10 สุดยอดรถ JAMES BOND 007

ข่าว

    10 สุดยอดรถ JAMES BOND 007

    ไทยรัฐออนไลน์

    3 ต.ค. 2564 10:00 น.

    พาหนะคู่ใจของสายลับ 007 แต่ละคันเพียบพร้อมไปด้วยความร้ายกาจเพื่อต่อกรกับเหล่าองค์กรอาชญากรรมนอกกฎหมายระดับโลก รถยนต์ที่เป็นพาหนะประจำตัวของชายที่ได้ชื่อว่ามีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามมากที่สุด อย่างสายลับเจ้าของรหัส 007 ในหน่วยงานสืบราชการลับของอังกฤษที่โลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มมานานกว่า 60 ปี ใน 25 ตอน… นอกเหนือไปจากความหล่อเหลา เจ้าสำอาง ความสามารถในการต่อสู้และใช้อาวุธทุกรูปแบบ และสาวๆ ที่มารุมล้อมสายลับเจ้าของรหัส 007 แล้ว ยังมีพาหนะที่ James Bond ใช้ในทุกๆ ตอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รถยนต์ทั้ง 10 คัน ที่ Bond ใช้เป็นพาหนะคู่กายได้สร้างตำนานควบคู่ไปกับภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1962 ถึง 2008 คุณสมบัติของรถแต่ละคันมีความเพียบพร้อมทั้งรูปทรง สมรรถนะ ผ่านข้ามยุคสมัยและกาลเวลา ตราบเท่าที่ยังคงมีสายลับรหัส 007 ออกมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม เราก็จะสามารถพบเห็นพวกมันสร้างสีสันและความตื่นเต้นประทับใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์ทุกคน ฉากการขับรถไล่ล่าของ ภาพยนตร์ James Bond ในตอน Quantum Of Solace ระหว่างรถ Alfa Romeo 159 สีดำ ที่เป็นรถยนต์ของคนร้าย กับรถ Aston Martin DBS พาหนะสุดแรงสุดหรูของ 007 ที่รับบทโดย Daniel Craig นักแสดงชาวอังกฤษในบทบาทของ Bond สองตอนล่าสุดยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ที่เสพติดความเร็วทุกคน Daniel Craig กับรถ Aston Martin DBS 2008 ได้ชื่อว่าเป็น Bond ที่มีความสมจริงมากที่สุดแตกต่างจากบุคลิกขี้เล่นและตลกขบขันของ James Bond คนก่อนๆ ที่มักมีฉากที่ขาดความสมจริงทางอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง

    Aston Martin DB5 1963-1965
    Aston Martin DB5 เป็นหนึ่งในรถที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกภาพยนตร์หลังจากรถคันนี้ถูกสายลับ 007 ใช้เป็นพาหนะประจำตัว สำหรับหนังเจมส์บอนด์ตอนโกลฟิงเกอร์ในปี 1964 แม้ว่าเอียนเฟลมมิ่งผู้ประพันธ์นวนิยายสุดฮิตเรื่องนี้ได้วางรถ Aston Martin DB Mark III เอาไว้ก็ตาม DB5 เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัท Aston Martin เมื่อภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้น รถที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือต้นแบบเดิมของ DB5 เพื่อโปรโมต สุดหล่อสีเงินคันนี้ ถูกเปิดตัวในงานนิวยอร์กเวิลด์ปี 1964 และมันก็ถูกขนานนามว่าเป็นรถที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก หลังจากหนังออกฉาย เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 3,995 ซีซี 282 แรงม้า แรงบิด 390 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีดของ ZF เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 8.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    Toyota 2000GT Roadster 1967
    สปอร์ตโรสเตอร์สองที่นั่งคันนี้ คือรถยนต์หนึ่งเดียวที่ปรากฏบนแผ่นฟิล์มของหนังเจมส์บอนด์ในตอน You Only Live Twice ถึงแม้บางฉากของหนังเรื่องนี้ พระเอกสุดคลาสสิกอย่าง Sean Connery จะขับแต่เครื่องร่อนติดเครื่องยนต์และปล่อยให้นางเอกสนุกไปกับ Toyota 2000GT Roadster ที่เธอขับหลบหนีการไล่ล่าของเหล่าร้ายไปทั่วโตเกียว ถึงแม้ 2000 GT รุ่นนี้จะถูกผลิตออกจำหน่ายไปทั่วโลก แต่ความสูงโย่งของดาราดัง Connery ทำให้ทาง Toyota ต้องหั่นหลังคาของมันออกถึงจะสามารถนำมาเข้าฉากการไล่ล่าบนถนนที่สุดแสนจะระทึกใจนี้ได้ เครื่องยนต์ 6 สูบ 2.0 ลิตร 150 แรงม้าบนน้ำหนักตัว 1,100 กิโลกรัม พวงมาลัยแรคแอนพีเนียนกับเพลาหลังแบบใหม่ช่วยให้มันมีประสิทธิภาพที่ดีในการวิ่งกินลมชมวิว

