รถไฟฟ้า เมื่อไหร่จะมาคะคุณพี่?

ข่าว

    รถไฟฟ้า เมื่อไหร่จะมาคะคุณพี่?

    ไทยรัฐออนไลน์

    30 ก.ย. 2564 10:00 น.

    การแปลงรถยนต์สันดาปภายใน ให้กลายเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้า มีคนหัวใสที่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ได้ลงมือทำกันมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดกระแสของการเปลี่ยนแปลงพลังงานครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การดัดแปลงรถเก่าด้วยการถอดเครื่องยนต์ออก แล้วแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าคุณต้องการจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม สุดท้าย ในอีกไม่กี่ปีนับต่อจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้า ก็จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง แทบจะไม่มีใครปฏิเสธว่า ทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร จริงๆ แล้ว มันควรจะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังมากกว่านี้ ถ้าคุณใช้ความปรารถนาที่เพิ่มมากขึ้นกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และดูเหมือนจะพูดกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับการโน้มน้าวบริษัทรถยนต์ (บางแบรนด์) ให้เร่งผลิตรถไฟฟ้าออกมาขาย ในความเป็นจริง หากมีสถานีชาร์จไฟที่มากพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ รวมกับภาษีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ลดทอนลง จากการตัดสินใจที่เด็ดขาดของภาครัฐ ประเทศไทยก็อาจมีอากาศสะอาดๆ ให้หายใจได้โล่งปอดมากกว่าที่เป็นอยู่ เราควรตระหนักว่า เศษซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปนานมากแล้ว ซึ่งกลายมาเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในเครื่องยนต์ของรถยนต์นั้น กำลังเป็นตัวเร่งคาบเวลาการสูญพันธุ์ของมนุษย์ให้เร็วขึ้น มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นมั้งครับ?

    สิ่งที่รัฐจะต้องเร่งลงมือทำ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพลังงานขับเคลื่อนก็คือ ระดมความรู้ความสามารถหรือเงินทุน ในการที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ในอนาคต จะต้องมีสัดส่วนของไฟฟ้าที่ได้มาจากพลังงานสะอาดมากกว่าไฟฟ้าที่ได้มาจากการเผาซากฟอสซิล ลดหรือเลิกการเผาถ่านหินหรือเชื้อเพลิงดีเซลในการผลิตกระแสไฟ ซึ่งเป็นตัวการในการก่อมลภาวะ รัฐต้องใช้มาตรการเดียวกับประเทศเยอรมัน นั่นก็คือ ให้ปั๊มน้ำมันทุกแห่งติดตั้งหัวชาร์จสำหรับรถไฟฟ้าอย่างน้อยสองจุด เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดและความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากกว่าเดิม การลดภาษี เร่งขยายสิ่งที่รองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จะกลายทางออกที่ดี ในการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ ถ้ารถไฟฟ้ามีราคาถูกลง (มากกว่าทุกวันนี้) ความนิยมก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่สิ่งที่จะต้องคอยรองรับการแพร่หลายของรถไฟฟ้าก็คือ สถานีชาร์จไฟ ราคาของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ศูนย์ซ่อมบำรุงที่มีความเชี่ยวชาญ (ไม่ใช่ตาบอดคลำช้าง) รวมถึงแบตฯ แบบใหม่ที่ทำให้ไปได้ไกลมากกว่าที่เป็นอยู่ 

    ปัญหาใหญ่ของคนที่มีรถคลาสสิกราคาแพงในยุโรปก็คือ อีก 9 ปี รถเหล่านี้ จะไม่สามารถนำมาวิ่งบนถนนได้อีก! ส่วนงานดัดแปลงรถโบราณราคาแสนแพงให้กลายเป็นรถ EV กลับกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากของนักเลงรถเก่าในทวีปยุโรป รถคลาสสิกไม่ได้สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกันเหมือนในรถยนต์ยุคใหม่ หรือแม้แต่ขนาดที่สามารถใช้แบตเตอรี่ร่วมกัน ดังนั้น บริษัทรับดัดแปลงรถคลาสสิกในสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ฮอลแลนด์และอังกฤษ รวมไปถึงประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย กำลังพยายามศึกษารถโบราณแต่ละรุ่น แล้วคิดหาวิธีการติดตั้งมอเตอร์ขับเคลื่อน แบตเตอรี่และสายไฟจำนวนมาก ลงไปในเครื่องจักรที่กำลังชราภาพและปล่อยมลพิษอย่างเยอะทุกครั้งที่ถูกนำออกมาวิ่งเพื่อรักษาสภาพ

