบะไฮบริดกันก่อนดีไหมครับ?

...

กระบะไฮบริดเป็นไปได้จริงหรือ?

ก็ 100% ครับ อันที่จริง ที่อเมริกานั้นกระบะไฮบริดไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว Ford ทำกระบะเล็กเครื่องวางขวางอย่าง Maverick ขายโดยใส่ขุมพลังไฮบริดเป็นมาตรฐาน ส่วนกระบะตัวใหญ่ที่เครื่องวางตามยาว ก็มี F-150 “PowerBoost” ขายมาเป็นปีแล้ว โดยผ่านการทดสอบต่างๆ ตามมาตรฐานของค่ายเช่นเดียวกับรุ่นเครื่องสันดาปภายในทั่วไป

...

ถ้าเราดูจากแผนผังระบบไฮบริดของ Ford F-150 PowerBoost 3.5 ก็จะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ไฮบริดก็คือไฮบริด สิ่งที่มากับระบบนี้ก็ยังประกอบด้วย 1) มอเตอร์ไฟฟ้าและชุด Power Control Unit 2) หม้อแปลง 3) แบตเตอรี่ไฮบริด 4) ชุดระบายความร้อนแบตเตอรี่ 5) องค์ประกอบอื่นๆที่รองรับการทำงานของระบบไฮบริด ที่ขึ้นอยู่กับปรัชญาการเลือกใช้ของแต่ละค่าย มอเตอร์ไฟฟ้านั้น ในรถขับเคลื่อนล้อหลัง ก็จะเอามอเตอร์เดี่ยวไปแซนด์วิชอยู่ระหว่างเกียร์กับเครื่องยนต์ มอเตอร์ของ Ford PowerBoost ชุดนี้มีกำลัง 47 แรงม้า/95Nm ส่วนแบตเตอรี่ก็ซุกเอาไว้ใต้กระบะหลัง ถัดจากตอนหลังของหัวเก๋งไปนิดเดียว

...

ทีนี้เมื่อระบบไฮบริดทำงานในโหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน เครื่องยนต์จะดับ อะไรก็ตามที่เคยใช้สายพานเครื่องยนต์ปั่นก็จะใช้ไม่ได้ คอมเพรสเซอร์แอร์แบบทำงานด้วยไฟฟ้าต้องมา ไม่มาไม่ได้เพราะแดดอย่างเมืองไทย ดับแอร์ 10 วิก็จะตายคารถแล้ว ส่วนพวงมาลัยเพาเวอร์ก็ต้องมาใช้แบบผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งในยุคนี้ไม่น่าจะมีใครกลัวกันแล้ว รถหลายรุ่นที่ใช้แร็คไฟฟ้านั้นอยู่ยงคงกระพันแบบไม่ต้องคอยเช็กน้ำมันเพาเวอร์รั่ว ส่วนระบบเสริมแรงเบรก (Booster) นั้นจะใช้ไฟฟ้าแบบ F-150 หรือรถไฮบริดหลายค่ายก็ได้ แต่ถ้าอยากใช้หม้อลมแบบรถทั่วไปก็ได้เช่นกัน Nissan Kicks E-Power ใช้ระบบแบบนั้นอยู่ ใครจะเลือกไประบบไหนก็อาจต้องพิจารณาทั้งเรื่องความทนทาน ความยอมรับในสายตาผู้บริโภค การตอบสนอง รวมถึงการสั่งผลิตและสต๊อกอะไหล่ (มีชิ้นส่วนที่สามารถใช้ร่วมกับรุ่นที่ไม่ใช่ไฮบริดได้มากขึ้น)

เกียร์นี่คือส่วนหนึ่งที่ต้องพูดถึง เพราะค่ายเจ้าตลาดอาจต้องพัฒนาใช้เอง หรือซื้อของซัพพลายเออร์มาใช้ สิ่งที่ชาวกระบะแตกต่างจากชาวเก๋งคือการบรรทุกหรือความสามารถในการลากจูงน้ำหนักมหาศาล ทาง Toyota นั้นมีชุดเกียร์ไฮบริดขับหลัง Multi-stage Hybrid ใช้ใน Lexus LC500h และ LS500h มานานแล้ว แต่ระบบนี้ใช้ชุดเฟืองทด Power Split ที่สอดอยู่ระหว่าง Motor Generator ตัว ร่วมกับชุดเฟือง 4 สปีดหลังชุดมอเตอร์อีกที ในการสร้างอัตราทดเสมือนออกมา 10 เกียร์ ระบบนี้อยู่ในรถเก๋งระดับพรีเมียมราคาหลายล้านบาท อาจต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมต่อการบรรทุกหนักหรือไม่ และควบคุมต้นทุนให้เหมาะกับประเภทรถได้หรือไม่

