ย้อนอดีต ยุทธนาวีที่เกาะช้าง วีรกรรมทหารเรือไทย ปกป้องผืนแผ่นดินจากการรุกราน

ข่าว

    ย้อนอดีต ยุทธนาวีที่เกาะช้าง วีรกรรมทหารเรือไทย ปกป้องผืนแผ่นดินจากการรุกราน

    ไทยรัฐออนไลน์

    25 ต.ค. 2564 14:17 น.

    ก่อนที่จะเกิดกรณีพิพาทระหว่าง ประเทศไทย กับ ฝรั่งเศส ในปัญหาเรื่องดินแดนอันเป็นของไทยแต่เดิม ดังที่ได้ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทยทุกคนแล้วนั้น กองเรือของเราได้ออกไปทำการฝึกหัดในการใช้อาวุธประจำเรือต่างๆ อันเป็นงานประจำปีตลอดมาอยู่ก่อนแล้ว เพื่อเป็นการก่อให้เกิดความชำนิชำนาญในการที่จะเพิ่มพูนสมรรถภาพ ของกองทัพเรือไทยให้เป็นที่เข้มแข็ง สมกับที่เป็นรั้วทางทะเลของประเทศชาติ แต่การฝึกหัดของทหารเรือไม่ทันสิ้นสุดลงตามแผนการของกรมเสนาธิการ เหตุร้ายแรงที่คนไทยเราทั้งชาติจะให้อภัยไม่ได้ก็บังเกิดขึ้น นั่นคือเครื่องบินรบของฝรั่งเศสได้มาทำการทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนของไทย เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ หลังจากนั้นหนึ่งวัน ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ชาติไทยในสมัยปัจจุบันอันมีทัพเรือเป็นรั้วด้านทะเล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์ดั่งเช่น ร.ศ.๑๑๒ อุบัติซ้ำขึ้นอีกเป็นอันขาด บทเรียนแห่งความขมขื่นครั้งนั้นได้ฝังอยู่ในหัวใจของราชนาวีไทยมาตลอดเวลา เป็นบทเรียนการรบทางทะเลที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารเรือไทย

    เรือหลวงธนบุรี

    NMF La Motte Picquet
    การปะทะและการรบในทางบก ได้เริ่มขึ้นในเวลาต่อมา ทั้งๆ ที่ไม่มีการประกาศสงครามระหว่างไทยและฝรั่งเศส ราชนาวีของไทยได้ทำหน้าที่ตามแผนการอยู่ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนว่าทหารเรือปฏิบัติการเต็มหลักการไม่ได้ เนื่องจากที่ยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม ถึงกระนั้น กองทัพเรือได้ทำการลำเลียงทหารไปขึ้นบกยังจังหวัดชายแดนด้านทะเล ทำการรักษาปีกของทหารเรือมิให้ถูกระดมยิงจากเรือข้าศึก เรือรบของไทยทำการลาดตระเวนเพื่อค้นหาและทำลายกำลังของศัตรูที่ล่วงล้ำเข้ามาในทะเลภายใต้อาณาเขตน่านน้ำของไทย แต่ในระหว่างที่เรือรบของไทยได้ทำการแล่นลาดตระเวนตรวจตราน่านน้ำนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเรือฝ่ายข้าศึกแม้แต่ลำเดียวโผล่มาให้เห็นหน้า กองทัพเรือคงทำหน้าที่ปกป้องท้องทะเลไทยอย่างไม่หยุดหย่อน ภายหลัง กองบัญชาการกองทัพเรือได้ส่งหมวดเรือหมวดหนึ่งออกไปเฝ้ารักษาการณ์อยู่บริเวณเกาะช้างและเกาะกูด อันเป็นเกาะชายแดนสุดเขตด้านตะวันออกของไทย ในระหว่างนี้กองบัญชาการทัพเรือยังคงรอรับข่าว การเคลื่อนไหวของข้าศึกเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อวางแผนในการจำเป็นขั้นต่อๆ ไป 

    เรือหมวด ๓ แห่งกองเรือที่ ๑ อันประกอบด้วย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.สงขลา ร.ล.ระยอง ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.หนองสาหร่าย ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพเรือให้ทำการสับเปลี่ยนหน้าที่กับเรือหมวด ๑ กองเรือที่ ๑ มี ร.ล.ศรีอยุธยา ร.ล.ภูเก็ต ร.ล.ปัตตานี ร.ล.สุราษฎร์ และ ร.ล.คราม ซึ่งรักษาการณ์อยู่บริเวณเกาะช้าง ภายในวันที่ ๑๕ ม.ค. ๘๔ เรือหมวด ๓ ในการบังคับบัญชาของ น.ท.หลวงพร้อม วีระพันธ์ ผู้บังคับการ ร.ล.ธนบุรี ได้ออกเดินทางจากสัตหีบ วันที่ ๑๔ ม.ค. ๘๔ เวลา ๒๒.๐๐ น. และถึงบริเวณเกาะช้าง จอดทอดสมอทางทิศใต้เกาะช้าง ใกล้ๆ เกาะง่าม ในวันที่ ๑๕ ม.ค. ๘๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. เสร็จแล้วได้ทำการรับมอบหน้าที่จากเรือหมวด ๑ ซึ่งได้ออกเดินทางกลับสัตหีบในเวลา ๒๒.๐๐ น. คืนวันที่ ๑๕ นั้นเอง


