ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 สหภาพโซเวียตมีข้อได้เปรียบเหนือกองกำลังของสหรัฐฯ และนาโตอย่างชัดเจน ในแง่ของอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ รวมถึงยุทธวิธีการรบของกองทัพโซเวียตในการปูพรมพื้นที่เป้าหมาย ด้วยเครื่องยิงจรวดหลายลำที่ติดตั้งบนรถบรรทุก เช่น BM-21 ซึ่งทำให้พื้นที่เป้าหมาย เต็มไปด้วยการระเบิดของจรวดหลายพันลูก เพื่อให้แน่ใจว่าเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงถูกทำลาย และส่งผลกระทบทางจิตใจต่อทหารราบของฝ่ายตรงกันข้าม
...
ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากสงครามยมคิปปูร์ปี 1973 ซึ่งมีอัตราการสูญเสียสูงโดยเฉพาะจากจรวดหลายลำกล้องที่ยิงจากหลังพื้นที่แนวรบ Surface-to-Air Missiles (SAMs) รวมถึงกลยุทธ์ของอิสราเอลที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีฐานของฝ่ายตรงข้ามด้วยจรวดหลายลำกล้อง MRL ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2517 กองทัพสหรัฐฯ ได้เขียนข้อกำหนดสำหรับเครื่องยิงจรวดใหม่ที่เรียกว่า General Support Rocket System (GSRS) ซึ่งออกแบบเพื่อต่อสู้กับการป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู และสำหรับการยิงตอบโต้ด้วยรถลำเลียงจรวด เป็นการรบสมัยใหม่ร่วมกับหน่วยทหารปืนใหญ่ เพื่อให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิดสำหรับกองกำลังภาคพื้นดิน พันธมิตรของนาโต รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก ได้รับการปรึกษาหารือเกี่ยวกับโครงการจรวดหลายลำกล้องนี้ เนื่องจากต้องการสร้างระบบที่มีการทำงานคล้ายกัน โดยเปลี่ยนชื่อเรียกจาก GSRS เป็น MLRS
ช่วงต้นสงครามเย็น สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสนใจอาวุธประเภทจรวดหลายลำกล้องมากนัก ยังคงให้ความสำคัญกับปืนใหญ่เป็นหลัก ส่งผลให้เทคโนโลยีอาวุธชนิดนี้ของโซเวียตนำหน้าสหรัฐฯ จนกระทั่งเกิดสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ในปี ค.ศ.1973 กองทัพอากาศอิสราเอลได้สูญเสียเครื่องบินรบไปเป็นจำนวนมากจากระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ซีเรียและอียิปต์ได้รับมาจากสหภาพโซเวียต อิสราเอลจึงเปลี่ยนไปใช้จรวดหลายลำกล้อง ซึ่งมีระยะยิงไกลกว่าปืนใหญ่ ในการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามแทนอย่างได้ผล สหรัฐฯ จึงเริ่มให้ความสนใจพัฒนาจรวดหลายลำกล้องขึ้นมาใช้เองบ้าง เรียกว่าโครงการ General Support Rocket System (GSRS) จะเห็นได้ว่าหลักนิยมของสหรัฐฯ ในการพัฒนาจรวดหลายลำกล้องจะต่างกับของโซเวียต สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการจรวดหลายลำกล้องสำหรับยิงปูพรมเหมือน BM-21 แต่สหรัฐฯ ต้องการจรวดหลายลำกล้องที่มีความแม่นยำสูงและมีระยะยิงไกลกว่าปืนใหญ่ เพื่อใช้ทำลายที่ตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและปืนใหญ่ฝ่ายตรงข้าม
...
...
MLRS ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนีตะวันตก ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยพัฒนาจากระบบจรวดสนับสนุนทั่วไป (GSRS) รุ่นเก่า มาเป็นระบบอาวุธ M270 MLRS เรียกรวมกันว่า M270 MLRS Self-Propelled Loader / Launcher (SPLL) SPLL ประกอบด้วยระบบย่อยหลักสามระบบ ได้แก่ M269 Loader Launcher Module (LLM) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบควบคุมการยิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ จับคู่กับยานพาหนะบรรทุก M993 เป็นอนุพันธ์ของรถรบ Bradley Fighting Vehicle
...
