ไลฟ์สไตล์
100 year

ส่องรถยนต์ไฟฟ้าในไทย รุ่นไหนน่าใช้ รุ่นไหน แพงเกินไป

ไทยรัฐออนไลน์
28 เม.ย. 2564 10:00 น.
SHARE

ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังคงห่างไกลกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก ในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน จากเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ปล่อยมลพิษ มาเป็นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษ ซึ่งที่จริงแล้ว ไฟฟ้าที่เรานำมาใช้ในการชาร์จ ส่วนใหญ่ได้มาจากการก่อมลพิษในอากาศทั้งสิ้น ยกเว้นกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำและพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีความเสถียร เนื่องจากแสงแดด กระแสลมและน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่วนพลังงานจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันรวมถึงถ่านหิน ที่เราใช้ในการปั่นกระแสไฟ มีความเสถียรมากกว่าก็จริง แต่เป็นพลังงานที่ยังคงก่อมลพิษในชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ความไม่พร้อมในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ในไทย ยังเกิดจากการคำนวณอัตราภาษีที่ยังคงสูงยันเพดาน ภาครัฐคิดอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้าสูงมากจนเกินไป สำหรับรถไฟฟ้านำเข้าที่มีประสิทธิภาพก็จะยิ่งมีราคาแพงจนคนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึง ส่วนการผลิตในประเทศของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ยังมีจำนวนเพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้าคันเล็ก ความจุแบตฯ ไม่มาก มีระยะทำการไม่ไกล ใช้วิ่งสั้นๆ แค่ในเมือง ไม่สามารถขับออกทางไกลได้ หรือหากอยากลองขับก็ต้องเตรียมความพร้อมในการกำหนดสถานีชาร์จไฟ คำนวณการใช้ไฟต่อระยะทาง โทรไปติดต่อกับสถานีชาร์จ ว่าหัวชาร์จใช้งานได้ปกติหรือไม่ หรือไปถึงจุดชาร์จแล้ว แต่ดันมีรถที่ไม่ใช่รถไฟฟ้ามาจอดปิดช่องทางการชาร์จไฟ เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความยุ่งยากและซับซ้อน ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปไปเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้า

ข่าวแนะนำ

อยากได้รถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานสักคันเพื่อเป็นการเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การทดลองใช้โดยเลือกซื้อรถไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ หากเป็นคนมีเงินก็สามารถเลือกรถไฟฟ้าที่มีรัศมีทำการไกลมากๆ ได้ แต่ก็จะโดนภาษีจากทางภาครัฐจัดหนักแบบเต็มเหนี่ยว ซึ่งจริงๆ แล้ว บางประเทศที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้าถึงกับให้เงินช่วยเหลือจำนวน 5-10% ของราคารถไฟฟ้าด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลอังกฤษพยายามร่างแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 หนึ่งในนั้นคือการกระตุ้นดีมานด์ของรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนให้คนที่เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แคมเปญ “รถสันดาปคันเก่าแลกรถไฟฟ้าคันใหม่” เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ EV ให้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว การออกแคมเปญ รถยนต์เก่าเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน สามารถแลกซื้อรถไฟฟ้าคันใหม่ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงิน 6,000 ปอนด์ หรือประมาณ 2.4 แสนบาทต่อคัน ทำให้ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรัฐบาลเยอรมนี ออกมาตรการให้ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ต้องติดตั้งสถานีชาร์จไฟสำหรับยานยนต์พลังงานไฟฟ้า จำนวนสองหัวชาร์จเป็นอย่างน้อย! หลังจากยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของแดนไส้กรอกมียอดขายที่ไม่รุดหน้าเท่าที่ควร 

ลองมาดูรถไฟฟ้าที่มีขายในประเทศกันดีกว่า แต่ก็อย่างที่เคยบอกและยังยืนยันเหมือนเดิมละครับว่า ของถูกและดี ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ครับ