    ในวันที่ ๑๖ ม.ค. ๘๔ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ขณะที่หมวดเรือรบรักษาการณ์ปกป้องน่านน้ำของไทยยังคงจอดอยู่ที่เดิม ได้มีเครื่องบินทะเลแบบปีกชั้นเดียวของข้าศึก ๑ เครื่อง บินมาตรวจการณ์บริเวณเกาะช้างในระยะสูง ห่างจากหมวดเรือที่ทอดสมอมาก ผบ.เรือทุกลำ สั่งให้ทหารประจำสถานีต่อสู้อากาศยาน แต่ไม่ได้ทำการยิง เพราะเครื่องบินข้าศึกได้บินหนีไปเสียก่อน การที่เรือบินข้าศึกได้มาบินร่อนตรวจการณ์ในลักษณะผิดสังเกตเช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรี (น.ท.หลวงพร้อมฯ) วินิจฉัยเหตุการณ์ว่า ฝรั่งเศสอาจจะส่งเครื่องบินมาดำเนินการต่อตีหมวดเรือและสถานที่ก่อสร้างบริเวณเกาะง่าม (เพราะข้าศึกมีฐานทัพ สถานีเรือบินทะเลอยู่บริเวณเกาะกง และเกาะรง ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะช้างประมาณ ๔๐-๕๐ ไมล์) ในตอนเย็นวันนั้น น.ท.หลวงพร้อมฯ จึงสั่งให้ ร.ล.ระยอง ซึ่งเป็นเรือยามประจำอ่าว ออกเรือในตอนกลางคืนไปทำการระวังรักษาเหตุการณ์ทางทิศใต้ของเกาะกูด และในตอนค่ำวันนั้น น.ท.หลวงพร้อมฯ ได้นำเรือ ร.ล.ธนบุรี และ ร.ล.หนองสาหร่าย (เรือวางทุ่นระเบิด) พร้อมด้วย ร.ล.เทียวอุทก (เรือตรวจประมง ใช้งานเบ็ดเตล็ด เช่นจ่ายเสบียงเป็นต้น) ไปจอดที่ทางทิศตะวันออกเกาะช้าง ใกล้เกาะลิ่ม ส่วน ร.ล.สงขลา และ ร.ล.ชลบุรี คงจอด ณ ที่เดิม ในตอนเย็นก่อนออกเรือ มีการเตรียมการ ม้วนเพดานหมด หลักเพดานที่ไม่จำเป็นได้ถอดออก คงเหลืออยู่เพียงหลักใหญ่ ๕-๖ หลักเท่านั้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการที่จะเตรียมเรือเข้ารบในเวลาต่อไป

    ในคืนนี้นายทหารของราชนาวีไทยได้ยินวิทยุกระจายเสียงถึงข่าวการมีชัยของกองทัพบกด้านทิศบูรพา ได้ทำลายกองพันทหารต่างด้าวของข้าศึก และยึดธงประจำกองได้ ทหารเรือที่ได้รับข่าวสารการรบพุ่งทางบกได้ยินแล้วรู้สึกภูมิใจและปลื้มใจในความสามารถของกองทัพบกไทย ทหารเรือไทยได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จึงจะถึงโอกาสของราชนาวีบ้าง และแล้ววันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็มาถึง วันที่ทหารเรือของไทยจะไม่มีวันลืมเลือนตลอดชีวิต วันที่ราชนาวีได้ทำการประมือกับกองเรือรบของฝรั่งเศสซึ่งมีกำลังมากกว่ากองเรือของราชนาวีไทยถึง ๔ เท่า


    เช้าวันที่ ๑๗ มกราคม อากาศเย็นเล็กน้อย ลมตะวันตกเฉียงใต้โชยเบาๆ แสงเงินแสงทองจับฟ้าเป็นสีแดงเรื่อๆ ตามขอบฟ้าเป็นหมอกมัว ทัศนวิสัยไม่ค่อยชัดเจนนัก ท้องฟ้ามีเมฆก้อน เป็นกลุ่มๆ เต็มขอบฟ้า หลังจากแถวตรวจในเวลา ๐๕.๕๐ น. ตามปกติแล้วก็แยกฝึกหัดกายบริหาร ขึ้นเสาและไต่เชือก อันเป็นกิจวัตรประจำวันของทหารประจำเรือ

    เวลา ๐๖.๑๐ น. จ่ายามเป่านกหวีดเลิกฝึกหัดกายบริหารตามเวลา ทหารทุกคนก็วิ่งไปที่บริเวณท้ายเรือเพื่อเตรียมตัวแถวฝึกหัดการปืนต่อไป ทันใดนั้นยามบนดาดฟ้าไฟฉายตะโกนมาว่า "มีเครื่องบินมาทางท้ายเรือขวา ๑ ลำ" บินมาจากทิศใต้มุ่งตรงมาทางทิศที่จอดเรือ เนื่องจากท้องฟ้ายังเช้าตรู่จึงทำให้มองเห็นเรือบินเป็นรูปมืดทึบ บินโผล่ออกมาจากหมู่เมฆอันหนาทึบ ในขณะนี้ผู้บังคับการเรือกำลังอยู่บนสะพานเดินเรือได้ส่องกล้องดูเครื่องบินลำนั้น เห็นเป็นเครื่องบินตรวจการของฝรั่งเศสชัดเจน จึงได้สั่งการให้ พลฯแตร เป่าแตรสัญญาณประจำสถานีต่อสู้อากาศยานทันที ทหารทุกคนเข้าประจำหน้าที่เตรียมพร้อมเพื่อรบพุ่ง ปืนเบาต่อสู้อากาศยาน ๔ กระบอก และปืนกลหนัก ๔ กระบอก เริ่มส่ายปากกระบอก ตามเรือบินลำนั้น ในเมื่อรับคำสั่ง แต่ทหารประจำปืนต่อสู้อากาศยานยังไม่ได้ทำการยิง เครื่องบินข้าศึกก็ได้บินเลี้ยวไปทางช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะง่ามเสียก่อน ผู้บังคับการเรือ ออกคำสั่งให้ทหารเตรียมเรือเข้ารบ และสั่งให้ต้นหนส่งวิทยุแจ้งข่าวเรื่องเครื่องบินข้าศึกไปยังกองบินผสมจันทบุรีทันที ในขณะเดียวกันนั้นเองก็ได้ยินเสียงปืนต่อสู้อากาศยานของเรือตอร์ปิโดดังคำรามขึ้นอย่างกึกก้อง มองเห็นกลุ่มกระสุนบอกทิศทางพุ่งไปสายไปในอากาศ และเห็นกลุ่มกระสุน ระเบิด เป็นควันสีใกล้ๆ เครื่องบินของข้าศึก ทหารในเรือโห่ร้องไชโยด้วยความดีใจ เครื่องบินตรวจการลำนั้นก็บินหายลับไป ต่อมาได้ยินเสียงปืนคำรามถี่หนักขึ้น แต่ไม่เห็นกระสุนบอกทาง หรือกลุ่มควันในอากาศเช่นครั้งแรก เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเรือตอร์ปิโดของราชนาวีไทยถูกเรือรบฝรั่งเศสเข้าโจมตี เรือข้าศึกใช้การลัดเลาะเล็ดลอดตามเกาะแก่งต่างๆ ผ่านสายตาของเรือยามรักษาการณ์ โดยไม่ได้ถูกตรวจพบ เวลาที่ทหารเรือรอคอยก็มาถึง ทหารทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เข้าทำการต่อสู้กับข้าศึกที่เข้ามารุกรานผืนแผ่นดินของไทย และจะต่อสู้จนตัวตาย เพื่อนำเกียรติของชาติ ในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ กลับคืนมาให้จงได้

