การเดินทางทางอากาศด้วยเครื่องบินโดยสารเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดถ้าเทียบกับการโดยสารรถยนต์ในระยะทางที่เท่ากัน เที่ยวบินพาณิชย์จะมีความปลอดภัยมากกว่าถึง 25 เท่า การศึกษาสถิติการบินในสหรัฐอเมริกาพบว่า โดยเฉลี่ยผู้โดยสารต้องเดินทางด้วยเครื่องบินมากถึง 5.3 ล้านครั้ง ถึงจะประสบอุบัติเหตุสักครั้ง แม้แต่ผู้โดยสารที่บินบ่อยที่สุดก็แทบจะไม่มีใครบินได้เกินกว่า 20,000 เที่ยวบิน สถิติการเกิดอุบัติเหตุนั้นต่ำจนถึงขนาดที่ว่า คุณต้องนั่งเครื่องบินนาน 14,000 ปี กว่าจะเจอเข้ากับอุบัติเหตุ สายการบิน และบริษัทผู้ผลิตอากาศยานโดยสารบอกตรงกันว่า บนเครื่องบินนั้นปลอดภัยเท่ากันทุกที่ แต่จากการวิเคราะห์โดยนิตยสาร Popular Mechanics พบว่า ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ที่นั่งท้ายเครื่องจะปลอดภัยมากที่สุด ในปี ค.ศ.2007 นิตยสารดังกล่าวได้ศึกษาอุบัติเหตุเครื่องบินตกในสหรัฐอเมริกาทุกเหตุการณ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 เป็นต้นมา โดยได้ข้อสรุปว่า ผู้โดยสารที่นั่งในตำแหน่งท้ายเครื่อง มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด นั่นก็คือร้อยละ 69 ขณะที่ผู้โดยสารที่นั่งใกล้กับปีกของเครื่องบิน มีอัตราการรอดชีวิตร้อยละ 56 ส่วนผู้โดยสารที่นั่งแถวหน้ามีอัตราการรอดชีวิตร้อยละ 49
...
การเดินทางทางอากาศด้วยเครื่องบินโดยสาร นับเป็นวิธีการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด แต่ในความเป็นจริงตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกและกลายเป็นอุบัติภัยครั้งใหญ่หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินพาณิชย์ นับตั้งแต่การเดินทางทางอากาศถือกำเนิดขึ้น เมื่อการเดินทางโดยเครื่องบินขยายตัว และความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน อุบัติเหตุร้ายแรงทางอากาศในแต่ละครั้งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีในการบิน ต่อไปนี้คืออุบัติเหตุที่กลายเป็นภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดทางการบิน ไม่ว่าจะเกิดจากความล้มเหลวของกลไก ความผิดพลาดของมนุษย์ หรือสภาพภูมิอากาศ นำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจกลับคืนมาได้
Tenerife Airport Disaster (1977)
หนึ่งในภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งโชคร้าย จากการชนกันของเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์โบอิ้ง 747 จนระเบิดสนั่นกลางรันเวย์ในสนามบิน Gran Canaria ประเทศสเปน เนื่องจากสาเหตุหมอกลงหนาทึบและนักบินของเครื่อง KLM Flight 4805 ซึ่งไม่ยอมรอฟังคำสั่งของหอบังคับการบินระหว่างการเตรียมบินขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย การชนกันอย่างรุนแรงของเครื่องบินโบอิ้ง 747 ทั้งสองลำ ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินเตเนริเฟ ความโชคร้ายที่ก่อให้เกิดหายนะในครั้งนี้ เนื่องจาก KLM Flight 4805 กำลังแทกซี่ออกไปตั้งลำแล้วทะยานขึ้นจากรันเวย์ โดยเครื่อง 747 Pan Am Flight 1736 ที่ร่อนลงจอดแล้ว กำลังวิ่งอยู่ใกล้กับช่องทางแยกบนรันเวย์หมายเลข C4 และขวางทางวิ่ง ในขณะที่เครื่อง KLM กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำนวนผู้โดยสารที่เสียชีวิตบนเครื่องทั้งสองลำมากถึง 583 คน มีเพียง 61 คน ในเครื่อง 747 Pan Am เท่านั้นที่รอดชีวิต
...
