รถไฟฟ้าจะมาแล้วนะ MERCEDES-BENZ เตรียมประกอบรถไฟฟ้า EQS ในไทย ขายปีหน้า

ข่าว

    รถไฟฟ้าจะมาแล้วนะ MERCEDES-BENZ เตรียมประกอบรถไฟฟ้า EQS ในไทย ขายปีหน้า

    ไทยรัฐออนไลน์

    27 ก.ค. 2564 10:00 น.

    Mercedes-Benz จะเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปลายทศวรรษนี้ และมีการวางแผนงานเข้ม เพื่อเร่งคาบเวลาการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าออกขายให้เร็วกว่าเดิม โดยรถยนต์รุ่นที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2568 (2025) เป็นต้นไป จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และในปี 2568 จะเปิดตัวโครงสร้างหรือแชสซีของรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบ ซึ่งจะถูกนำมาปรับใช้ในรถพลังงานไฟฟ้าของแบรนด์ตราดาว 

    Mercedes-Benz ยังคงวิจัยและพัฒนาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ตัวเก็บประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมผลิตแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ที่มีความจุมากกว่า 200 กิกะวัตต์-ชั่วโมง การผลิตแบตฯ แบบใหม่ จะร่วมมือกับพันธมิตร พร้อมวางแผนขยายโรงงานผลิตแบตเตอรี่ 8 แห่ง และร่วมกับพันธมิตรใหม่ เพื่อพัฒนาและผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในยุโรป ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า รวมไปถึงการเข้าซื้อกิจการของ YASA ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง

    สำหรับแผนงานยานยนต์ Plug & Charge มีการเตรียมความพร้อมเพื่อแนะนำการชาร์จไฟให้กับรถไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมในการตรวจสอบ และการชำระเงิน ในอนาคตอันใกล้ Mercedes me Charge จะมีจุดชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับและกระแสตรงมากกว่า 530,000 จุดทั่วโลก

    แบรนด์ตราดาวกำลังขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดพลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ลดการก่อมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อความพร้อมในการก้าวไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายในทศวรรษนี้ ในช่วงเวลาที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวย โดยปรับกลยุทธ์จาก รถยนต์ไฟฟ้าต้องมาก่อน (electric-first) เป็น ต้องแค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (electric-only) โดยเดินหน้าเตรียมความพร้อมทั้งโรงงานใหม่และพันธมิตรทางธุรกิจ สู่โลกที่ปราศจากการปล่อยมลพิษและอนาคต ซึ่งทั้งหมดจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ท่ามกลางการควบคุมของซอฟต์แวร์แบบใหม่ 

    ภายในปี 2565  Mercedes จะมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ในทุกเซกเมนต์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ในปีหน้า รถยนต์ BEV ของค่ายดาวสามแฉกจะกลายเป็นตัวชูโรงที่ถูกส่งออกมาขาย โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง EQS และอีกสี่ปีนับต่อจากนี้ แบรนด์ตราดาวจะเริ่มต้นการขายผลิตภัณฑ์ยานยนต์เฉพาะรถไฟฟ้าเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมาทั้งหมด จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แผนงานดังกล่าว ถูกวางเอาไว้นานแล้ว แต่มีการร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น และมีความตั้งใจที่จะเร่งความเร็วในการปรับกลยุทธ์โดยยังคงเป้าหมายเดิมในการทำกำไรจากรถยนต์พลังงานสะอาด ซึ่งจะเข้ามาแทนที่รถยนต์แบบเดิมที่กลายเป็นตัวการในการปล่อย CO2 

    ปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบทุกบริษัทผู้ผลิต โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์ระดับลักชัวรี ไม่ว่าจะเป็น Porsche Audi BMW และ Mercedes จุดเปลี่ยนสำคัญในวงการยนตรกรรมของโลกกำลังใกล้เข้ามา และบรรดาค่ายรถส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะตอบรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยการมุ่งสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ยังหมายรวมถึงการจัดสรรเงินลงทุน ภายใต้การจัดการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรักษาเป้าหมายในการทำกำไรขอ เพื่อความสำเร็จในการทำธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  Mercedes ได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ที่มีความครอบคลุม เร่งรัดการทำวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง สำหรับการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ ระหว่างปี 2565 ถึง 2573 จะมีมูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านยูโร การเร่งรัดและพัฒนาแผนพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ไฟฟ้า นับเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง

    แผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ของ Mercedes-Benz

    แพลตฟอร์มใหม่ หรือโครงสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ในปี 2568 Mercedes-Benz จะเปิดตัวแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบ ได้แก่:

    MB.EA แพลตฟอร์มที่ครอบคลุมรถยนต์นั่งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั้งหมด โดยสร้างระบบโมดูลาร์ที่ปรับขนาดได้ เพื่อเป็นแกนหลักสำหรับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ EV