    เสียงแตรสัญญาณระวังออกเรือ เตือนให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการสมอ วิ่งไปประจำหน้าที่โดยเร็ว ทหารบนดาดฟ้าเรือที่ไม่มีหน้าที่จำเป็น ต่างก็กระโดดเข้าประจำหน้าที่ ตามสถานีรบ โซ่สมอเริ่มเคลื่อนพ้นจากน้ำ ยามประจำกล้องสองตา สะพานเดินเรือ ตะโกนรายงานว่ามองเห็นเรือรบฝรั่งเศสที่ปลายเกาะช้าง มันคือเรือลามอตต์ปิเกต์นั่นเอง สีหมอก ขาวนวล ปล่องสองปล่องลำมหึมา เรือลามอตต์ปิเกต์ ที่จอดเคียงข้างเรือธนบุรี จากมะนิลา ผ่านเรือของราชนาวีไทยเพื่อไปไซ่ง่อน เรือที่ผู้บังคับการเฝ้าบ่นถึงอยู่เสมอ 

    NMF La Motte Picquet
    เรือรบลำใหญ่ของผู้รุกรานต่างชาติที่นิยมการล่าอาณานิคม แล่นผ่านมาให้ราชนาวีไทยได้เห็น ทางช่องระหว่างเกาะไม้ซี้กับเกาะง่าม หัวเรือมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออก ใช้ความเร็วประมาณ ๒๐ นอต ปืนทางท้ายเรือกำลังทำการยิงไปทางเกาะง่าม มองเห็นประกายไฟแลบจากปากกระบอกปืนอย่างต่อเนื่อง

    ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรี นาวาโท หลวงพร้อม วีระพันธ์ สั่งให้ต้นหน (ร.ท.เฉลิม สถิรถาวร) ส่งวิทยุรายงานกองบัญชาการกองทัพเรือทันทีว่า เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์เข้าโจมตีหมวดเรือที่ด้านใต้เกาะช้าง และสั่งคนสัญญาณส่งธง ๒ มือไปยัง ร.ล.หนองสาหร่าย ซึ่งกำลังแล่นติดตามมา ให้หลบถอยไป ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเดินไปทางท้ายสะพานเดินเรือ พลางตะโกนบอก และชี้มือให้ทหารที่อยู่บนสะพานควบคุมปืนเบา (ที่เสาท้าย) ทำการวัดระยะว่า "เรือลามอตต์ปิเกต์อยู่ทางหลังเกาะนั่นไง สู้มัน! ไม่ต้องถอย!" 

    เครื่องจักรใหญ่ของเรือมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว สมอถูกยกขึ้นมาอยู่บนที่เรียบร้อยแล้ว เรือหลวงธนบุรี เริ่มเดินหน้า มุ่งเข้าหาเรือรบฝรั่งเศส ความมุ่งหมายของทหารทุกคนบนเรือที่จะทำลายเรือของข้าศึกซึ่งรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของไทย เรือรบลำใหญ่ของพวกฝรั่งเศสยังแล่นบังเกาะไม้ซี้อยู่ และยังไม่ได้ทำการยิงต่อสู้กัน เรือธนบุรีออกแล่นไปได้สักครู่ ผู้บังคับการก็ได้รับรายงานจากหอควบคุมการยิงว่า ป้อมปืนท้ายยังไม่พร้อม น.ท.หลวงพร้อมฯ จึงสั่งให้หักหางเสือซ้ายหมด และหยุดเครื่อง เพื่อใช้เกาะเป็นที่บังตาไว้ก่อน ในขณะนั้นผู้ช่วยต้นปืน (ร.อ.สนิท อุปถัมภานนท์) ซึ่งควบคุมปืนเบา ได้กล่าวปลุกใจทหารประจำปืนเบาว่า "ทหารทั้งหลาย บัดนี้โอกาสของเราในการที่จะปกป้องประเทศชาติได้มาถึงแล้ว ขอให้พวกเราจงปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ เพื่อชาติของเรา และเกียรติยศของทหารเรือไทย" 

    เวลา ๐๖.๓๐ น. คือ ๕ นาทีต่อมา ปืนพร้อมทั้งสองป้อม น.ท.หลวงพร้อมฯ ผู้บังคับการสั่ง "เดินหน้าเต็มตัวทั้งสองเครื่อง" และสั่ง "เตรียมรบกราบขวา ที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก" หอควบคุมบังคับการยิงเราเริ่มทำงาน ปืนทุกกระบอกเริ่มหันเตรียมจับที่หมาย