Japan Airlines Flight 123 (1985)
12 สิงหาคม ปี ค.ศ.1985 เครื่องบินโดยสาร Boeing 747-100 SR-46 (B747 SR-46) Flight 123 ซึ่งเป็นเครื่อง 747 รุ่นลำตัวสั้นแบบพิเศษของสายการบิน Japan Airline สำหรับบินเดินทางภายในประเทศโดยเฉพาะ (ตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีที่นั่ง 510 ที่นั่ง) JAL Flight 123 บินขึ้นจากสนามบินฮาเนดะโตเกียว เพื่อมุ่งตรงไปยังท่าอากาศยานโอซากา เวลา 18.24 น. หลังจากบินขึ้นจากสนามบินฮาเนดะไปได้แค่เพียง 12 นาที และตัวเครื่องกำลังไต่ระดับอยู่ที่ความสูง 23,900 ฟุต ที่ความเร็วกว่า 300 นอตต่อชั่วโมง หรือ 555.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่เครื่อง Boeing 747 SR-46 ลำนี้กำลังไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงของเพดานบินเดินทางไปที่ 38,000 ฟุต ซึ่งเป็นเพดานบินปกติของเครื่องบินโดยสารทั่วไป เกิดการฉีกขาดของแพนหางดิ่ง ซึ่งเกิดจากรอยครูดใต้ท้องในส่วนของใต้แพนหางดิ่งจากการร่อนลงด้วยมุมที่ผิดปกติ การซ่อมแซมที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เมื่อใช้งานเครื่องบินต่อไปเรื่อยๆ บริเวณที่เคยเสียหายเกิดแรงเครียดอย่างต่อเนื่องจากแรงดันของระบบปรับแรงดันอัตโนมัติ การฉีกขาดที่รุนแรงได้ตัดท่อของระบบไฮดรอลิกที่ใช้สำหรับบังคับทิศทางการบินส่วนหาง เครื่อง Boeing 747-100 SR46 สูญเสียการควบคุมขณะบินอยู่เหนือพื้น ที่ระยะสูง 7.5 กิโลเมตร! SR46 บินด้วยลักษณะและอาการที่ผิดปกติอย่างร้ายแรง ตัวเครื่องส่ายไปมาด้วยมุมบินที่ผิดปกติหรือ Dutch Roll ตามมาด้วยการเสียระยะความสูง หรือการร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กัปตันและนักบินที่สองพยายามประคองเครื่องอย่างสุดความสามารถ เครื่องบิน 747 Japan Airline ไฟลต์ 123 ลำยักษ์พยายามเชิดหัวขึ้น แล้วปักหัวลงด้วยมุมที่ชันอย่างผิดปกติหลายครั้ง จากความพยายามในการแก้สถานการณ์ฉุกเฉินของนักบินทั้งสองนาย ซึ่งได้กลายเป็นความสิ้นหวังในเวลาต่อมา Boeing 747 มีระบบไฮดรอลิก 4 ระบบ ทำงานเป็นอิสระแยกจากกัน หากมีระบบใดระบบหนึ่งเกิดความผิดพลาดหรือล้มเหลว นักบินจะยังสามารถควบคุมเครื่องบินต่อไปได้ โดยปกติระบบไฮดรอลิกของเครื่องจะไม่ติดตั้งอยู่รวมกัน แต่เนื่องจากส่วนหางของเครื่อง 747 มีพื้นที่จำกัด ทั้ง 4 ระบบ จึงมารวมกันหลังแผงกั้นปรับความดันอากาศท้าย ใกล้จุดที่แพนหางดิ่งเชื่อมติดกับส่วนท้ายของลำตัว การระเบิดจากแผงกั้นแรงดันที่เสียหายส่งผลให้แพนหางดิ่งหลุดปลิวไปในอากาศ ท่อไอดรอลิกทั้ง 4 ท่อถูกแรงกระชากจนฉีกขาดออกจากกันทั้งหมด น้ำมันไฮดรอลิกไหลออกมาจากแรงดันของปั๊ม เมื่อของเหลวหล่อลื่น หรือน้ำมันไฮดรอลิกรั่วออกมาจนหมด นักบินก็ไม่สามารถขยับปีกเล็กแก้อาการเอียงบนปีกเครื่องบินได้ ทางเลือกที่เหลืออยู่แค่ทางเดียวก็คือ ใช้การควบคุมแรงขับดันจากเครื่องยนต์ เพื่อทำให้เครื่องสามารถบินอยู่ในอากาศได้ เครื่องบินสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง จนลดระดับลงมาที่ความสูง 6,600 ฟุต ความเร็วลดลงเหลือเพียง 108 นอตต่อชั่วโมง นักบินทั้งสองนายรวมถึงวิศวกรการบินอีก 1 นาย พยายามควบคุมเครื่องบินโดยใช้กำลังของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนทั้ง 4 ตัว จนสามารถไต่ระดับความสูงไปที่ 13,400 ฟุต ด้วยมุมปะทะ หรือ Angle Of Attack มากถึง 39 องศา หลังจากนั้นตัวเครื่องได้ลดระดับความสูงเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 18.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น เครื่อง Boeing 747 SR-46 ตกกระแทกหุบเขา และไถลไปกับเนินเขาจนระเบิดลุกเป็นไฟ ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 519 คนเสียชีวิตทันที การบินแบบไร้ทิศทางสิ้นสุดลงที่ภูเขาโอสึตากะ ตัวเครื่องได้พุ่งเข้าชนเนินเขาอย่างรุนแรงจนแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และคร่าชีวิตของคนบนเครื่องเกือบทั้งหมด เหตุการณ์สุดสลดดังกล่าวนั้นมีผู้รอดชีวิตราวปาฏิหาริย์เพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตก็คือ แอร์โฮสเตสสาวชื่อ ยูมิ โอชิอาอิ การตกกระแทกเข้ากับภูเขาด้วยความเร็วสูง ทำให้โครงสร้างของเครื่อง 747 ทั้งลำแหลกยับ ชิ้นส่วนของเครื่องกระจัดกระจายไปทั่วเนินเขาโอสึตากะ
...
Charkhi Dadri Mid-Air Collision (1996)
Charkhi Dadri เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันตกของกรุงนิวเดลี ซึ่งกลายเป็นสถานที่เกิดอุบัติเหตุทางอากาศครั้งร้ายแรง เนื่องจากการชนกันกลางอากาศระหว่างเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Saudi Arabian Airlines Flight 763 และ Kazakhstan Airlines Flight 1907 ยังคงเป็นหายนะภัยชนกันกลางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในปัจจุบัน การชนกันเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากที่เที่ยวบิน 763 ของซาอุดีอาระเบีย บินขึ้นจากสนามบินนานาชาตินิวเดลี ในขณะที่เที่ยวบิน 1907 ของคาซัคสถานก็พร้อมสำหรับร่อนลงจอด อุบัติเหตุร้างแรงดังกล่าวเป็นผลมาจากทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ไม่ดีของนักบินคาซัคสถานและการไม่มีเรดาร์ตรวจการณ์รองรับที่สนามบินนานาชาติอินทิราคานธี เส้นทางการบินของเครื่องบินทั้งสองลำจึงตัดกันอย่างไม่ได้จงใจ และเนื่องจากความเร็วและเมฆที่ค่อนข้างหนาทึบ ทำให้นักบินบนเครื่องทั้งสองลำไม่สามารถบินหลบหลีกเพื่อป้องกันการชนกันได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 349 คน
...