Takano TTE500
ความตั้งใจของ Takano นั้นดี แต่งานประกอบยังคงห่างไกลกับคำว่าเรียบร้อยและเนียนตา TTE500 เป็นกระบะไฟฟ้าคันเล็ก ประกอบในโรงงานแถบชลบุรี โดยมีเจ้าของเป็นชาวอาทิตย์อุทัย แบตเตอรี่ขนาดเล็ก ทำให้ TTE500 เมื่อชาร์จไฟจนเต็มจะไปได้ไกล 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยราคา 490,000 บาท Takano ต้องปรับปรุงงานประกอบให้ดีกว่าเดิมโดยเฉพาะงานตกแต่งภายใน ที่ยังคงห่างไกลกับความสวยงาม เมื่อทำการปรับปรุงและสามารถประกอบได้เนียนขึ้น ก็น่าจะพอทำตลาดได้บ้างละครับ สำหรับเจ้ากระบะไฟฟ้า Takano TTE500 

Fomm One
การทรงตัวและการเลี้ยวที่แปลกประหลาดคล้ายจักรยานยนต์ทำให้รถไฟฟ้าคันเล็กรุ่นนี้ มีการควบคุมแปลกๆ แตกต่างจากรถเก๋งทั่วไป Fomm One มีรูปลักษณ์แบบไมโครคาร์ มีความคล่องตัวจากขนาดและน้ำหนัก แต่การขับยังคงคล้ายกับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะการเลี้ยว ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะปรับปรุงให้สัมผัสของการควบคุมออกมาในแบบรถยนต์มากกว่าจะทำให้เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม Fomm One จะวิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร ขับไปพัทยาพอได้ แต่น่าหวาดเสียวเพราะคันเล็กเหลือเกิน กลัว 18 ล้อจะมองไม่เห็นซะมากกว่า ขนาดที่เล็กทำให้เหมาะกับการใช้งานในเมือง ส่วนราคา 499,000 บาท แพงเกินไปครับ 

MG EP
รถไฟฟ้าจีนเริ่มรุกตลาดรถยนต์ในไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากปล่อย ZS EV และ HS PHEV ค่าย MG ก็นำ EP ออกทำตลาดในไทยด้วยราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท แบตเตอรี่ของสเตชั่นแวกอนไฟฟ้าคันนี้ มีความจุ 50.3 Kwh ชาร์จไฟเต็ม MG เคลมว่า ขับไปไกลถึง 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หักกลบลบหนี้ 20% ทำให้ MG EP ที่มีไฟเต็มแบตฯ จะไปได้ประมาณ 300 กิโลเมตร ราคาพอจับต้องได้ที่ 988,000 บาท ฝากบอก MG ด้วยว่า ถ้าทำให้ระบบไฟและอะไรต่างๆ มีความเสถียรมากกว่านี้ กับรถราคาระดับนี้ จะขายดีกว่าเดิมแน่นอน ทุ่มเงินพัฒนาระบบ iSMART ให้มีความแน่นอน จอไม่ดับ สั่งงานแล้วไม่รวน รับรองว่าจะได้ใจลูกค้าไทยมากกว่านี้อีกเยอะ 

BYD M3
ชื่ออย่างกับยานยนต์สำรวจดาวอังคาร นี่คือ MINI MPV ไฟฟ้า ของแบรนด์ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ใช้พื้นฐานแพลตฟอร์มของ Nissan B platform ผู้นำเข้าคือ EV Society โดยมี PTTOR บริษัทในเครือของ ปตท. เป็นผู้สนับสนุนในด้านงานบริการหลังการขาย ราคารุ่น 5 ที่นั่ง 1,059,000 บาท แบตเตอรี่ NMC ขนาด 50.3 kWh ชาร์จแบตเต็มไปไกล 300 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลังสูงสุด 70 kW หรือ 94 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ราคา 1 ล้านกับอีกเกือบ 6 หมื่น ถ้าลดภาษีก็จะถูกกว่านี้มากละครับ 