    เวลา ๐๖.๓๕ น. เรือรบลามอตต์ปิเกต์ เริ่มโผล่ออกจากเกาะไม้ซี้ใหญ่ ฉากการรบในระหว่าง ร.ล.ธนบุรี กับเรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์ก็ได้เริ่มขึ้นทันที ด้วยอาวุธปืนใหญ่ในระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ในขณะที่เริ่มทำการยิงผู้บังคับการเรือลงจากสะพานเดินเรือ เข้าประจำในหอบังคับการ ต้นหนตามผู้บังคับการเรือลงไป และก่อนจะเข้ากำบัง ทหารประจำปืนเบาแยกย้ายหลบเข้าที่กำบัง บริเวณช่องทางเดิน ชั้นล่าง ตามคำสั่ง กระสุนของเรือรบฝรั่งเศสที่ระดมยิงใส่เรือธนบุรี ถูกห้องกะลาสีท้ายเรือจนทะลุ น้ำทะเลไหลเข้ามาในบริเวณที่ถูกกระสุนปืนเรือของพวกฝรั่งเศส กระสุนนัดหนึ่งระเบิดที่บริเวณลำเลียงลูกปืนเบา ภายในช่องทางเดิน หน้าห้องนายทหารใต้ชั้นดาดฟ้า เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง ทหารเรือสองนายที่ประจำการอยู่ถูกไฟไหม้ทั้งตัวจนเสียชีวิตอีก ๑๐ กว่าคนได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนแขนขาด ที่ปลายทั้งสองข้างห้อยรุ่งริ่ง ส่วนทหารที่ไม่ได้ประจำหน้าที่ในการยิงปืนเรือเร่งทำการดับไฟที่กำลังลุกไหม้จากกระสุนปืน และช่วยเหลือคนเจ็บ ภายใต้การอำนวยการของต้นเรือ (ร.อ.ทองอยู่ สว่างเนตร) ส่วนปืนเรือของเรือหลวงธนบุรีเริ่มระดมยิงอย่างต่อเนื่อง เสียงปืนเรือที่ยิงออกจากเรือธนบุรีไปยังเรือลามอตต์ปิเกต์ดังสนั่นไปทั่วทั้งหมู่เกาะช้าง

    หลังจากการระดมยิงใส่กันอย่างหนัก กระสุนนัดหนึ่งของเรือข้าศึกพุ่งเข้ามาระเบิดในห้องนายพล ใกล้บริเวณที่พวกพลปืนเบาหลบกำบังกันอยู่ ทหารนายหนึ่งถูกแรงระเบิดและสะเก็ดกระสุนไฟลวกตัวจนไหม้เกรียม ปลายแขนและปลายขาขาด เสียชีวิตทันที อีก ๘-๙ คนถูกไฟลวกทั้งตัวอาการสาหัส

    จ.อ.ทองสุก ดาวคล้อย ประจำปืนเบา เล่าว่า "...ข้าพเจ้าช่วย พลฯแวว ยกหีบลูกปืนเบา เข้าไปหลบไว้ ในช่องทางเดินนายพล จวนจะถึงประตูห้องนายพล ก็วางหีบลูกปืนลงไว้ ยกเท้าก้าวต่อไปได้ เพียงก้าวเดียว ก็ได้ยินเสียงระเบิด และมีไฟแลบออกมา รู้สึกตัวว่าหน้ามืด เซถลาจะล้มลง และพอดีมีบานประตูจากห้องนายพลปลิวกระเด็นมาทับลงบนศีรษะของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าถูกตีล้มลงทันที ข้าพเจ้าพยายามดันบานประตู และตัวคนที่ล้มทับ มองไม่ค่อยเห็นอะไร ตามหน้า แขนและข้อเท้าทั้งสองรู้สึกชาไปหมด แข็งใจลุกขึ้นยืน และเดินออกมาทางปืน ๒ กราบซ้าย ทั้งๆ ที่ตามองไม่เห็นถนัด ที่ช่องทางเดิน รู้สึกว่ามีเศษไม้ และชิ้นระเบิดเกะกะไปหมด กระสุนฝ่ายข้าศึกยังคงยิงมาตกข้างเรือหลวงธนบุรีเป็นห่าฝน ข้าพเจ้าจึงรีบลุกขึ้น วิ่งมาทางหน้าห้องกระซับ เพื่อไปยังห้องพยาบาล พอดีลูกกระสุนนัดหนึ่งมาตกข้างเรือ ฝอยน้ำของกระสุนนัดนี้ สูงขึ้นเป็นช่อลำตาล ขึ้นมาเปียกข้าพเจ้าไปทั้งตัว ทำให้ต้องกัดฟัน ทนต่อความปวดแสบปวดร้อน อันเนื่องจากน้ำเค็มสาดลงบนบาดแผล ไฟลวกตามร่างกายอย่างแสนสาหัส ต้องแข็งใจวิ่งต่อไป ทั้งๆ ที่ตัวกำลังสั่นอยู่นั้น..."


    จ.ท.วิเชียร บุญญนิมิตร นายปืนกระบอก ๑
    "ข้าพเจ้ากับพลฯ ประจำปืนทั้งหมด วิ่งไปทางหน้าห้องบัญชาการ และหันหน้ามาดูเรือรบของข้าศึก มองเห็นประกายไฟแวบจากปากกระบอกปืนเรือข้าศึก ชั่วครู่กระสุนปืนก็มาระเบิดตรงห้องนายพลพอดี ขณะเดียวกันนี้เองเปลวไฟของกระสุนที่ระเบิด กระเดนมาถูกข้าพเจ้าเต็มตัว แรงอัดอากาศจากการระเบิดของกระสุนปืนเรือขนาดใหญ่ ทำให้ข้าพเจ้า และพลฯ ประจำปืน ล้มทับกันระเนระนาด บานประตูห้องนายพลปลิวว่อนมาทับศีรษะข้าพเจ้า หมวกเหล็กกระเด็นหายไป รองเท้ายางที่ใส่หลุดออกไปข้างหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว ที่หน้าตา แขนและขา รู้สึกร้อนชาและตึงไปหมด ปวดแสบปวดร้อนเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกขัดที่เอวและขาซ้าย เมื่อรู้สึกตัวก็ผลักบานประตูออกจากศีรษะ แข็งใจลุกขึ้นยืน เดินกระเผลกออกไปขาเดียว ข้ามพวกเราบางคนที่นอนนิ่งอยู่"