Turkish Airlines Flight 981 (1974)
เครื่องบินโดยสาร McDonnell Douglas DC-10 เที่ยวบินที่ 981 ของสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์เกิดอุบัติเหตุตกนอกกรุงปารีส เหตุร้ายดังกล่าวเกิดจากข้อบกพร่องในการออกแบบเครื่องบินและความล้มเหลวของผู้จัดการสัมภาระในสนามบินโมร็อกโก การอ่านและทำความเข้าใจคำแนะนำที่ให้ไว้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาตุรกีอย่างไม่ถูกต้อง ระหว่างการล็อกตำแหน่งฝาปิดห้องเก็บสัมภาระของ DC-10 ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดร้ายแรง เป็นผลให้สลักของช่องเก็บของด้านหลังหลุดและเปิดออกระหว่างการบินที่ระดับความสูง การหลุดออกของฝาปิดห้องเก็บสัมภาระ ทำให้แรงดันอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันที เกิดการบีบอัดอย่างรวดเร็วจนทำให้สายเคเบิลที่ใช้บังคับทิศทางการบินขาดออกจากกัน ส่งผลให้นักบินไม่สามารถควบคุมทิศทางของเครื่องบินได้ McDonnell Douglas DC-10 ตกจากท้องฟ้าลงสู่ป่าใน Ermonville นอกกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คร่าชีวิตลูกเรือและผู้โดยสารหมดทั้งลำรวม 346 คน
American Airlines Flight 191 (1979)
อุบัติเหตุจากการบินขึ้น หรือ Take-off ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1979 เครื่องบินโดยสาร McDonnell Douglas DC-10-10 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 191 ขณะทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานนานาชาติชิคาโก เพื่อมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานลอสแอนเจลิส ในระหว่างการยกตัวขึ้นจากรัยเวย์ เครื่องยนต์หมายเลข 1 และชิ้นส่วนไพลอน ได้หลุดออกจากจุดยึดบริเวณใต้ปีกที่ระดับความสูง 300 ฟุตเหนือพื้นรันเวย์ เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนดังกล่าวตกใส่รันเวย์ ส่วนเครื่อง DC-10 ได้เลี้ยวไปทางซ้ายในลักษณะมุมบินที่ตั้งฉากกับพื้นดิน และหมุนตัวจนปีกทำมุมที่ผิดปกติ หลังจากนั้นจึงตกกระแทกกับพื้นดินที่ระยะทาง 1,435 เมตร จากปลายทางวิ่ง ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง McDonnell Douglas DC-10 จำนวน 271 คน เสียชีวิตทั้งหมด อุบัติเหตุร้ายแรงดังกล่าวยังทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดตกของเครื่องบินเสียชีวิตไปอีก 2 คน
Air India Flight 855 (1978)
ในวันขึ้นปีใหม่ที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.1978 เครื่องบิน Boeing 747 ของสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ 855 ออกเดินทางจากอินเดียสู่ดูไบ โดยขึ้นบินจากสนามบินเมืองซานตาครูซในมุมไบ เครื่อง 747 ที่ใช้เดินทางขนส่งผู้โดยสารสำหรับเที่ยวบินนี้ อันที่จริงแล้วเป็นเครื่องบิน Boeing 747 ลำแรกที่ซื้อโดยสายการบินแอร์อินเดียในปี 1971 น่าเศร้าที่เที่ยวบินดังกล่าวไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง 747 Air India Flight 855 ตกในทะเลอาหรับ นอกชายฝั่งของเมืองมุมไบ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากทะยานขึ้นจากรันเวย์ ภัยพิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์ทางการบินและความล้มเหลวของนักบินในการตอบสนองอย่างเร่งด่วนและเหมาะสม เป็นผลมาจากการบิดเบือนเชิงพื้นที่ และไม่สามารถตรวจสอบการอ่านเครื่องมือ AI ด้วยขอบฟ้าเสมือนจริง เนื่องจากความมืดเหนือท้องทะเล (นักบิน บินหลงฟ้า) ผู้โดยสารทั้งหมด 213 คนเสียชีวิตในอุบัติเหตุการบินครั้งใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอินเดีย
Air India Express Flight 812 (2010)
เครื่องบิน Boeing 737-800 ของสายการบิน Air India Express Flight 812 เป็นอุบัติเหตุการบินที่ร้ายแรงที่สุดติดอันดับสาม เกิดขึ้นบนแผ่นดินของประเทศอินเดีย เมื่อเครื่องบิน Boeing 737-800 ของ Air India Express กำลังบินเดินทางจากดูไบไปยังท่าอากาศยานในมังกาลอร์ สนามบินมังกาลอร์เป็นเพียงหนึ่งในสามของสนามบินในประเทศที่มีทางวิ่งบนรันเวย์ค่อนข้างจำกัด ซึ่งหมายความว่าความยาวของรันเวย์มีไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ตั้งเป็นเนินเขาสูงชันล้อมรอบ โดยมีทางลาดลงอย่างกะทันหัน หรือช่องเขาที่ปลายด้านหนึ่งของรันเวย์ การนำทางลงจอดต้องใช้ความแม่นยำอย่างมาก ในกรณีนี้ นักบินของเครื่องบิน Boeing 737-800 คำนวณระยะทางการร่อนลงจอดผิดพลาด และลงจอดเกินจุดทัชดาว์นที่ปลอดภัย ในขณะที่ทำการบินร่อนลงบนรันเวย์ระยะสั้นที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เครื่องบินพุ่งผ่านรันเวย์ และตกจากหน้าผาลงสู่พื้นดินด้านล่าง ทำให้เครื่องบินเสียหายอย่างยับเยินและเกิดไฟไหม้ตามมา อุบัติเหตุในครั้งนี้ทำให้ชีวิต 158 คนบนเครื่องต้องสูญเสียไป โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 8 คนเท่านั้น
American Airlines Flight 587 (2001)
ช่วงเช้าของวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.2001 เครื่อง Airbus A300 ของสายการบิน American Airlines พร้อมผู้โดยสาร 251 คน และลูกเรืออีก 9 คน ทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติเคนเนดี นครนิวยอร์ก มุ่งหน้าสู่สาธารณรัฐโดมินิกัน หลังพ้นจากพื้นดินมาชั่วครู่ เครื่องก็แตกออกและตกลงสู่พื้น คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด พร้อมอีก 5 ชีวิตบนพื้นดิน นับเป็นอุบัติทางอากาศซึ่งร้ายแรงเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน เพียงไม่นาน หลายคนจึงสงสัยว่าเป็นการก่อเหตุวินาศภัย แต่ไม่นาน ผู้เชี่ยวชาญก็เบนเข็มไปเพ่งเล็งยังเหตุอันน่าสงสัยยิ่งกว่า นั่นคือแนวภาวะอากาศปั่นป่วน จากเครื่องบินที่ใช้เส้นทางการบินเดียวกันก่อนหน้านี้ การตกของ American Airlines Flight 587 เป็นอุบัติเหตุทางการบินที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับสองที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา Flight 587 เป็นเที่ยวบินที่บินเป็นประจำ ระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก และท่าอากาศยานนานาชาติลาส อเมริการิกัส ซานโตโดมิงโก สาธารณรัฐโดมินิกัน สองสามเดือนหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดความสงสัยในด้านการก่อการร้าย แต่จากการสอบสวนพบว่า อุบัติเหตุร้ายแรงทางอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของนักบิน แพนหางดิ่งอละแพนหางระดับ ถูกใช้มากเกินไปเพื่อตอบสนองต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากเที่ยวบินที่ออกเดินทางก่อนหน้านี้ไม่นาน ผลจากการใช้หางเสือมากจนเกินไป ตัวกันโคลงแนวตั้งได้หลุดออกจากจุดยึด ทำให้เครื่องบินสูญเสียการบังคับควบคุม เครื่องยนต์หลุดออกจากจุดยึดที่ปีก ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นในบริเวณชุมชน เครื่องบิน Airbus A300 ตกในย่านควีนส์ นิวยอร์ก คร่าชีวิตผู้คนบนเครื่องทั้งหมด 260 คน และอีก 5 คนที่อยู่บนพื้นดิน