    Lotus Esprit S1 1975 Esprit
    เปิดตัวในเดือนตุลาคม 1975 โดยใช้เวทีงานแสดงรถยนต์ปารีสมอเตอร์โชว์ และเข้าสู่การผลิตในเดือนมิถุนายนปี 1976 แทนที่ รุ่น Europa สปอร์ตเครื่องวางกลางสุดคลาสสิกของค่ายดอกบัว รถ Esprits S1 กับแซสซีส์เหล็กและห่อหุ้มด้วยตัวถังไฟเบอร์กลาส Esprit S1 ถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ Lotus 907 เครื่องเบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตรให้กำลัง 162 แรงม้า bhp (119 กิโลวัตต์ 162 PS) น้ำหนักเบาเพียงแค่ 1,000 กิโลกรัม (2,205 ปอนด์) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรใน 6.8 วินาทีและความเร็วสูงสุด 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปรากฏตัวในตอน The spy who loved me และเป็นรถเจมส์บอนด์คันแรกที่สามารถดำน้ำได้

    Aston Martin V8 Vantage 1977
    Aston Martin V8 Vantage เปิดตัวในฐานะ Supercar คันแรกของอังกฤษในปี 1977 สำหรับความเร็ว 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดที่มันสามารถทำได้ เครื่องยนต์ถูกใช้ร่วมกันกับรุ่น Lagonda แต่ใช้ camshafts ประสิทธิภาพสูง อัตราส่วนกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรใน 5.3 วินาที เร็วกว่า Ferrari Daytona หนึ่งในสิบของวินาที เครื่องยนต์ในรถรุ่นแรกมี เรี่ยวแรง 375 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) รุ่นแนะนำในช่วงปลายปี 1978 มีเครื่องยนต์ V8 ที่ให้กำลังถึง 390 แรงม้า (291 กิโลวัตต์) จนกระทั่งถึงปี 1986 เครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่ที่วางมีแรงม้าถึง 405 ตัว (302 กิโลวัตต์) พาหนะประจำตัวของเจมส์บอนด์ตอน The Living Daylights คันนี้ยังพกพาอาวุธมามากมายทั้งปืนกลอัตโนมัติ จรวดแบบพื้นสู่พื้นและยางที่ใช้วิ่งบนหิมะ

    BMW 750iL 1994-2001
    BMW Series-7 รุ่นนี้ใช้รหัสตัวถัง E38 เปิดผ้าคลุมในปี 1994 สายพันธุ์เครื่องยนต์ในยุโรปเริ่มจาก 725tds, 728i, 730i, 730d, 735i, 740i 4.0, 740D และ 750i 5.4 ลิตร V12 346 แรงม้า (258 กิโลวัตต์; 351 PS) รุ่นสูงสุดซึ่งเป็นรถเจมส์บอนด์ตอน Tomorrow Never Dies ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคมากมาย เช่น ระบบควบคุมรถแบบอัตโนมัติผ่านมือถือ ระบบเติมลมยางแบบอัตโนมัติ ซันรูฟติดตั้งแผงจรวดขนาดเล็ก สุดท้าย 007 บังคับมันผ่านโทรศัพท์มือถือโนเกียให้ลอยลงมาจากอาคารจอดรถแบบพังกระจายอย่างน่าเสียดาย