BYD E6
BYD E6 มีราคา 1,890,000 บาท เป็นรถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ติดตั้งแบตเตอรี่ Iron-Phosphate หรือ Fe Battery เก็บไฟได้ 80kWh มอเตอร์ขับเคลื่อนมีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม จะวิ่งได้ประมาณ 400 กิโลเมตร ทรงของรถแนวครอสโอเวอร์ยกสูง ภายในค่อนข้างโบราณ ไม่สมกับราคาค่าตัวเฉียดๆ 2 ล้านบาท ดูเหมือนรถในยุค 1990 มากกว่าจะอยู่ในยุคดิจิทัล AI ส่วนราคาค่าตัว แพงหรือไม่ก็เห็นได้จากจำนวนของ E6 ที่มีวิ่งอยู่แค่นิดเดียวเท่านั้นเอง 

Nissan Leaf
เปิดราคาตอนแรกเล่นเอาสะดุ้ง และสุดท้าย ด้วยราคาเฉียด 2 ล้านบาท ก็ทำให้ Leaf ขายไม่ออก จนต้องลดราคามาเหลือแค่ 1.49 ล้านบาท ก็ยังขายไม่ได้อยู่ดีเพราะแพงเกินไป เป็นบทเรียนของ Nissan ในการบุกเบิกตลาดรถไฟฟ้าในไทยเป็นครั้งแรก Nissan Leaf ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ขนาดความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) มีกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์ (kW) หรือประมาณ 149 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 320 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% Nissan เคลมว่า เมื่อทำการชาร์จไฟมาจนเต็ม จะสามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 311 กิโลเมตร แต่เมื่อลองขับจริงจะทำระยะทางได้ประมาณ 230 กิโลเมตร แบตเตอรี่วิ่งได้ระยะทาง 230 กิโลเมตร ใช้ในเมืองพอได้ แต่ถ้าออกทางไกลอาจลำบากหากไม่เตรียมหาสถานีชาร์จซึ่งยังไม่ค่อยจะเยอะเท่าที่ควร โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดไกลๆ

MG ZS EV
พระเอกไฟฟ้าทรงครอสโอเวอร์ที่กลายเป็นยานยนต์พลังงานสะอาดรุ่นยอดนิยม ราคาค่าตัว ความสามารถและประสิทธิภาพในด้านไฟฟ้าถือว่าดีพอตัว แต่ไม่ถึงกับดีที่สุด เนื่องจากปัญหาเรื่องความเสถียรของระบบต่างๆ MG ZS EV เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor แบตเตอรี่ ลิเทียม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh วิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ 40 เซนติเมตร ระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา และระบบการจัดการอุณหภูมิ ที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ โดยเฉพาะการชาร์จไฟที่อุณหภูมิสูง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและสูง มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.1 วินาที มีระยะทางขับเคลื่อนสูงสุดไกล 337 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับการใช้คันเร่ง เร่งมาก ขับเร็ว ไฟหมดเร็ว ขับไปเรื่อยๆ ในย่านความเร็วต่ำ จะขับได้ไกลเกือบเท่าระยะที่เคลม) ระยะทำการ 375 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง วิ่งจริงได้ประมาณ 300 กิโลเมตรก็ดีใจหายแล้ว ราคา 1,190,000 แพงไปนิด ถ้ารัฐจะสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลายมากกว่าที่เป็นอยู่ก็ควรจะลดภาษี หรือไม่คิดภาษีรถไฟฟ้า จะเป็นระยะเวลากี่ปีก็ว่ากันไป ราคา 1.1 ล้านก็จะเหลือประมาณ 7-8 แสนบาท ซึ่งจะทำให้มีคนซื้อเพิ่มมากขึ้น ถ้ายังคิดภาษีขนาดนี้ รับรองว่าเกิดยากครับ