    กระสุนปืนจาเรือข้าศึกนัดนี้ นอกจากจะระเบิดอย่างรุนแรงและทำอันตรายแก่พลปืนเบา ที่หลบเข้าที่กำบังห้องนายพลดังกล่าวแล้ว กระสุนนัดนี้เองที่ทำให้เรือรบข้าศึกรอดจากการถูกทำลายไปได้ เนื่องจากสะเก็ดส่วนหนึ่งของกระสุนได้ระเบิดเข้าไปในหอบังคับการหรือสะพานเดินเรือ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีถูกสะเก็ดระเบิดตัดขาขวาขาดทันทีและล้มลงไม่ได้สติ จ.อ.ทองมี จ่าประจำพังงาถือท้าย ขาขาดสองข้างอยู่กับที่ พ.จ.อ.เทียม พันจ่าคุมเข็มถือท้าย กระดูกขาแหลก จ.อ.จัน ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อคำสั่ง ก้นหวะเป็นแผลลึก ต้นหนและทหารอีกคนหนึ่งเท่านั้น ที่เคราะห์ดีที่สุด ถูกสะเก็ดระเบิดชิ้นเล็กๆ ที่ใบหน้า ทำให้เลือดไหลอาบหน้า ต้นหนพยายามออกจากหอบังคับการไปยังท้ายเรือ เพื่อเปลี่ยนไปใช้เครื่องถือท้ายอะไหล่ เครื่องถือท้ายของเรือธนบุรีเกิดขัดข้องใช้งานไม่ได้ เรือไม่อยู่ในการบังคับ และเริ่มหมุนเลี้ยวเป็นวงกลม บางครั้งเรือเราเข้าไปใกล้เรือข้าศึก ห่างประมาณ ๑๐ กม. การยิงปืนอยู่ในลักษณะที่เสียเปรียบ เพราะเล็งลำบากมากเนื่องจากเรือหมุน ขณะนี้พอดีกับเรือข้าศึก ลามอตต์ปิเกต์ เข้าบังเกาะไม้ซี้ไปเสีย แต่มีเรือสลุป ๒ ลำ คือเรือ Amiral Charner เรือ Dumont d'Urvile และเรือปืน Tahure อีก ๑ ลำ โผล่ออกมาทำการยิงแทน เรือข้าศึกทั้ง ๓ ลำ ทำการยิงมายังเรือเรา อย่างหูดับตับไหม้ แต่กระสุนส่วนมาก ตกไม่ถูกเรือหลวงธนบุรี และเรือรบของราชนาวีไทยที่อยู่ลำเดียวยังคงทำการระดมยิงอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับเรือข้าศึกทั้ง ๓ ลำ ทั้งๆ ที่หางเสือของเรือใช้การไม่ได้แล้ว ทำให้เรือหลวงธนบุรี หมุนเป็นวง ผลของการยิงของเรือหลวงธนบุรีในห้วงเวลานั้นไม่สู้ดีนัก

    กระสุนนัดที่ระเบิดบริเวณที่ลำเลียงลูกปืนเบา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตัดการทำงานของทหารหอกลาง Transmitting station จนทำงานไม่ได้ จ.ท.ประดิษฐ์ รัตนรัฏ ซึ่งประจำนาฬิการะยะในหอกลาง เล่าว่า
    "ลูกปืน ๑ นัดพุ่งเข้ามาระเบิด บริเวณที่ลำเลียงลูกปืนเบาเป็นไฟลุกขึ้น ลูกไฟร่วงไปที่หน้าหอกลาง บริเวณนั้นมีห้องไพรเมอร์ และคลังลูกปืนเบาอยู่ด้วย ข้าพเจ้าเหลียวมาเห็นเข้าเลยถอดกางเกงขายาวฟาดลงไป ที่ๆ ไฟกำลังลุกอยู่ จนไฟดับ ขณะนี้ทหารประจำห้องไฟฟ้าคนหนึ่งวิ่งผ่านข้าพเจ้าไป และบอกข้าพเจ้าว่า จะไปช่วยลำเลียงลูกปืน พอก้าวขึ้นบันไดไปก็ถูกสะเก็ดกระสุนที่ระเบิด เลือดไหลนองอยู่ตรงบันได แต่ทหารเรือไทยคนนั้นมิได้ขอความช่วยเหลือแต่ประการใด ข้าพเจ้าเอากางเกงนั้นเช็ดโลหิตเสีย เพื่อมิให้ทหารที่กำลังทำหน้าที่อยู่เสียขวัญและเหยียบลื่น พวกทหารที่อยู่ในบังคับบัญชา ข้าพเจ้าได้ถามข้าพเจ้าว่าเรือเราถูกลูกปืนหรือข้าพเจ้าพูดปลอบใจว่าไม่เป็นไร เรือเรายังยิงได้ แล้วข้าพเจ้าก็งับประตูหอกลางเสีย ทันใดนั้นต้นเรือได้วิ่งลงมาบอกให้เรียกบนสะพานเดินเรือ ทางโทรศัพท์ ให้ช่วยพูดไมโครโฟน เรียกสหโภชน์ และภัณฑุปกรณ์ ไปช่วยพยาบาลคนป่วย ขณะนี้ควันซึ่งเกิดจากระเบิดได้โชยเข้ามาทางท่อระบายอากาศมากเข้าทุกที พัดลมพิเศษที่ติดอยู่ข้างฝาไม่สามารถระบายอากาศเสียให้ออกพ้นห้องไปได้ เมื่อเปิดประตูหอกลางควันไฟกลับเข้ามาทางประตูอีก จนมืดคลุ้มไปหมด ทหารทุกคนยังคงประจำหน้าที่โดยเคร่งครัด ทหารคนหนึ่งนั่งเอาหน้าซบกับท่อพูด เนื่องจากแก๊สพิษ และกลิ่นดินระเบิดคละคลุ้งทำให้หายใจลำบาก ข้าพเจ้าเองในขณะนี้ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมา ในบริเวณนั้นไม่มีอากาศดีเหลืออยู่เลย หน้าปัดต่างๆ มีควันคลุ้งทำให้มองไม่เห็น ตัวเลขโทรศัพท์ และท่อพูดติดต่อกับ หอควบคุมการยิงขาดออกจากกันจนหมด ทำให้ไม่สามารถติดต่อกันได้ ทหารคนหนึ่งได้เตือนให้ข้าพเจ้าขึ้นมาขออนุญาต เพราะหอกลางทำงานไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดวิ่งผ่านความร้อนและกลุ่มควันขึ้นมา ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะขึ้นมานี้ ต้นปืนสั่งยิงอิสระทันที ข้าพเจ้าขึ้นมาพบต้นเรือ ต้นเรืออนุญาต ข้าพเจ้าจึงบอกให้คนที่อยู่ในห้อง ขึ้นมาโดยเร็ว พวกทหาร ได้รับอากาศดี ตรงห้องพันจ่าพรรคนาวิน ที่พัดผ่านเข้ามาทางรู ซึ่งถูกลูกปืนข้าศึก ทางกราบขวา ต่ำกว่ารูช่องกระจกเล็กน้อย ขนาดพอคนลอดได้ เมื่อสูดอากาศเล็กน้อยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พักให้เสียเวลา รีบลากลูกปืนเบาซึ่งวางอยู่เกลื่อนกลาดไปไว้อีกกราบหนึ่ง แล้วเอาผ้าม่าน ห้องพันจ่า ชุบน้ำให้เปียกคลุมไว้ ต่อจากนั้นก็อยู่ช่วยต่อสายสูบ ฉีดน้ำขึ้นไปข้างบนเพื่อหล่อเลี้ยงส่วนที่มีเพลิงลุกไหม้ ไม่ให้ลามไปไหม้ในส่วนอื่น ขณะนี้ไฟกลับโหมไหม้หนักขึ้นเรื่อยๆ ท่อน้ำดับไฟทุกท่อถูกกระสุนปืนขาดหมด ด้วยความไม่ทันใจ ข้าพเจ้าถอดสายสูบออก เอาหมวกเหล็กที่ข้าพเจ้าสวมอยู่รองน้ำจากท่อที่ขาดทะลุเอาไปสาด ภาชนะ ชามข้าว ชามใส่อาหาร มีอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าลากให้ทหารเอามาช่วยดับไฟจนสิ้น เมื่อสายสูบใช้การไม่ได้ ไฟก็กลับไหม้หนักขึ้น และมีเศษปะทุของชิ้นส่วนเรือที่ติดไฟร่วงลงมา และตกลงไปยังช่องที่ลงหอกลาง ข้าพเจ้าได้ช่วยต้นเรือปิดห้องนี้ทันที"

