มอเตอร์สปอร์ต หรือกีฬาท้าความเร็ว อยู่ใน DNA ของ MINI มาโดยตลอด แต่เรื่องราวของแบรนด์ John Cooper Works ต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในปี 1946 เมื่อ John Cooper เปิดบริษัท Cooper Car Company และสร้างรถแข่งคันแรกของตัวเอง ในโรงรถเล็กๆ ที่เมือง Surbiton ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน ในห้วงเวลาดังกล่าว การแข่งขันรถยนต์รายการใหญ่ระดับโลกอย่าง Formula 1 ในยุค 1950 เริ่มถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาลเข้ามาครอบครอง เพื่อโปรโมตสินค้าของตนเอง เงินจำนวนมากถูกทุ่มไปกับการพัฒนาตัวรถและเครื่องยนต์ จนทำให้ John Cooper หนึ่งในวิศวกรผู้ออกแบบและสร้างรถแข่ง ไม่สามารถที่จะต่อกรกับบริษัทเหล่านี้ได้ Cooper จึงเบนเข็มทิศ รวมถึงเปลี่ยนธุรกิจการแข่งขันรถยนต์ที่ตัวเองหลงใหลมาทั้งชีวิต โดยหันหลังให้กับวงการ Formula 1 แล้วเปลี่ยนไปเป็นการพัฒนาและสร้างรถยนต์แข่งขันในแบบ Road Car แทน จุดนั้นเองที่ทำให้จิตวิญญาณของรถ Mini John Cooper Works ถือกำเนิดขึ้นในโลกแห่งยนตรกรรม...

...

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง อู่ Cooper Car ที่ดำเนินธุรกิจการซ่อมรถยนต์และประกอบเครื่องยนต์ของรถแข่งพร้อมกับเฟรมตัวถัง โดย Charles Cooper ผู้พ่อ และ John Cooper บุตรชาย อู่ Cooper นี้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถแข่ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นสองพ่อลูกตระกูล Cooper ได้ร่วมอยู่ในกองทัพอังกฤษในฐานะช่างซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของกองทัพ เมื่อสงครามสงบพวกเขาก็เลยมีอะไหล่ของเครื่องยนต์จำนวนมากที่กองทัพต้องโละทิ้งเนื่องจากหมดความจำเป็นในการใช้งาน

หลังจากนั้นไม่นานนัก รถแข่งแบบที่นั่งเดี่ยวคันแรกก็ถือกำเนิดขึ้นในอู่ Cooper โดยเริ่มจากเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์ ส่งผ่านกำลังด้วยโซ่ไปที่ล้อ รถยนต์ของพวกเขาสร้างขึ้นเพื่อการแข่งเท่านั้นธุรกิจของพวกเขาก็คือ เอารถออกไปแข่งวันอาทิตย์ เมื่อแข่งชนะแล้วก็ขายรถที่ชนะการแข่งออกไปได้ในวันจันทร์ เสร็จแล้วก็กลับมาสร้างรถคันใหม่ต่อไปทีละคันเพื่อความอยู่รอด และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หลังจากคว้าชัยชนะได้บ่อยครั้งในสนามแข่งรถ Cooper จึงนำเครื่องยนต์ของรถแข่งที่ในสมัยนั้นจะวางอยู่ด้านหน้าของคนขับ ด้วยแนวคิดที่แปลกแยก Cooper เอาเครื่องยนต์ตัวเดียวกันนี้ไปวางทางด้านหลัง และทำการสร้างเฟรมรถแข่งที่มีแท่นเครื่องอยู่ด้านหลังเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมให้ดียิ่งขึ้นเมื่อขับเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูง

...