Hyundai KONA Electric
KONA Electric เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ยุโรปเมื่อไม่นานมานี้ และประเทศไทย คือหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้นำรถรุ่นนี้เข้ามาทำตลาด KONA Electric มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยคล้ายรถต้นแบบแนวคิด รูปทรงแบบแฮตช์แบคครอสโอเวอร์และความแรงของระบบส่งกำลังที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า กระจังหน้าแบบปิด ไฟคอมโพสิท ไฟส่องสว่างกลางวัน LED Daytime Running Lights อยู่ตำแหน่งด้านบนของไฟหน้า LED สีภายนอกเป็นแบบทูโทน มีให้เลือกทั้งสีขาว ชอล์ก ไวท์ และสีดำ ดาร์ค ไนท์ หลังคาสีดำ แฟนทอม แบล็ค สำหรับเจ้า KONA รุ่น SE ใช้แบตเตอรี่รุ่นระยะสั้น ให้พลังงาน 39.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (39.2Kwh) ขับได้ระยะทาง 312 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิด 395 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ใน 9.7 วินาที ราคา 1,849,000 บาท โดนภาษีนำเข้าแบบจัดเต็มสูบเยอะมาก KONA เป็นรถไฟฟ้าที่น่าใช้ รูปลักษณ์ทันสมัยและสวยงาม แต่ราคาค่าตัว ทำให้มันขายไม่ค่อยดีเท่าที่ควร 

Hyundai Ioniq
Ioniq Electric เริ่มทำตลาดในไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีระบบขับเคลื่อน 3 รูปแบบใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และ EV ไฟฟ้า 100% จุดประสงค์ของการสร้าง Ioniq ออกมาขายก็คือ การทำตัวเป็นรถยนต์ที่มีมลพิษต่ำหรือปราศจากมลพิษ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน Hyundai Motor Thailand ได้นำรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Ioniq Electric เข้ามาขายในประเทศไทย ด้วยราคา 1,749,000 บาท ระบบขับเคลื่อนของ Hyundai Ioniq Electric เป็นการขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร กำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น เป็นแบตเตอรี่แบบ ลิเทียม-ไอออน โพลิเมอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการชาร์จ มีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย แบตเตอรี่ขนาด 28 kWh ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ quick charge อยู่ที่ 30 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW และ 23 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 100 kW แบตเตอรี่ติดตั้งบริเวณใต้เบาะนั่งของผู้โดยสารตอนหลังและมีพื้นที่บรรจุสัมภาระ 650 ลิตร ราคา 1.749 ล้าน แพงหรือไม่อยู่ที่ใจของคุณเอง! 

KIA SOUL
Kia Soul เป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทรงแฮตช์แบคที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย ดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ส่งให้ Soul มีเอกลักษณ์ที่แปลกตา สำหรับราคาของรถไฟฟ้ารุ่นนี้ Soul EV ขายที่ 2,387,000 บาท แบตเตอรี่ ลิเทียมไอออนโพรลิเมอร์ (LIPO) ขนาด 64 kWh กำลังไฟฟ้า 7.2 kW แรงดันไฟฟ้า 356V ชาร์จไฟใส่แบตฯ จนเต็มจะวิ่งได้ระยะทางถึง 452 กิโลเมตร ไกลเอาเรื่อง แต่ราคาก็เอาเรื่องด้วยเหมือนกัน แม้จะขับได้ไกลกว่า MINI Cooper SE แต่ราคา 2.38 ล้าน ทำให้ Soul เป็นของเล่นของเศรษฐีไทยเหมือนกับ MINI ไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้า AC Synchronous มีกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 395 นิวตัน ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

MINI Cooper SE
นี่คือรถไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ MINI ที่ผมได้มีโอกาสขับทดสอบถึง 2 อาทิตย์เต็มๆ เจ้า MINI ไฟฟ้าคันนี้ มีราคา 2,290,000 บาท บวก MINI Wall Box สำหรับการชาร์จไฟที่ปลอดภัยภายในบ้านอีก 100,000 บาท เซลล์แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน จำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้พื้นห้องโดยสาร การวางตำแหน่งดังกล่าวเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล ชุดแบตฯ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง (32.6Kwh) มอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด พัฒนาโดย BMW Group มีกำลังสูงสุด 135 Kw หรือ 184 แรงม้า พอฟัดพอเหวี่ยงกับ Cooper S ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบแบบ Twin Scroll สำหรับแรงบิดสูงสุดของมอเตอร์ ทำได้ที่ 270 นิวตันเมตร ทันทีที่เท้าแตะคันเร่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียงแค่ 3.9 วินาที 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ที่ 7.3 วินาที เร็วสูสีกับ Cooper S รุ่นมาตรฐานที่ใช้เครื่องยนต์ MINI เคลมว่า เมื่อชาร์จไฟเต็ม Cooper SE จะวิ่งได้ไกล 280 กิโลเมตร เมื่อนำมาวิ่งใช้งานจริงในเมือง ทำได้ 200 กิโลเมตร บวก-ลบ นิดหน่อย ราคา 2.39 ล้านบาท เมื่อรวม MINI Wall Box ทำให้มันเป็นของเล่นเศรษฐีมากกว่าจะเอามาใช้งานจริงจัง 