    BMW Z3 Roadster 1997
    บริษัท BMW เปิดตัวรถยนต์เปิดประทุนสองที่นั่งรุ่น Z3 เป็นครั้งแรกในหนังเจมส์บอนด์ตอน Golden Eye ปี 1995 และสร้างความตื่นตะลึงในรูปโฉมอันสวยงามของรถรุ่นใหม่คันนี้ เมื่อเจ้า Z3 สีฟ้าถูกนำมาวิ่งบนทางลูกรังเลียบชายทะเลในแถบแคริบเบียน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในตอนนั้นมันถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับการนำมาเข้าฉาก ตัวรถจึงขาดความสมบูรณ์ของระบบอาวุธรวมถึงระบบป้องกันตัวเอง รถ Z3 ปรากฏตัวเพียงแค่แวบเดียวจากเบื้องหลังการถ่ายทำที่ถูกปิดเป็นความลับของค่าย BMW มันถูกขับโดยพระเอกสุดหล่อเจ้าสำอางอย่าง Pierce Brosnan ซึ่งเข้ามารับบทบาทสายลับ 007 เป็นครั้งแรก ถึงแม้จะมีภาพที่ตลกติดตัวมาบ้างแต่บุคลิกของ Pierce Brosnan ทำให้ชื่อเสียงของบอนด์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

    BMW Z8 Roadster 1999
    รถ BMW Z8 Roadster ที่ปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เป็นครั้งแรกจากหนังเจมส์บอนด์ตอน The World Is Not Enough เป็นเพียงรถต้นแบบบนโครงตังถังอะลูมิเนียมกลวงๆ และมันไม่มีแม้แต่เครื่องยนต์อะไรทั้งสิ้นที่จะทำให้รถคันนี้สามารถขับเคลื่อนไปได้ ทีมถ่ายทำ 007 ต้องใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วยเหลือเพื่อให้มันดูเป็นรถที่วิ่งได้จริง รถ BMW Z8 Roadster ของ 007 ถูกติดตั้งระบบ Sonic Laser กับจรวดต่อต้านรถถังสำหรับต่อกรกับบรรดาวายร้าย สุดท้าย มันถูกผ่าออกเป็นสองซีกด้วยเลื่อยวงเดือนที่ติดอยู่ใต้เฮลิคอปเตอร์แบบไม่ค่อยจะมีบทบาทเท่าที่ควรในหนัง 007 ตอน The World Is Not Enough และทำให้มันกลายเป็นจักรกลสปอร์ตคันสุดท้ายของค่ายใบพัดสีฟ้าที่ร่วมแสดงใน หนังเจมส์บอนด์ หลังจาก BMW สนับสนุนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์สำหรับเข้าฉากมาถึงสามตอน รถ Z8 Roadster วางเครื่องยนต์แบบV8 4.4 ลิตร 400 แรงม้าซึ่งเป็นเครื่องยนต์ของรถ M5 E39 เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.4 วินาทีและมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    Aston Martin Vanquish 2002
    ค่าย Aston Martin จัดหารถรุ่น Vanquish มาเข้าฉากไล่ล่าในหนังเจมส์บอนด์ถึง 7 คัน เพื่อใช้ถ่ายทำตอน Die Another Day หนังบอนด์ตอนใหม่ประจำปี 2002 ซึ่งมีฉากไล่ล่าสุดระทึกบนหิมะระหว่าง Jaguar XKR กับรถ Vanquish บอนด์ที่รับบทบาทโดย Pierce Brosnan ขับขี่ควบคุมรถ Vanquish ได้อย่างสุดยอดทั้งขับถอยหลังด้วยความเร็วสูงหรือหมุนตัวกลางอากาศ เพื่อหลบหลีกจรวดที่ยิงมาจาก Jaguar XKR สุดท้าย รถ Vanquish พุ่งเข้าชนโดมน้ำแข็งเพื่อช่วยเหลือนางเอกที่กำลังจมน้ำ บริษัท Aston Martin ใช้รถ Vanquish ที่ติดตั้งช่วงล่างแบบขับเคลื่อนสี่ล้อของ Ford สำหรับเข้าฉากขับไล่ล่าบนผิวน้ำแข็ง และนับเป็นหนังบอนด์ตอนสุดท้ายที่แสดงโดย Pierce Brosnan