    ราชนาวีไทยที่ประจำการอยู่ในเรือ ทั้งๆ ที่บางนายได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่ก็ช่วยกันดับไฟที่ไหม้ในจุดต่างๆ อย่างเต็มความสามารถ หม้อฉีดน้ำยาดับไฟ มีอยู่ที่ใด ถูกนำมาใช้จนหมด เมื่อน้ำยาถูกไฟก็ดับ แต่พอน้ำยาดับเพลิงหมด ไฟก็ลุกขึ้นอีก ท่อน้ำดับเพลิงถูกยิงขาด ใช้สายสูบสำหรับต่อฉีดไม่ได้ผล ไฟเริ่มไหม้แรงขึ้นแล้วลามไปที่สะพานเดินเรือ หรือหอบังคับการ ควันไฟไหลไปตามท่อพูด ขึ้นไปรนหอควบคุมการยิง การติดต่อระหว่างหอควบคุมการยิง กับป้อมปืน และหอบังคับการ ใช้งานไม่ได้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากผู้บังคับการเรือเสียชีวิต และคนประจำในห้องหอบังคับการได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด ท่อพูดและสายไฟที่ใช้ในการยิงขาดออกจากกันจากแรงระเบิด ต้นปืน (ร.อ.เปลี่ยน นิ่มเนื้อ) จึงสั่งไปยังป้อมให้ทำการยิงอิสระทันที และให้พวกที่ประจำหอควบคุมการยิงลงไปข้างล่าง เพราะสุดความสามารถที่หอควบคุมการยิง จะปฏิบัติงานได้ผลอีกต่อไป ทหารเรือที่ประจำหอควบคุมการยิง ต่างก็ไต่และโหนตัวฝ่าเปลวไฟลงมาข้างล่าง และวิ่งไปประจำเครื่องถือท้ายอะไหล่ท้ายเรือ ต้นปืนพร้อมด้วยผู้ช่วยต้นปืน และต้นหนได้ช่วยกันดำเนินการบังคับนำเรือ ด้วยเครื่องจักร อยู่บนสะพานควบคุมปืนเบาเสาท้าย ในห้วงเวลานั้นราชนาวีไทยต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนไปใช้เครื่องหางเสืออะไหล่ท้ายเรือนานหลายนาที ทำให้เรือรบข้าศึกเพิ่มความได้เปรียบมากขึ้นไปอีก


    เรือลามอตต์ปิเกต์ แล่นโผล่เกาะไม้ซี้ออกมา แล้วเข้ารวมกับหมู่เรือรบลำเล็ก เพิ่มกำลังเป็น ๔ ลำ และเริ่มทำการระดมยิงอย่างหนักมายังเรือหลวงธนบุรี เรือฝรั่งเศสมุ่งจมเรือรบของราชนาวีไทย เมื่อต้องต่อสู้กับเรือข้าศึกในลักษณะ ๔ รุม ๑ นั้น การถอยหนีไม่ใช่วิสัยของทหารเรือไทย 