BMW i3S
BMW i3S e-DRIVE ขับเคลื่อนด้วยพลังงานในรูปกระแสไฟจากแบตเตอรี่ ที่ส่งไปป้อนมอเตอร์ไฟฟ้า โดยทำการวางมอเตอร์ขับเคลื่อนไว้ที่ด้านหลัง สำหรับล้อขับเคลื่อนคู่หลัง มอเตอร์ไฟฟ้าของ i3S e-DRIVE นั้น มีกำลังได้สูงสุด 184 แรงม้า หรือ 135 Kw (จาก i3 รุ่นมาตรฐานที่ทำได้ 125 Kw) แรงบิด 270 นิวตันเมตร ทะลักออกมาให้ใช้ตั้งแต่การออกตัวโดยไม่มีอาการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้นจากการทำงานของมอเตอร์พลังสูง (ที่ค่อนข้างกินกระแสไฟอยู่พอสมควร) ทำให้ BMW i3S มีความคล่องแคล่วว่องไว เมื่อขับในเมือง มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสูงสีกับรถสปอร์ตคันเล็กเลยทีเดียว พลังงานจากแบตเตอรี่ในรูปของกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงที่ส่งถ่ายให้กับแบตเตอรี่ ส่งผลให้ i3S มีความเหนือชั้นในด้านของแรงบิด อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 6 วินาทีเศษ ส่วนความเร็วปลายไหลไปได้ถึง 156 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้แค่ 156 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ใหม่ใน BMW i3S e-DRIVE เป็นแบบลิเทียม-ไอออน 8 โมดูล 96 เซลล์ (แต่ละโมดูลมี 12 เซลล์) สามารถปล่อยแรงเคลื่อนไฟฟ้าในระดับ 360 โวลต์ จ่ายพลังงานไฟได้ 33.2 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ทั้งชุดเมื่อทำงานจะมีความร้อนแพร่ออกมา และทำให้อุณหภูมิของห้องเก็บแบตฯ สูงเกินความจำเป็น วิศวกรของ BMW จึงทำการติดตั้งอุปกรณ์หล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิของแบตฯ ขณะทำงาน โดยอุณหภูมิแบตเตอรี่แบบลิเทียม-ไอออน จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส แบตฯ แบบลิเทียม-ไอออนของ i3S มีระยะเวลาในการชาร์จกระแสไฟ 6-8 ชั่วโมง ในการเสียบชาร์จจากไฟบ้านและตั้งโหมดชาร์จช้า หากต้องการชาร์จเร็วในสถานีชาร์จไฟ จะใช้เวลาในการชาร์จประมาณครึ่งชั่วโมงจะได้กระแสไฟฟ้า 80% ส่วนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน มีอายุเฉลี่ย 8 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟทิ้งไว้ข้ามคืนสามารถทำระยะทางได้ด้วยแบตเตอรี่เพียวๆ 123 ไมล์หรือ 198 กิโลเมตร (ที่ย่านความเร็วต่ำ) พอสำหรับการขับในเมืองทั้งวันโดยเฉพาะเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพมหานคร แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 33.2 กิโลวัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของแบตฯ ขณะใช้งาน ปัจจุบัน BMW Thailand น่าจะไม่มี i3S ขายแล้ว เนื่องจากมีรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ จ่อรอเข้ามาขายในไทยอีกเพียบ ส่วนราคา 2,230,000 ลดลงจาก 3.7 ล้านในรถลอตสุดท้าย ทำให้ i3S ขายหมดเกลี้ยงภายในพริบตา! 