    Aston Martin DBS 2006
    นักแสดงชาวอังกฤษเจ้าบทบาทชื่อ Daniel Craig เข้ามารับบทบาทของ 007 ต่อจาก Pierce Brosnan และทำให้หนังบอนด์ตอน Casino Royale กลับมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มด้วยความสมจริงอีกครั้ง ด้วยพาหนะประจำตัวรุ่นใหม่นั่นก็คือ Aston Martin Vanquish ที่มีความใกล้เคียงกับรถจริง โดยไม่มีอุปกรณ์เว่อร์ๆ มาคอยช่วยเหลือบอนด์ ให้ได้รับความสะดวกสบายในการต่อกรกับเหล่าร้ายแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผู้กำกับต้องการให้ตอน Casino Royale ออกมาแบบสมจริงสมจังมากที่สุด ใกล้เคียงกับความเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ประสานกันอย่างกลมกลืนกับโลกมายา พระเอกของเราสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้แม้จะโดนวางยาพิษที่รุนแรง จากการใช้เครื่องมือกระตุ้นหัวใจที่เก็บอยู่ใต้คอนโซล และอีกครั้งที่โครงสร้างอันแข็งแกร่งของรถ Vanquish ช่วยให้ Daniel Craig รอดจากอุบัติเหตุพลิกคว่ำหลังจากพวกผู้ร้ายเอาตัวนางเอกไปวางไว้กลางถนน เพื่อทำให้บอนด์ขับชน แต่เขาสามารถหักพวงมาลัยหลบได้ โดยที่ Vanquish นั้นเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบจนพังยับไม่มีชิ้นดี

    Aston Martin DBS 2008
    หนังเจมส์บอนด์ตอน Quantum Of Solace เปิดฉากด้วยการขับรถไล่ล่าอย่างบ้าระห่ำ ทางตอนใต้ของอิตาลี ระหว่าง Aston Martin DBS ของบอนด์กับ Alfa Romeo 159 ของเหล่าร้าย ซึ่งมีเบื้องหลังการถ่ายทำที่สุดแสนจะอันตรายและมีผู้แสดงแทนในฉากนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปหลายคนกับรถ Alfa Romeo 159 ที่กลายเป็นซากอีก 4 คัน ส่วนรถ Aston Martin DBS ที่พังยับอีก 2 คันก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างกันนั่นก็คือทิ้งขยะอย่างเดียวเท่านั้น Aston Martin DBS เป็นรถที่มีความงามทางสายตา บวกกับสมรรถนะอันสุดยอดและความเป็นซุปเปอร์คาร์แบบผู้ดีอังกฤษ ทำให้มันมีความเหมาะสมที่จะกลับมาเป็นพาหนะคู่ใจของ 007 อีกครั้งสำหรับตอน Quantum Of Solace

    ล่าสุด No Time To Die กลายเป็นหนังสายลับ 007 ตอนสุดท้ายของดาราอังกฤษเจ้าบทบาทอย่าง Daniel Craig ถือเป็นการส่งท้ายและอำลาบทบาทบอนด์ของนักแสดงที่ทำให้ตำนานสายลับอังกฤษดูสมจริงมากที่สุด สำหรับ No Time To Die ตอนล่าสุดนี้ นอกจาก Range Rover SVR เอสยูวีบ้าพลังแล้ว รถสปอร์ตคลาสสิก Aston Martin DB5 ยังถูกนำกลับมาเข้าฉากอีกครั้ง พร้อมกับการติดตั้งอาวุธสังหารเหล่าร้ายไว้รอบคัน

    ตลอดระยะเวลา 60 ปีของภาพยนตร์ 007 Daniel Craig เข้ามารับบทบาทเจมส์ บอนด์ ทั้งหมดรวม 5 ตอน ได้แก่ Casino Royale (2006), Quantum of Solace (2008), Skyfall (2012), Spectre (2015) และ No Time To Die (2021) ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 7 ตุลาคมนี้ ผู้คนจะจดจำบอนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเจ็บเป็นและหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ ส่วนรถยนต์ของเจมส์บอนด์ทุกคันก็ยังสื่อให้เห็นถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เป็นค่านิยมของรถสปอร์ตที่ต้องมีความสวยงาม มีประสิทธิภาพ และให้ภาพลักษณ์เพลย์บอยในแบบที่ผู้ชายอยากเป็น จักรกลทุกคันที่ปรากฏบนแผ่นฟิล์ม 007 ล้วนแล้วแต่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี รถสปอร์ตเหล่านั้นออกแบบให้คนขับเป็นจุดศูนย์กลางพร้อมด้วยงานวิศวกรรมขั้นสูง ตลอดระยะเวลา 70 ปี รถยนต์ในหนังสายลับแต่ละยุค มีการแปรเปลี่ยนไปตามวันเวลา สุดท้าย มันคือของเล่นสำหรับชายชาตรีที่จะไม่มีวันเลือนหายไปจากโลกใบนี้อย่างแน่นอน. 

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวรถรถยนต์รถเจมส์บอนด์เจมส์บอนด์ 007อาคม รวมสุวรรณNo Time To Die

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 17:19 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์