    เครื่องถือท้ายอะไหล่ของเรือธนบุรีใช้การได้แล้ว เรือมุ่งเข็มตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในลักษณะหัวเรือส่ายไปมา เพราะการบังคับเรือยาก เมื่อป้อมปืนหัวยิงแต่ละครั้งทำให้หัวเรือสะบัด ป้อมท้ายเรือยิง เรือธนบุรีก็สะบัดท้ายอีก เรือราชนาวีไทยที่ถูกรุมยิงอย่างหนัก แล่นส่ายไปมา ป้อมปืนหลักทั้งสองป้อม ทำการระดมยิงอย่างหนักหน่วงไปยังเรือธงของข้าศึกเพียงแค่ลำเดียว โดยยอมให้เรือรบข้าศึกอีก ๓ ลำ รุมกินโต๊ะด้วยการถูกระดมยิงเข้ามาราวกับห่าฝน



    ในระหว่างที่ทำการรบติดพันกันนี้ เครื่องบินทะเลข้าศึก ๑ เครื่อง ไม่ทราบว่าบินมาจากทางทิศใด ได้บินเข้ามาอยู่เหนือเรือหลวงธนบุรี ดูครั้งแรกทหารเรือต่างเข้าใจว่าเป็นเครื่องบินของฝ่ายไทยบินมาช่วย ทหารต่างไชโยกันด้วยความดีใจ แต่เครื่องบินลำนั้นเป็นเครื่องของฝรั่งเศส ซึ่งจิกหัวลงทิ้งลูกระเบิดในระยะต่ำ ระเบิดที่ทิ้งลงมา ลูกหนึ่งตกลงน้ำข้างเรือทางกราบซ้าย อีกลูกหนึ่งตกถูกเรือบริเวณห้องสูทกรรมทางกราบขวา แรงระเบิดเจาะทุลุดาดฟ้าไม้ลงไปในห้องทหารที่กำลังเอาภาชนะในห้องไปทำการลำเลียงน้ำ คนหนึ่งถูกแรงระเบิดตัวขาดครึ่งท่อน อีกนายขาขาด ๓ ท่อน เสียชีวิตทันทีทั้ง ๒ นาย ทหารอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ๓-๔ นาย (ปืนเบาสู้อากาศยานของเรือหลวงธนบุรีไม่ได้ทำการยิง เพราะพลประจำปืนได้รับบาดเจ็บดังที่ได้กล่าวมาแล้ว) เรือธนบุรีเริ่มเข้าตาจน เพราะต้องทำการต่อสู้กับเรือรบข้าศึก ซึ่งทำการระดมยิงอย่างไม่ขาดสาย ด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอก ตอร์ปิโด และลูกระเบิดจากเครื่องบินทะเล เรือธนบุรียังเหลือปืนเรือขนาด ๘ นิ้ว เพียง ๔ กระบอก เท่านั้นที่ยังทำการยิงออกไปยังเรือฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง

    การยิงใส่กันเป็นไปอย่างดุเดือด เรือลามอตต์ปิเกต์นั้นถูกกระสุนนัดหนึ่งของเรือหลวงธนบุรีเข้าอย่างจังจนมีเพลิงลุกไหม้ เรือรบข้าศึกจึงเริ่มเบนหัวเรือกลับ พร้อมชักธงสัญญาณ และเปิดหวูด ๓-๔ ครั้ง เพื่อแจ้งหมู่เรือให้ทำการถอย อำนาจการยิงของปืนเรือรบไทย ตัดเสาท้ายตอนส่วนบน หักห้อยลงมา ส่วนทหารในเรือธนบุรีคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ ปรากฏหลักฐานดังนี้

    พลฯ เวียน สล่ำพู พลฯ ศูนย์กลางป้อมท้าย
    "ข้าพเจ้าเห็นลูกปืนของเรา ตกระหว่างป้อมทั้งสอง ตอนท้ายเรือ ๑ ลูก และตอนระหว่างป้อมและเสาท้ายอีก ๑ ลูก แรงระเบิดทำให้เกิดควันไฟพุ่งขึ้นทั้งสองจุด"

    จ.ต.ประยงค์ สังวรนิตย์ พลฯ กล้องวัดระยะทางป้อมท้าย
    "เห็นกระสุนของเราถูกเรือข้าศึก ตอนกลางลำค่อนมาท้าย ต่อมา มีกลุ่มควันพุ่งขึ้นจากเรือรบลำใหญ่ของข้าศึก"

    พลฯ ทองอ่อน ทองอำภา พลฯ ศูนย์ซ้ายป้อมหัว
    "ข้าพเจ้าได้ยืนขึ้น มองไปทางปากช่องกล้อง แลเห็นเรือของข้าศึก ถูกปืนของเรือธนบุรี ไฟลุกขึ้นที่กลางลำพอดี"

    พ.จ.ท.ตา พานทอง ผู้คุมนักโทษ ที่ทำงานบนเกาะง่าม
    "ลักษณะของเรือข้าศึก ลำที่ข้าพเจ้าเห็นครั้งแรก (หมายความถึงเรือ ลามอตต์ปิเกต์) และกำลังแล่นกลับมา ครั้งหลังนี้ เท่าที่ข้าพเจ้าเห็น สะพานเดินเรือได้รับความเสียหาย พรวนชักธงไม่มี เสาธงหักขาด ที่เหลืออยู่ สูงกว่าปล่องไฟเล็กน้อย มีไฟไหม้ทางหัวเรือ และมองเห็นแสงไฟบริเวณท้ายเรือที่เริ่มปริ่มน้ำ"

    นายนาถ สลักเพ็ชร ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลเกาะช้าง หมู่บ้านที่ ๖ บ้านสลักเพ็ชร
    "ข้าพเจ้าชวนชาวบ้านอีก ๕ คน ลงเรือแจวมาทางเกาะเหลายา ขณะที่แจวเรือมานี้ ได้ยินเสียงปืนทางเกาะไม้ซี้ ดังกึกก้องเป็นระยะๆ เมื่อมาถึงเกาะเหลา ก็ได้เห็นเรือรบฝรั่งเศสลำใหญ่ (หมายถึงเรือลามอตต์ปิเกต์) ทางใต้เกาะไม้ซี้ ที่เสาหัว ฃลเห็นควันพลุ่งขึ้น แต่ไม่มีแสงเพลิงไหม้ มองดูราบเสมอกับปล่อง เห็นเสาท้าย โด่อยู่แค่เสาเดียว"