หลักการใช้งานของ M270 คือ ให้ยานเกราะกระจายออกและซ่อนตัว จนกว่าจะมีความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนออกจากที่ซ่อน จากนั้น ยานเกราะที่บรรทุกจรวด จะย้ายไปยังตำแหน่งยิงและเริ่มทำการยิงไปยังเป้าหมาย หลังการยิงก็จะทำการบรรจุจรวดใหม่ทันที จากนั้นก็ย้ายไปยังตำแหน่งที่ซ่อนแห่งใหม่ กลยุทธ์การยิงและหลบซ่อน ได้รับการวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงการยิงตอบโต้ของโซเวียต หรือหลบเลี่ยงจากอากาศยานโจมตีที่กำลังบินหาฐานยิงเคลื่อนที่ของฝ่ายศัตรูเพื่อเข้าทำลาย จรวด M270 บนรถสายพานลำเลียง สามารถยิงจรวด M26 ได้ 12 ลูก โดยมีอำนาจในการทำลายล้างมากกว่าหน่วยทหารปืนใหญ่ทั้งกองพัน
จรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS (Multiple Launch Rocket System) ของสหรัฐฯ พัฒนาโดยบริษัท Boeing และ Vought Aerospace เข้าประจำการในปี ค.ศ.1983 และมีการพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ใช้ฝักจรวด 2 ฝักติดตั้งบนแคร่รถสายพาน แต่ละฝักมีจรวดขนาด 227 มิลลิเมตร 6 ลูก รวมจำนวนจรวดทั้ง 2 ฝัก 12 ลูก จรวดแต่ละลูกมีน้ำหนัก 307 กิโลกรัม น้ำหนักหัวรบ 120 กิโลกรัม มีระยะยิง 32 – 70 กิโลเมตรขึ้นกับรุ่นของจรวด M270 สามารถทำการยิงจรวดทั้ง 12 ลูกภายในเวลา 48 วินาที การบรรจุจรวดใหม่ใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาที M270 ยังสามารถทำการยิงขีปนาวุธ MGM-140 ATACMS ระยะยิง 128 – 300 กิโลเมตรขึ้นกับรุ่นได้ด้วย โดย M270 สามารถติดท่อยิงขีปนาวุธ ATACMS ได้สูงสุด 2 ลูก (ท่อยิงขีปนาวุธ ATACMS 1 ลูกใช้พื้นที่เท่ากับท่อยิงจรวดขนาด 227 มิลลิเมตร 6 ท่อยิง) แคร่รถสายพานของ M270 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Cummins VTA-903T ขนาด 500 แรงม้า มีความเร็วสูงสุด 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะปฏิบัติการ 485 กิโลเมตร
ปัจจุบัน กองทัพบกสหรัฐฯ ยังคงใช้งานจรวดหลายลำกล้อง M270 อยู่ (แต่นาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้ปลดประจำการ M270 ไปแล้ว ทดแทนด้วยจรวดหลายลำกล้อง M142 HIMARS) นอกจากสหรัฐฯ แล้ว M270 ยังมีใช้งานในประเทศอียิปต์ บาห์เรน ฟินแลนด์ เยอรมนี กรีซ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย เกาหลีใต้ ตุรกี และอังกฤษ.
ที่มาข้อมูล เว็บ การทูตและการทหาร Military&Diplomacy
https://militaryanddiplomacy.com/2021/07/28/us-m270-multiple-launch-rocket-system/
ประเทศผู้ผลิต สหรัฐอเมริกา
คุณลักษณะทั่วไป
ชนิดลูกจรวด แบบ M26
ความยาว 3.94 เมตร
น้ำหนักลูกจรวด 306 กิโลกรัม
เส้นผ่าศูนย์กลาง 227 มิลลิเมตร
ระบบขับเคลื่อน เชื้อเพลิงแข็ง
ระบบนำวิถี Spin Stabilized
ชนวนระเบิด Remotely-set time fuze
น้ำหนักหัวรบ 56 กิโลกรัม
ประเภทหัวรบ Bomblet แบบ Dual-purpose Improved Conventional
Munition (DPICM) รุ่น M77 จำนวน 644 ลูก
จำนวนท่อยิง 12 ท่อยิง
รถยิง Cummins VTA-903T diesel 500 hp สามารถเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องบินลำเลียง C-141 หรือ C-5
สมรรถนะ
ระยะยิงไกลสุด ลูกจรวด M26 31.6 กิโลเมตร
ประเทศที่ใช้งาน บาห์เรน ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ตุรกี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อียิปต์ ฟินแลนด์ อิสราเอล ญี่ปุ่น นอร์เวย์ เกาหลีใต้
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/