เกียร์ธรรมดา อาจจะไม่มีให้เลือกในรุ่นที่เป็นขุมพลังไฮบริด ผมใช้คำว่า “อาจจะ” เพราะนอกจากรถเก๋งเล็กไฮบริดจาก Honda อย่าง Insight และ CR-Z แล้ว ไม่พบว่ามีใครทำรถไฮบริดเกียร์ธรรมดาออกขาย..ก็มันขายได้ซะที่ไหนละคุณเอ๊ย ทุกวันนี้รถ 9.5 ใน 10 คันเป็นเกียร์ออโต้หมดแล้ว พวกที่เย้วๆ อยากได้เกียร์ธรรมดา พอทำออกมาขายจริง เงียบเหมือนเพิ่งโดนเมียด่า

ข้อดีและข้อเสียของกระบะไฮบริด?

คุณคิดยังไงกับรถ Toyota ที่เป็นไฮบริดในปัจจุบัน ทนหรือไม่ จุกจิกจนเป็นข่าวให้เห็นบน Social Network บ่อยหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่พอจะบอกอนาคตได้ ถ้าไม่ใช่ว่าไปเจอข้อบกพร่องในการผลิตเสียก่อน เรื่องน้ำและความชื้นเหมือนกันครับ หลายคนคิดว่ารถแบบนี้จะกลัวน้ำ แต่ความจริงองค์ประกอบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้านั้น ถ้าซีลกันน้ำดีพอ มันจะไม่กลัวลุยน้ำเลยครับ

เรื่ององค์ประกอบไฮบริดกับค่าดูแลรักษา เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังกังวล และชิ้นส่วนตัวเอ้อย่าง Inverter ปั๊มเบรก ABS และส่วนที่ใช้ร่วมกับรถดีเซล/เบนซินปกติไม่ได้นั้น ยังแพงอยู่ ส่วนแบตเตอรี่ไฮบริดนั้น ถ้าเราลองไปดูรถเช่า Prius เดนตายสักคันจะเห็นว่า พวกที่ผ่านหลักสองแสนกิโลเมตร มีการเคลมแบตเตอรี่มาบ้างแล้ว ส่วนในเคสที่ดีหน่อย รถวิ่งมา 300,000 กิโลเมตร ยังเหลือประสิทธิภาพแบตเตอรี่ประมาณ 60% ก็เคยเจอ ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใช้เงินราว 6 หมื่นบาทบวกลบ ส่วนนี้แหละครับที่หลายคนกลัวว่ามันจะลาจากโลกไปพร้อมๆ กับพวก Inverter ซึ่งถ้าเจอพร้อมกันในคราวเดียว ก็หัวโกร๋นเพราะบิลค่าซ่อมได้เหมือนกัน

ผมอาจจะไม่ค่อยพูดถึง Isuzu มาก เพราะพวกเขาไม่มียานยนต์ไฮบริดขายในไทยมาก่อนนะครับ ไม่ได้ลำเอียงพูดแต่ Toyota แต่ประการใด

ทีนี้ เมื่อมองข้อเสียแล้วคุณรับได้ ข้อดีที่จะมาพร้อมกับไฮบริด ก็แน่นอนคือการประหยัดเชื้อเพลิงในการใช้งานในเมือง และหากแบตเตอรี่มีความจุมากสักหน่อย มันก็เป็นไปได้ที่รถจะสามารถวิ่งเงียบๆโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระยะทาง 1-2 กม. ถ้าแบตจุไฟเยอะจริงอาจได้มากกว่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถทำตัวรถเป็นเพาเวอร์แบงก์ อย่าง Ford F-150 ที่มีบรรดาปลั๊กหลากหลายรูเสียบอยู่ท้ายรถ รองรับการจ่ายไฟสูงสุดถึง 7.2kW

ที่สำคัญคือการมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมแรง ส่งผลดีในแง่อัตราเร่ง การถีบตัวรถขึ้นเนินชันๆ รถกระบะอย่าง Hilux Revo 2.4 ลิตรที่วิ่งส่งของทั่วประเทศ มีแรงบิด “สูงสุด” 343Nm ในรุ่นเกียร์ธรรมดาตอนเดียว แต่ถ้าเราไปดูสเปกของมอเตอร์ไฮบริดแบบต่างๆที่ Toyota ทำ เอาแค่แบบของ Camry ไฮบริดนั่น มอเตอร์อย่างเดียวก็ 200Nm แล้ว การมีพละกำลังช่วยเยอะขนาดนี้และการที่นิสัยของมอเตอร์คือ กดปุ๊บ แรงมาปั๊บ ไม่มีคำว่ารอ ช่วยให้การเร่งแซง และการลากของหนักขึ้นทางชัน สบายบรื๋อ