Malaysia Airlines Flight 370 (2014)
การหายสาบสูญไปอย่างลึกลับของ Boeing 777 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลย์เซีย แอร์ไลน์ กลายเป็นประเด็นพาดหัวข่าวในปี 2557 เนื่องจากเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ได้หายอย่างไร้ร่องรอยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 เที่ยวบินดังกล่าวอยู่ระหว่างเส้นทางการบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปปักกิ่ง เมื่อการควบคุมการจราจรทางอากาศขาดการติดต่อโดยไม่มีสัญญาณ หรือการแจ้งเตือนใดๆ หรือมีการบ่งชี้ปัญหาใดๆ ของเครื่อง Boeing 777 เที่ยวบิน MH370 แม้ว่าจะมีการค้นหาอย่างกว้างขวางโดยประเทศต่างๆ ทั่วมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเครื่องบินดังกล่าว จนกระทั่งมีเศษซากของเครื่อง 777 ที่ปรากฏขึ้นบนชายหาดของเกาะเรอูนียง ซึ่งอยู่ห่างจากไซต์ค้นหาหลักไกลถึง 3,700 กม. ในเดือนกรกฎาคม 2015 มีการดำเนินการค้นหาอย่างกว้างขวาง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเที่ยวบิน MH370 เปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ทราบสาเหตุ และบินต่อไปจนน้ำมันหมด สันนิษฐานว่าทั้ง 239 คนบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด
China Airlines Flight 140 (1994)
วันที่ 26 เมษายน 1994 China Airline เที่ยวบินที่ 140 เดินทางจากสนามบินเจียงไคเชกสู่สนามบินนาโกยาประเทศญี่ปุ่น ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ โดยเครื่องที่ใช้บินคือ Airbus A300B4-600R ซึ้งพัฒนาเทคโนโลยีมาจากรุ่นเดิมให้ทันสมัยขึ้นทำให้สามารถใช้นักบินแค่ 2 คน จากปกติต้องใช้ 3 หรือ 4 นาย เครื่อง Airbus A300B4-600R ได้เข้าสู่การเดินทางขั้นสุดท้าย ระหว่างนั้นเครื่องได้เจอสภาพอากาศแปรปรวนเล็กน้อย ก่อนลงจอดกัปตันปลด Auto pilot เพื่อให้นักบินที่ 2 ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่อนลงจอด แต่เมื่อเครื่องลดระดับลง หัวเครื่องกลับเชิดขึ้นและไม่สามารถกดหัวกลับลงมาได้ ทำให้ Airbus A300 สูญเสียแรงยก กัปตันกลับมาควบคุมและตัดสินใจบินวน โดยทำการเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ แต่แทนที่จะบินวน เครื่อง Airbus A300 China Airlines Flight 140 กลับเชิดหัวขึ้นในมุมที่ชันมากจนเกินไป ตามมาด้วยอาการร่วงหล่น เครื่อง Airbus A300 กระแทกกับรันเวย์อย่างรุนแรง จนระเบิดลุกเป็นลูกไฟยักษ์ ผู้โดยสารและลูกเรือ 254 คนเสียชีวิต มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจากผู้รอดชีวิตทั้งหมด 7 คน รวมทั้งเด็กชายอายุ 6 ขวบ และน้องชายอายุ 3 ขวบ
ความคืบหน้าเหตุเครื่องบินตกในจีน ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พบเศษซากชิ้นส่วนเครื่องบินหลายชิ้นในวันนี้ (23 มีนาคม 2565) การปฏิบัติการค้นหาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เพื่อค้นหากล่องดำที่บันทึกข้อมูลการบิน สื่อมวลชนในจีนรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า เครื่องบินแตกเป็นเสี่ยงๆ และทำให้เกิดไฟไหม้ป่าไผ่ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีน CCVT รายงานว่า ไม่พบผู้รอดชีวิตในอุบัติเหตุร้ายแรงทางอากาศดังกล่าว