    AMG.EA แพลตฟอร์มของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง สำหรับรถสปอร์ต Mercedes-AMG ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะ

    VAN.EA แพลตฟอร์มใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ส่งเสริมการขนส่งและเมืองที่ปลอดมลพิษในอนาคต

    หลังการปรับระบบส่งกำลังใหม่เพื่อให้การวางแผน การพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิตสอดคล้องในระนาบเดียวกัน Mercedes-Benz จะยกระดับแบบบูรณาการ ในด้านการผลิตและการพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นเอง ขั้นตอนนี้หมายรวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่จากสหราชอาณาจักรอย่าง YASA การเข้าควบรวมกิจการของค่ายแบตเตอรี่ จะทำให้ Mercedes-Benz เข้าถึงเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงในรถไฟฟ้าเจเนอเรชันต่อไป แบตเตอรี่ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ Mercedes เช่น eATS 2.0 เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ใหม่ โดยเน้นไปที่ประสิทธิภาพและต้นทุนโดยรวมของระบบทั้งหมด ไปรวมถึงอินเวอร์เตอร์และซอฟต์แวร์จากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทและซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านส่วนประกอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมการทำงาน ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งกลยุทธ์การมุ่งสู่การสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของโลก

    ในส่วนของแผนงานพัฒนาแบตเตอรี่ Mercedes-Benz เล็งเป้าหมายการผลิตแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า 200 กิกะวัตต์-ชั่วโมง โดยวางแผนที่จะตั้งโรงงาน Gigafactory จำนวน 8 แห่ง เพื่อผลิตแบตเตอรี่ร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากเครือข่ายของโรงงานผลิตระบบแบตเตอรี่ 9 แห่ง ที่ได้วางแผนไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว แบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไป มีมาตรฐานสูง พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในรถยนต์และรถตู้ของ  Mercedes-Benz กว่า 90% มอบความยืดหยุ่นที่มากพอต่อการนำเสนอโซลูชั่นเฉพาะบุคคล ในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่ มีการร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ในยุโรป เพื่อพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่รวมถึงโมดูลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจว่า ยุโรปยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่เอง ทำให้ Mercedes-Benz ปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตระบบส่งกำลังที่มีอยู่เดิม ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้าที่สุดในรถยนต์และรถตู้ที่พัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับแบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไป Mercedes-Benz ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SilaNano เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน ใช้คอมโพสิตซิลิกอนคาร์บอนในแอโนด ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานที่นานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ใช้เวลาในการชาร์จสั้นลง สำหรับเทคโนโลยีโซลิดสเตต กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับพันธมิตร เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าเดิม และมีความปลอดภัยที่สูงขึ้น

    การชาร์จไฟที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Mercedes-Benz เริ่มต้นกำหนดมาตรฐานใหม่ในขั้นตอนของการชาร์จที่เรียกว่า “Plug & Charge” ซึ่งจะช่วยให้เสียบปลั๊ก ชาร์จ และถอดปลั๊กโดยไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมในการตรวจสอบและการชำระเงิน Plug & Charge จะเปิดตัวพร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น EQS ในปีนี้ และในช่วงต้นปีหน้า EQS จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วยการประกอบในประเทศ! ทั้งนี้ Mercedes me Charge เป็นหนึ่งในเครือข่ายการชาร์จที่มีขนาดใหญ่ ปัจจุบัน ประกอบด้วยจุดชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับและกระแสตรงมากกว่า 530,000 จุดทั่วโลก นอกจากนี้ แบรนด์ตราดาวได้เข้าร่วมกับบริษัทเชลล์ ในการขยายเครือข่ายการชาร์จ ทำให้คนที่ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เข้าถึงเครือข่ายการชาร์จแบตเตอรี่ของบริษัทเชลล์ได้ดียิ่งขึ้น ผ่านจุดชาร์จมากกว่า 30,000 จุดภายในปี 2568 ทั้งในยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ รวมถึงจุดชาร์จพลังงานสูงกว่า 10,000 จุดทั่วโลก โดยวางแผนที่จะเปิดตัวสถานที่ชาร์จระดับพรีเมียมหลายแห่งในยุโรป 

    VISION EQXX ยานยนต์ต้นแบบแนวคิดพลังงานไฟฟ้าระยะไกล
    Mercedes-Benz กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Vision EQXX รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้จริงด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขหลักเดียว สำหรับกิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ 100 กิโลเมตร (มากกว่า 6 ไมล์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ที่ความเร็วปกติในการขับขี่บนทางหลวง ทีมงานจากหลากหลายสาขา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากแผนก F1 High Performance Powertrain (HPP) ของ Mercedes-Benz กำลังทำงานรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ โดยจะพร้อมเปิดตัวทั่วโลกในปี 2565 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ในยานยนต์ต้นแบบแนวคิด Vision EQXX จะถูกดัดแปลงและนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้งานในโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่