การวางเครื่องยนต์เอาไว้ด้านหลังแบบ Real Engine ของสองพ่อลูก Cooper กลับกลายเป็นความนิยมขึ้นมาอย่างทันที การออกแบบเฟรมตัวถังรถแข่งของพวกเขาได้ผลดีเยี่ยมในการแข่งขัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถรุ่น Cooper 500 ก็เริ่มได้รับความสนใจจากนักแข่งคนอื่น Bernie Ecclestone เจ้าของกิจการผู้จัดแข่งฟอร์มูลาวันคนปัจจุบัน ตอนนั้นยังเป็นนักแข่งอายุน้อยคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าของ Cooper ด้วย จากนั้นการวางเครื่องหลังคนขับกลายเป็นการปฏิวัติวงการรถแข่งครั้งยิ่งใหญ่ และยังคงถูกนำมาใช้กันจนถึงทุกวันนี้ในรถแข่ง Formula 1 เมื่อประสบความสำเร็จในระดับ Formula 3 แล้ว ทีม Cooper ก็ขึ้นสู่การแข่งขัน Formula 1 เทคโนโลยีรถแข่งที่นั่งเดี่ยว Single-Seaters ของพวกเขาได้รับความเชื่อถือในประสิทธิภาพ และถูกนำไปใช้โดยทีมแข่งรถระดับโลก เช่น Lotus, BRM รวมถึงทีมแข่งยักษ์ใหญ่ของโลกแห่งความเร็วอย่างทีม Ferrari อีกด้วย

...

มือจูนเครื่องดีๆ ก็มักจะประสบอุบัติเหตุจากการทดสอบรถที่ตัวเองลงมือปรับแต่งด้วยตัวเอง ทีม Cooper พบกับปัญหาใหญ่ เมื่อรถแข่งที่ขับโดย John Cooper ผู้ลูก เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงบนถนนในปี 1963 จนตัวของ John ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็รอดมาได้ ต่อมาในปี 1964 Charles Cooper ผู้พ่อได้สิ้นชีวิตลง ทำให้ John Cooper ต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ โดยไม่มีพ่อมาคอยช่วยเหลืออีกแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ของการแข่งขันรถยนต์รายการระดับโลกอย่าง Formula 1 ในปลายยุค 1950 เริ่มถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาลเข้ามาครอบครองเพื่อโปรโมตสินค้าของตนเอง เงินจำนวนมากถูกทุ่มไปกับการพัฒนาตัวรถและเครื่องยนต์จนทำให้ John Cooper หนึ่งในวิศวกรผู้ออกแบบและสร้างรถแข่ง รวมถึงลงทำการแข่งด้วยตนเองไม่สามารถที่จะต่อกรกับบริษัทเหล่านี้ได้ Cooper หันหลังให้กับวงการ Formula 1 ด้วยการขายทีมแข่ง Cooper Formula 1 team ออกไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นการพัฒนาและสร้างรถยนต์แข่งขันในแบบ Road Car แทน ณ จุดนั้นเองที่ทำให้จิตวิญญาณของรถ Mini John Cooper Works ถือกำเนิดขึ้น ทุกอย่างการแข่งรถ F1 จึงจบลงด้วยสถิติการแข่ง 9 ปี 129 เรซ, ครองตำแหน่งชนะเลิศมากถึง 16 ครั้ง

...

เมื่อ John Cooper ก้าวเท้าเข้าสู่วงการ Road Car เขาใด้พยายามชักจูงให้ผู้คิดค้นรถยนต์ Mini ชื่อ Sir Alec Issigonis ทำการสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงเพื่อส่งลงแข่ง แม้แต่ตัวของ Sir Alec เองก็ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้ John Cooper ชอบรถเล็กที่ใช้งานได้จริงอย่าง MINI และเล็งเห็นว่า ถ้านำมาปรับแต่งก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถได้อีกมาก หลังจากช่วยกันสร้างรถ Mini ในปริมาตรความจุของเครื่องยนต์ต่างกันเพื่อทดสอบ ช่วงเวลาแห่งความพยายามก็ตามมาด้วยความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการทำรถ Mini Cooper Works เครื่องยนต์ 91 แรงม้า และส่งลงทำการแข่งขันในรายการ Rally Monte Carlo โดยสามารถคว้าชัยชนะเหนือรถแข่งของคู่ต่อสู้ ทั้งจากเยอรมนีและอิตาลีได้อย่างราบคาบ รถ Mini Cooper ขึ้นสู่แท่นสูงสุดของโพเดียมในรายการ Monte Carlo ถึงสี่ครั้ง จากปี 1964 ถึงปี 1967 ถึงแม้ว่าในปี 1966 Mini Cooper จะถูกตัดสิทธิ์การลงทำการแข่งขันโดย F.I.A หรือสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติเนื่องจากมันใช้ไฟหน้าที่ผิดกติกา แต่หลายๆ คนในวงการแข่งรถของยุคนั้นก็รู้ดีว่ามันเป็นข้อกล่าวหาที่ตลกสิ้นดี หรืออาจมีทีมแข่งดังของยุโรปนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนกับคณะกรรมการเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันของรถแข่งในทีมแข่งของตน ที่กลัวว่าจะเสียหน้า ถ้าหากแพ้รถยนต์คันเล็กจิ๋วจากอังกฤษ