บ่ายวันที่ 21 มีนาคม 2565 เครื่องบิน Boeing 737-800 ของสายการบิน ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ เที่ยวบินในประเทศที่ MU5735 มีผู้โดยสาร 123 คน และลูกเรือ 9 คน รวม 132 คน ประสบอุบัติเหตุตกลงบนเทือกเขาสูง ในอำเภอเถิง มณฑลกว่างซี ทางใต้ของจีน โดยตกจากเพดานบินในระดับสูงอย่างรวดเร็ว ระหว่างเดินทางออกจากเมืองคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อเวลา 12.11 น. วันที่ 21 มีนาคม 2565 เพื่อไปยังเมืองกว่างโจ ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งอยู่ติดกับฮ่องกง โดยมีกำหนดจะลงจอดที่ท่าอากาศยานกว่างโจในเวลา 14.05 น. เครื่องบินพุ่งดิ่งปักหัวลงด้วยความเร็วที่สูงมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างร้ายแรง เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองมาดูการสันนิษฐานความเป็นไปได้จากเพจอยากเป็นนักบิน https://www.facebook.com/thaipilotwannabe/
“Airplane upset” การสูญเสียท่าทางการบิน
โดยปกติแล้ว เครื่องบินเป็นอากาศยานที่มีเสถียรภาพในการบินที่ดีมาก ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะดับทั้งหมด
ก็จะยังสามารถร่อนต่อไปได้ จากแรงยกที่ยังคงมีอยู่จากปีกและความสูง (พลังงานศักย์) ที่เปลี่ยนเป็นความเร็ว (พลังงานจลน์) (ลองนึกภาพเวลาปล่อยเครื่องบินกระดาษลงมาจากที่สูงครับ เหมือนกันเลย ต่อให้เราปักหัวทิ่มลงแล้วปล่อย มันก็จะยังคงบินได้) ไม่ใช่ว่าพอไม่มีเครื่องยนต์แล้ว จะหล่นตุ้บเป็นก้อนหิน ทีนี้อยู่ที่ว่าความสูงที่มีนั้นจะเปลี่ยนเป็นความเร็วให้สามารถร่อนไปได้ไกลแค่ไหน และจะสามารถประคองไปจนถึงสนามบิน หรือบริเวณที่ปลอดภัยจะลงจอดได้หรือไม่ การที่เครื่องบินจะดิ่งหัวทิ้งดิ่งลงมาเป็นดินสอได้นั้น น่าจะมีได้แค่เพียง 2 กรณีคือ
1.ปีกหลุดไปทั้งสองข้าง (อาจเกิดจากการระเบิด หรือมีแรง G ที่สูงมากๆ กระทำกับปีก ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ในเครื่องบินโดยสาร) ทำให้ไม่มีแรงยก และตกลงมาทั้งแบบนั้น
2.แพนบังคับทิศทาง (control surface) บังคับให้เครื่องบินอยู่ในท่าทางนั้น ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบเครื่องบิน หรือเกิดจากการบังคับของนักบิน ซึ่งโดยปกติแล้วนักบินจะได้รับการฝึกฝนการแก้ไขทางทางการบินที่ไม่ปกติ (Airplane upset recovery) กันอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว และจะไม่มีทางปล่อยให้เครื่องบินพุ่งลงมาแบบนั่นแน่นอน ยกเว้นจะจงใจ หรือระบบควบคุมการบินล็อกอยู่ในท่านั้น และไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ ซึ่งหากจะเทียบกับเคส 737Max ทั้งสองเคส ที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบ MCAS ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากเครื่องวิ่งขึ้น และท่าทางการตกไม่ได้พุ่งลงมาแบบนี้
อย่างไรก็ตาม เคสของ #MU5735 วันนี้นั้น ยังต้องอาศัยข้อมูลอีกหลายด้านเพื่อวิเคราะห์และสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ทางเพจอยากเป็นนักบิน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ด้วยครับ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/