    Zero Labs ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลงร่างรถคลาสสิกให้กลายเป็นยานยนต์ EV ของแคลิฟอร์เนีย ด้วยการคิดค้นแชสซี EV ในการสนับสนุนรถคลาสสิกราคาแสนแพง Zero Labs เรียกมันว่า "แพลตฟอร์มไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบเจ้าแรกของโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนรถยนต์เบนซินและดีเซลสุดคลาสสิกให้กลายเป็นฮีโร่พลังงานสะอาด" และนั่นก็ถือว่าไม่ไกลเกินเอื้อมที่เศรษฐีจะได้นำรถเก่าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาวิ่งโฉบเฉี่ยวในเมืองใหญ่ของยุโรปหลังปี 2030 

    Zero Labs เริ่มต้นด้วยการใช้แบตเตอรี่ 85 หรือ 100kWh ที่ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำระยะทางสูงสุดได้มากถึง 370 กิโลเมตร โดยมีระดับความแรงของพลังจากมอเตอร์ขับเคลื่อนให้เลือก ตั้งแต่ 300 แรงม้า ไปจนถึง 600 แรงม้า รวมถึงตัวเลขอัตราเร่งของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังกลายสถิติที่เราโปรดปราน แต่รถโบราณบางรุ่นไม่ได้มีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดแรง G มหาศาลขณะออกตัวเต็มกำลังในครั้งแรกที่คุณกล้าเหยียบคันเร่ง มันเป็นการแพร่กระจายความหนาแน่นของพลังงานไฟฟ้าอย่างฉับพลันทันที สามารถฉีกกระชากยางให้กลายเป็นยางหัวโล้นได้อย่างรวดเร็ว ในโลกแห่งความเป็นจริง การเร่งความเร็วบ่อยครั้งในรถไฟฟ้าจะทำให้ไฟในแบตฯ หดหายไปอย่างรวดเร็ว Zero Labs กล่าวว่า แพลตฟอร์มไฟฟ้าแบบใหม่สำหรับรถคลาสสิก จะพอดีกับรถสปอร์ตที่ขายก่อนปี 1975 เช่นเดียวกับรถเก๋งสองประตู ปิ๊กอัพ และเอสยูวีคลาสสิกแบบ 4x4 จากปัจจุบันไปจนถึงรถที่ออกขายในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 

    เทคโนโลยีดัดแปลงระบบขับเคลื่อนนี้ กลายเป็นการก้าวกระโดดแบบควอนตัม ไม่ใช่แค่ในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงระบบขับเคลื่อนเท่านั้น เทคโนโลยีระบบรองรับจะต้องรุดหน้า และสามารถรับมือกับพลังแรงบิดที่เพิ่มเข้ามาอีกหลายเท่า! ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังแบบปีกนกคู่ รวมกับเทคนิคการกระจายน้ำหนัก 50-50 ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกแทนที่ดรัมเบรกแบบโบราณ แม้แต่การก้าวไปสู่เทคโนโลยีอินโฟเทนเมนต์แบบใหม่แทนที่วิทยุปุ่มหมุนแบบโบราณที่เจ๊งคารถไปนานแล้ว

    เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบดัดแปลง เจ้าของรถจึงสามารถอัปเกรดได้ตลอดอายุการใช้งาน ในขณะที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบใหม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถนำรถคลาสสิกพลังงานไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนมอเตอร์หรือแบตฯ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมตามต้องการ หากระบบกันสะเทือนหรือเบรกมาตรฐานไม่เหมาะกับความแรงที่เพิ่มขึ้นอีกเพียบ คุณสามารถอัปเกรดระบบห้ามล้อด้วยคาลิเปอร์เบรกคุณภาพสูงจาก Brembo GT รวมถึงโช้คอัพและสปริงแบบสปอร์ต เนื่องจากแพลตฟอร์ม EV ที่อัปเกรดได้และมีอุปกรณ์ครบครัน จะใช้เวลาไม่นานในการปรับเปลี่ยน นั่นมันดีมากสำหรับการฟื้นคืนชีพให้กับรถโบราณสุดหวงด้วยระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน.


    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/




    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      รถยนต์พลังงานไฟฟ้ายานยนต์พลังงานไฟฟ้ารถไฟฟ้าอาคม รวมสุวรรณมอเตอร์ไฟฟ้า

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09:31 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์