    แผนการผลิต
    Mercedes-Benz เตรียมความพร้อมของเครือข่ายการผลิตทั่วโลกสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (electric-only) ด้วยการร่นคาบเวลาตามแผนงานเดิมให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ด้วยการลงทุนในระยะเริ่มต้น สำหรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น พร้อมระบบการผลิต MO360 ที่ทันสมัย สามารถผลิตรถยนต์ BEV จำนวนมากได้แล้วในวันนี้ และไม่เกินปีหน้า (พศ. 2565) รถยนต์ไฟฟ้า 8 รุ่น ของ Mercedes จะถูกผลิตจากโรงงาน ผลิต 7 แห่งใน 3 ทวีป นอกจากนี้ โรงงานประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่ทั้งหมดที่ดำเนินการโดย Mercedes-Benz AG. จะเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ปราศจากคาร์บอนภายในปี 2565 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต มีการผนึกกำลังกับ GROB ผู้นำด้านการผลิตแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของเยอรมนี เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และกำลังการผลิตแบตเตอรี่ ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การประกอบโมดูลแบตเตอรี่และการประกอบแพ็ค นอกจากนี้ แบรนด์ตราดาวยังมีแผนที่จะเพิ่มโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่ในเมืองคุปเปนไฮม์ ประเทศเยอรมนี เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และรักษาความสามารถในการรีไซเคิล โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2566 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่มีแนวโน้มในทางบวก

    การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ Mercedes-Benz มีความพร้อมและกำลังดำเนินการอยู่ ภายใต้การทำงานร่วมกันกับตัวแทนพนักงาน มีการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แผนการปรับทักษะใหม่ ที่มีความครอบคลุม การเกษียณอายุก่อนกำหนด และการเข้าซื้อกิจการ TechAcademies จะเสนอการฝึกอบรมเพื่อนร่วมงานสำหรับคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับอนาคต ทั้งนี้ ในปี 2564 เพียงปีเดียว พนักงานประมาณ 20,000 คนในเยอรมนีได้รับการฝึกอบรมด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-mobility) เพื่อให้เป็นไปตามแผนสำหรับการพัฒนาระบบปฏิบัติการ MB.OS ซึ่งจะมีการสร้างงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ใหม่กว่า 3,000 ตำแหน่งทั่วโลก

    ทุกแผนงาน มุ่งไปที่เป้าหมายในการทำกำไร ซึ่งกำหนดไว้ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2563 เป้าหมายของปีที่แล้ว อิงจากการสันนิษฐานว่า Benz จะขายรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วน 25% ภายในปี 2568 ส่วนการปรับแผนในวันนี้ มีการอ้างอิงจากส่วนแบ่งของยอดขาย xEV ที่สันนิษฐานว่า จะสูงสุดถึง 50% ภายในปี 2568 รวมถึงสถานการณ์ในตลาดสำหรับการขายรถยนต์ใหม่ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มรายได้สุทธิต่อหน่วยโดยการเพิ่มสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ เช่น Mercedes-Maybach และ Mercedes-AMG ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมราคาและการขายโดยตรงได้มากขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริการด้านดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนผลลัพธ์นี้ต่อไป ในขณะที่ Mercedes-Benz ยังเดินหน้าลดต้นทุนต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ต่อไป พร้อมทั้งลดส่วนแบ่งการลงทุนของเงินลงทุน จากแพลตฟอร์มแบตเตอรี่ โครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้ รวมทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบใหม่ จะช่วยให้เกิดมาตรฐานที่สูงขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง สัดส่วนต้นทุนแบตเตอรี่ภายในรถ ในอนาคตอันใกล้ มีการคาดกันว่าต้นทุนการผลิตแบตฯ จะลดลงอย่างมาก การจัดสรรเงินทุนจะถูกปรับจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านำ (EV-first) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (EV-only) ส่วนการลงทุนในเครื่องยนต์สันดาปและเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด จะลดลง 80% นับจากปี 2562 ถึง 2569 ภายใต้แผนงานใหม่ทั้งหมดนี้ แบรนด์ตราดาวได้คาดการณ์อัตรากำไรของบริษัท ในยุคของรถยนต์ BEV ที่จะอยู่ในสัดส่วนเดียวกันกับยุคของเครื่องยนต์สันดาป.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    รถใหม่รถยนต์ข่าวรถรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายานยนต์พลังงานไฟฟ้าเมอร์เซเดส เบนซ์Mercedes-BenzMercedes-Benz EVMercedes-Benz EQS

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 13:15 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์