ลองคาดการณ์อนาคตกระบะเจ้าหลัก

รถปิคอัพในเจเนอเรชันต่อไปของเจ้าตลาด จะยังคงมีรุ่นดีเซลล้วนๆ ให้เลือกต่อไปนั่นแหละ เพราะสำหรับลูกค้าบางกลุ่มนั้น ค่าบำรุงรักษาเป็นเรื่องที่ซีเรียสจริงๆ และนิสัยของเจ้าตลาด ก็จะพยายามเก็บลูกค้าให้ได้เยอะที่สุด การใส่ระบบไฮบริดในกระบะกลุ่มเน้นขนของนี่ ไม่ได้ทำให้รถถูกลงนะครับ เพราะภาษีสรรพสามิตในรถกลุ่มนี้ต่ำสุดพื้นอยู่แล้ว (2-4%) หนำซ้ำระบบที่เพิ่มมานั่นแหละจะทำให้รถมันราคาแพงขึ้นอีก..เรื่องนี้ต่างจากโลกของรถเก๋งที่การเป็นไฮบริดสามารถลดภาษีสรรพสามิตลงได้มากถึง 22% ในบางรุ่น เอาส่วนลดนี้ไปจัดออปชันใส่รถเยอะๆได้สบาย

กระบะ 4 ประตูก็เช่นกันครับ ต่อให้ปรับมาใช้ขุมพลังไฮบริดก็ไม่ได้ส่วนลดสรรพสามิตเท่าไหร่หรอก รถที่เติม B20 ได้และปล่อย CO2 น้อยกว่า 200 กรัม/กม. เสียสรรพสามิตอยู่ที่ 9% ในปัจจุบัน แล้วถ้าเป็นไฮบริดล่ะ? ก็ลดเหลือแค่ 8% แค่นั้น เว้นเสียแต่ว่ารัฐจะช่วยใจดีลดให้อีกในอนาคต

แต่การนำระบบไฮบริดมาใช้ในกลุ่มกระบะ 4 ประตูยกสูงทั้งหลายก็เป็นไปได้มากกว่าพวกสายบรรทุก เพราะกลุ่มคนที่ซื้อ มีดีกรียอมรับราคาที่แพงขึ้นได้มากกว่า และมีเปอร์เซ็นต์ที่จะยอมรับเทคโนโลยีนี้ได้มากกว่า ในอีกทางหนึ่ง ถ้าหากนำระบบไฮบริดมาใช้ได้ การพัฒนาตัวเครื่องยนต์สันดาปก็ง่ายขึ้น ในรุ่นที่เน้นพลังแรง คุณไม่ต้องใช้เครื่องโต 2.8 ลิตร 3.0 ลิตรก็ได้ คุณจะทำเครื่อง 1.9 ลิตรหรือมากสุด 2.4 ลิตรก็ได้ แล้วก็ใช้เทอร์โบเดี่ยวใบค่อนข้างโตเน้นทำแรงม้าสูงๆได้ โดยไม่ต้องห่วงว่าช่วงรอบต่ำหรือครึ่งคันเร่งจะไม่มีแรง เพราะที่ตรงนั้นมีมอเตอร์ช่วยถีบให้อยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งระบบเทอร์โบคู่ เทอร์โบแปรผันอีกต่อไป บริษัทรถอาจทำเครื่องยนต์กระบะมาแค่ความจุพิกัดเดียว ใช้เสื้อสูบเดียวกับทุกรุ่น รุ่นประหยัดก็ใส่เทอร์โบแปรผันเล็ก รุ่นกลางๆใส่เทอร์โบแปรผันโตขึ้นหน่อยๆ รุ่นท็อปก็เอาไฮบริดมาเรียกพลัง ถ้าทำตามนี้ได้ ลูกค้าแฮปปี้เพราะต่อภาษีประจำปีไม่ต้องจ่ายเยอะ บริษัทแฮปปี้ เพราะไม่ต้องตั้งไลน์ผลิตเครื่องยนต์ 2-3 แบบตามความจุ ประหยัดเงินและความซับซ้อนได้เยอะ

ดูทรงแล้ว ทุกกลุ่มตลาดก็จะยังมี “ทางไป” ของตัวเอง ยกเว้นกลุ่มตอนเดียว/ตอนเดียวขับสี่ ที่ใช้เครื่อง 2.8 หรือ 3.0 ลิตร เน้นลุยป่า วิ่งทางทุรกันดาร กลุ่มนี้ล่ะอาจจะต้องเลือกไม่เอามอเตอร์แล้วไปคบเครื่องเล็ก หรือเอากระบะไฮบริดลุยป่าซึ่งแม้ว่ารถมันทำได้ แต่รสนิยมมันไม่ใช่สไตล์ลูกค้าเหล่านี้แน่

นี่คืออนาคตที่ผมเดาให้ฟัง แล้วอีก 4-5 ปี ลองมาดูกันครับว่าจะออกมาทรงไหน แต่เชื่อเถอะ..มันมาแน่.

Pan Paitoonpong