    นายสละ วงษ์ศิริ ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลเกาะช้าง หมู่ที่ ๑๐ (เกาะหมาก)
    "ขณะที่เรือลำใหญ่ (หมายถึงเรือลามอตต์ปิเกต์) แล่นกลับมาทางทิศตะวันตก ครั้งหลังนี้ ข้าพเจ้ามองไม่เห็น เพราะบังแหลมปลายเกาะหมาก แต่ได้ยินเสียงดัง สะเทือนอย่างแรงครั้งหนึ่ง เข้าใจว่า เรือฝรั่งเศสลำใหญ่ถูกกระสุนปืนจากเรือธนบุรีเข้าอย่างจัง ฟังดูราวกับเรือระเบิด แยกเป็นเสี่ยงๆ เสียงปืนที่ยิงออกไป หยุดชั่วคราว สักครู่หนึ่ง จึงได้ยินเสียงปืนต่อไปอีก"

    เรือลามอตต์ปิเกต์ที่ได้รับความเสียหาย แล่นถอยหนี โดยใช้เกาะไม้ซี้เป็นที่กำบังอำพราง เรือฝรั่งเสศอยู่ในสภาพที่เสียหายไม่พร้อมที่จะทำการรบต่อไป พร้อมกับเรือรบลำเล็กอีก ๓ ลำ ซึ่งวิ่งขนาบด้วยความเร็วเต็มฝีจักร และทำการยิงกระสุนเพื่อต้านทานมายังเรือธนบุรี เรือรบของราชนาวีไทยที่เข้าทำการรบพุ่งทางทะเลเพียงลำพังแค่ลำเดียว ยังคงทำการยิงติดตามอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง จนหมู่เรือรบของข้าศึกวิ่งโดยใช้การกำบังเกาะจนหายลับไป เรือธนบุรีที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักได้เบนหัวเรือออกจากบริเวณที่ทำการรบ โดยใช้เข็มมุ่งขึ้นไปทางเหนือ ตรงไปยังแหลมงอบ จังหวัดตราด และทำการดับไฟที่ไหม้ลุกลาม อย่างเต็มความสามารถ เรือหลวงธนบุรีหยุดยิงในเวลาประมาณ ๐๘๒๐

    เวลา ๐๘๕๐ เครื่องบินของกองทัพอากาศ ๓ เครื่อง บินผ่านเรือธนบุรี ไปทางเกาะง่าม ทหารอากาศของไทย ได้ติดตามหมู่เรือรบฝรั่งเศสเพื่อทำการทิ้งระเบิดใส่เรือข้าศึก โดยเข้าทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องพร้อมกันเป็นหมู่บิน แต่เรือรบของข้าศึกแล่นลัดเลาะหลบหนีออกไปได้

    เรือรบหลวงธนบุรี แล่นเต็มฝีจักร ด้วยความเร็วเต็มที่ ทหารบนเรือมอง เห็น ร.ล.ช้าง กำลังแล่นสวนตรงมาทางหัวเรือ ต้นเรือจึงสั่งให้หยุดเครื่องจักร เพื่อทำการดับเพลิงให้ได้ผล ทหารบนเรือธนบุรีทำการดับเพลิง กันอย่างเต็มความสามารถ ถึงแม้ท่อน้ำดับเพลิงขาดใช้การไม่ได้ และน้ำยาสำหรับดับเพลิงหมด ทหารเรือทำการลำเลียงน้ำทางบันไดและทางกราบเรือ ถังน้ำและภาชนะที่ใส่น้ำได้ ถูกนำมาใช้ลำเลียงน้ำจนหมด ในช่องทางเดิน เต็มไปด้วยควันไฟ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปถึงต้นเพลิง

    ขณะที่ทหารราชนาวีกำลังทำการดับเพลิง ร.ล.ช้าง แล่นเข้ามาเทียบกราบขวา เพื่อทำการลากจูงเรือธนบุรี พร้อมกับใช้สายสูบ ช่วยฉีดน้ำดับไฟสองสาย ทหารบนเรือเริ่มทำการลำเลียงเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บไปทำการรักษาพยาบาลที่ ร.ล.ช้าง เพลิงเริ่มลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปยังคลังเก็บลูกกระสุนหัวเรือ ต้นเรือเกรงว่าจะเกิดการระเบิดขึ้น ทำให้เกิดอันตรายแก่ทหารในเรือ จึงสั่งให้ ร.ล.ช้าง จูงเรือธนบุรีเข้าไปเกยในที่ตื้น และสั่งสละเรือ ให้ทหารขึ้นไปบน ร.ล.ช้าง ทั้งหมด หลังจากนั้น ร.ล.ช้าง ใช้เครื่องจักรถอยหลังออกจาก ร.ล.ธนบุรี ทหารบนเรือไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ในการที่ต้องสละเรือ


    รวบรวมจากบทความ และกระทู้ในเรื่อง ร.ล.ธนบุรี ยุทธนาวีนี้เพื่อผองชน จากเว็บไซต์  http://knowledge.eduzones.com/knowledge-2-4-36829.html

    ปัจจุบัน ร.ล.ธนบุรีจอดสงบนิ่ง เป็นอนุสรณ์ให้นักเรียนนายเรือได้ตระหนักถึงภารหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และตัวอย่างของวีรชนคนกล้า บรรพบุรุษของพวกเขา ณ โรงเรียนนายเรือ อ.ปากน้ำ สมุทรปราการ.

    https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/990165264344324/


    ข้อมูลประกอบการเขียนจาก Facebook กองทัพเรือ Royal Thai Navy

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ยุทธนาวีเกาะช้างเกาะช้างเรือรบหลวงธนบุรีเรือหลวงธนบุรีกองทัพเรืออาคม รวมสุวรรณ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 14:04 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์