Volvo XC40 Pure Electric
Volvo แบรนด์รถ Luxury สัญชาติสวีดิช เดินทางสู่อนาคตแห่งยานยนต์พลังงานสะอาด ตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้ ด้วยการแปลงร่างรถครอสโอเวอร์ให้กลายเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ประเดิมรุ่นแรกด้วยรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัด XC40 Pure Electric ใช้พลังงานจากแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาด 78 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 408 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 660 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อชาร์จไฟจนเต็มจะขับได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตร โดยเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านแบบมาตรฐาน (Wallbox EV Changer) ขนาด 11 กิโลวัตต์ จะใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ประมาณ 6-8 ชั่วโมง และสามารถชาร์จไฟได้ 80% ในเวลา 40 นาที สามารถตั้งเวลาชาร์จไฟรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน Volvo on Call ราคา 2,590,000 บาท เอาเรื่องเลยทีเดียวละครับ 

Lexus UX300e
มอเตอร์ไฟฟ้าของ UX Electric มีกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 201 แรงม้า เป็นครอสโอเวอร์ไฟฟ้าที่เน้นอัตราเร่งและให้ความรู้สึกถึงพละกำลังของมอเตอร์ขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ UX300e ชาร์จไฟจนเต็มแบตเตอรี่ จะทำระยะทางวิ่งได้สูงสุดเฉียดๆ 400 กิโลเมตร แบตเตอรี่ความจุขนาด 54.35 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (54.34 Kwh) มอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ ลิเทียมไอออน ความจุแบตฯ 153Ah กำลังไฟจากแบตเตอรี่ 54.35 Kw ตัวเลขสมรรถนะ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางการวิ่ง 360 กิโลเมตร สำหรับค่าตัวของ Lexus UX 300e อยู่ที่ 3,490,000 บาท ราคาพอๆ กับ BMW 520d M Sport LCI 2021 กันเลยทีเดียว!

Jaguar i-PACE
เสือกระโดดไฟฟ้าคันนี้ ออกขายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นรถไฟฟ้าทรงสปอร์ตแฮตช์แบคที่มีประสิทธิภาพสูง และราคาก็สูงตามประสิทธิภาพไปโดยปริยาย Jaguar i-PACE ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสองตำแหน่ง มอเตอร์แต่ละตัววางคร่อมเพลาขับเคลื่อนหน้า-หลัง ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD แบตเตอรี่เป็นแบบลิเทียมไอออน ขนาด 90 kWh ติดตั้งอยู่ระหว่างเพลาขับหน้า – หลัง ชาร์จไฟแบบ DC Rapid Charging ขนาด 100 kW ประมาณ 40 นาที ได้ไฟ 80% ส่วนการชาร์จด้วยไฟบ้านผ่าน AC Wall Box ขนาด 7 kW ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.8 วินาที มีระยะทำการเมื่อชาร์จไฟจนเต็มไกลถึง 480 กิโลเมตร i-PACE รุ่น AWD S มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 5,499,000 บาท แพงขนาดนั้น ทำให้เห็นมันบนถนนได้ยากมาก หรือแทบจะไม่มีวิ่งให้เห็นกันเลยทีเดียว 

Audi e-TRON Sportback
Audi e-tron Sportback 55 quattro S line เอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบไฟฟ้า (electric quattro) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง วางคร่อมเพลาหน้าและหลัง ผ่านการควบคุมในด้านการกระจายแรงบิดให้มีความสมดุลสูงสุดด้วยระบบขับเคลื่อน electric quattro มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว มีกำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเทียม ไอออน ทำระยะทางวิ่งสูงสุด 463 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ความจุแบตฯ 95.0 กิโลวัตต์ (95.0Kwh) การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่งผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน quattro ควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้า ทำให้ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ตอบสนองเร็ว พร้อมความเงียบภายในห้องโดยสารจากการที่ไม่มีเครื่องยนต์ รถไฟฟ้าของเยอรมันนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องของความไฮเทค และไม่ได้อิงกับระบบขับอัตโนมัติมากจนเกินไปและอาจก่อให้เกิดอันตราย หาก autonomous ทำงานผิดพลาด เหมือนที่เกิดขึ้นในรถ Tesla เมื่อเร็วๆ นี้และทำให้มีผู้เสียชีวิต ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของ Audi e-tron Sportback มีการนำพลังงานกลับมาใช้ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ ทั้งจากพลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking) พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว ซึ่งมีวิธีการตั้งค่าการทำงานรูปแบบนี้ 2 วิธี คือ ตั้งค่าจากแป้น paddle shift สามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ โดยเลือกที่จะตั้งระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบอัตโนมัติ ผ่านฟังก์ชัน Predictive efficiency assist (PEA) ในระบบ MMI จากการประมวลผลและควบคุมการเคลื่อนที่เชิงฟิสิกส์ สามารถควบคุมความเร็วของรถได้จากการถอนเท้าออกจากคันเร่ง โดยที่ไม่ต้องเหยียบเบรก ส่วนพลังงานจากการเบรก (Braking) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก จะส่งผลให้เกิดการสะสมพลังงานไฟฟ้า กลับไปเก็บในแบตเตอรี่ หากเหยียบเบรกที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถนำพลังงานกลับเข้าไปได้สูงสุดถึง 300 Nm และ 220 Kw หรือคิดเป็นมากกว่า 70% ของกำลังที่มอเตอร์ผลิตได้ และการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ในรุ่น e-tron Sportback นี้ สามารถเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 30% ของระยะทางทั้งหมด Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ราคา 5,299,000 บาท แม้จะเป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่มีสมรรถนะดีมาก แต่ขายไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เนื่องจากค่าตัวที่แพงเอาเรื่องนั่นเอง 

Porsche Taycan 
AAS Auto Service ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Porsche ในประเทศไทย เข้าสู่ยุคของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าเต็มตัว นำ Porsche Taycan รถสปอร์ต GT คันแรกของแบรนด์ Porsche ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ตัวถัง 4 ประตูซีดาน เป็นงานออกแบบในสไตล์ของ Porsche ที่ดูแปลกตา ควงมาครบทั้งสองรุ่น Taycan Turbo S และ Taycan Turbo แบรนด์ Porsche พัฒนา Taycan จากสายการผลิตที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงดันสูงมากถึง 800 โวลต์ แทนที่ระบบเดิมซึ่งมีแรงดันเพียง 400 โวลต์ ในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป งานวิศวกรรมขั้นสูงดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการขับขี่ ลดระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จพลังงาน เมื่อชาร์จไฟในงานสถานีชาร์จแบบ highly powered charging points ลดปริมาณการใช้สายไฟซึ่งเป็นทั้งการลดน้ำหนักและเพิ่มพื้นที่ใช้งานภายในรถไปพร้อมๆ กัน ชุดกักเก็บพลังงาน Performance Battery Plus เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Porsche Taycan Turbo S และ Taycan Turbo จากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง รองรับกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้น ช่วยให้การชาร์จพลังงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม เมื่อใช้งานสถานีชาร์จแบบ 800 โวลต์ ซึ่งมี maximum charging capacity (สูงสุด) ที่ 270 กิโลวัตต์ (270Kw) ชาร์จแบตเตอรี่ 5 นาที วิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร สามารถชาร์จพลังงาน จาก 5 – 80 เปอร์เซ็นต์ SoC (state of charge) โดยใช้เวลาประมาณ 22.5 นาที รุ่นเรือธง Taycan Turbo S มีกำลังสูงสุด 761 แรงม้า (560 กิโลวัตต์) ฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control ให้อัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง ไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.8 วินาที แรงบิดสูงสุดมากถึง 1,050 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดทะลุ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยการเดินทางสูงสุด 412 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ สำหรับรุ่นรองท็อป Taycan Turbo มีกำลังสูงสุด 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) ฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control อัตราเร่งจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ระยะทำการสูงสุด 450 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ ส่วน Taycan 4S มีกำลังสูงสุด 530 แรงม้า (390 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.0 วินาที ติดตั้งชุดกักเก็บพลังงาน Performance Battery พิสัยการเดินทางสูงสุดอยู่ที่ 407 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ สำหรับราคาค่าตัว Taycan 4S เปิดราคาที่ 7,100,000 บาท Taycan Turbo มีราคา 9,900,000 บาท และรุ่นแพงสุด Taycan Turbo S ราคา 11,700,000 บาท ทั้งสามรุ่น ยังไม่รวมออปชั่นเสริม ซึ่งหากเจ้าของรถเลือกติดตั้ง ก็จะทำให้ราคาของ Porsche ไฟฟ้า พุ่งสูงกว่าเดิมอีกเป็นล้าน หรือหลายล้านละครับ

Audi RS e-TRON GT
Audi e-tron GT และ Audi RS e-Tron GT รถคูเป้สี่ประตู ที่ถูกเปิดตัวสู่ตลาดรถหรูในประเทศไทยแบบสดๆร้อนๆ ในฐานะรุ่น RS ที่มีการตีความตามแนวคิด Classic Gran Turismo รถสปอร์ต 4 ประตู พลังงานไฟฟ้า Audi RS GT e-Tron เป็นจักรกล ที่มีความคล้ายคลึงกับ Porsche Taycan ในด้านของระบบขับเคลื่อน แต่มีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในแตกต่างกัน พลังงานแรงม้าสุทธิ 440 กิโลวัตต์ หรือ 598 แรงม้า เมื่อรวม Boost Mode เจ้า RS e-Tron GT ซึ่งถือเป็นซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าจะมีกำลัง 646 แรงม้า แรงบิดพุ่งทะลุมิติมากกว่าซุปเปอร์คาร์บางรุ่นถึง 830 นิวตันเมตร ชาร์จไฟเต็มขับใช้งานได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร สำหรับ Audi RS e-tron GT quattro แบตเตอรี่สามารถชาร์จใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 80% ในเวลาประมาณ 30 นาที ด้วยเทคโนโลยีหัวชาร์จรองรับแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงพิเศษ ระบบกันสะเทือน Adaptive Air Suspension ควบคุมองคาพยพของรถด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวล้ำ พร้อมการควบคุมแบบสปอร์ต เป็นยานพาหนะที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของแบรนด์สี่ห่วง สู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด! Audi RS e-Tron GT และ Porsche Taycan Turbo ทั้งสองคันใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่เหมือนกัน มอเตอร์ตัวแรกวางคล่อมเพลาหน้า อีกตัววางอยู่ที่ล้อคู่หลัง เชื่อมต่อการทำงานด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ระบบ AWD ของรถทั้งสองรุ่น ใช้เพลาล้อหลังที่ติดตั้ง เวกเตอร์ ดิฟเฟอเรนเชียล และระบบ อี - ทอร์ค ที่สามารถล็อกอัพเฟืองท้ายได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าใช้เฟืองท้ายไฟฟ้า ควบคุมการทำงานด้วยอิเล็กทรอนิสก์ โดย Porsche เรียกระบบนี้ว่า PTV ส่วน Audi เรียกว่า Quattro 2.0 สำหรับ Audi RS e-Tron GT มีมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง หน้า-หลัง ให้กำลังสูงสุด 646 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 830 นิวตันเมตร เหนือกว่าซุปเปอร์คาร์บางรุ่นไฟไกลลิบ ตัวเลขสมรรถนะของ RS e-Tron GT เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.3 วินาที ส่วนรุ่น e-Tron GT มีกำลัง 530 แรงม้า แรงบิด 630 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.1 ส่วนราคานั้น Audi e-tron GT quattro 530 แรงม้า 630 นิวตันเมตร มีราคา 6,390,000 บาท Audi e-tron GT quattro Performance 530 แรงม้า 630 นิวตันเมตร ราคา 6,790,000 บาท และ Audi RS e-tron GT quattro 646 แรงม้า 830 นิวตันเมตร ราคา 9,490,000 บาท.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/




อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รถยนต์ไฟฟ้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารถไฟฟ้ารวมรถไฟฟ้าในไทยรถไฟฟ้า ราคาอาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:46 น.