ก่อนที่รถ Mini Cooper Works Monte Carlo Rally 1964 จะลงไปวาดลวดลายในสนามแข่งระยะไกล และได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ ช่วงเวลาในอดีตกับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง Sir Alec Lssigonis และ John Cooper เป็นไปด้วยดี เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็ชอบเครื่องยนต์กลไก การออกแบบและสร้างรถยนต์ รวมถึงการแข่งขันที่มีถ้วยรางวัลและชื่อเสียงเป็นผลพลอยได้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ John Cooper มีส่วนร่วมสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนารถ Mini ตั้งแต่เริ่มแรก รถเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นในปี 1961 จนถึงปี 1971 ผู้บริหารของบริษัทออสติน จึงตัดสินใจยุติสายการผลิตลง แต่เนื่องจากจำนวนของรถ Mini Cooper ที่มีอยู่อย่างมากมายทั่วโลก ความต้องการอะไหล่และอุปรณ์ตกแต่งยังคงมีอยู่ ทำให้ John Cooper คิดผลิตอุปกรณ์เพิ่มกำลังของเครื่องยนต์เพื่อออกจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่มีความนิยมในตัวรถ Mini สูงมากที่สุดในเอเชีย

หลังจากบริษัท Rover เข้าควบรวมกิจการของ Austin ค่ายรถ Rover Group ได้ติดต่อไปยังอู่ Cooper เพื่อให้ออกแบบและนำอุปกรณ์ชุดปรับแต่งเครื่องยนต์และช่วงล่างเข้ามาขายในอังกฤษ เพื่อนำมันหวนกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิด และเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่รถยนต์เล็กๆ รุ่นนี้เคยสร้างไว้ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบของทวีปยุโรป จากการมองเห็นช่องทางในการทำตลาดกับรถยนต์ขนาดจิ๋ว Rover Group จึงนำเอาโครงการรถ Mini ออกมาปัดฝุ่น และผลิตออกจำหน่ายอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1990

ช่วงเวลาถัดจากนั้นในปี ค.ศ.1999 เมื่อค่ายรถหรูจากเยอรมนี BMW ซื้อกิจการและแบรนด์ MINI ต่อจาก Rover Group สำนักแต่งรถของ John Cooper จึงได้รับมอบงานให้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจทั้งหมดของวิศวกรรมโครงสร้างในตัวรถ Mini อย่างละเอียดให้กับช่างและวิศวกรของ BMW เพื่อเริ่มต้นโครงการรถ New Mini ทีมช่างและวิศวกรของค่ายใบพัดสีฟ้าจากเยอรมนีที่เข้ามาดูแลโครงการใหม่นี้เต็มไปด้วยนักออกแบบหัวก้าวหน้า และวิศวกรจักรกลชั้นเยี่ยมของ BMW แทบทั้งสิ้น ทั้งหมดถูกส่งเข้ามาเพื่อดูแลในเรื่องของช่วงล่างแบบใหม่ และการผลิตอุปกรณ์เสริมแชสซีส์ก็เป็นหน้าที่ของสำนักแต่ง John Cooper รวมไปถึง Michael Cooper บุตรชายของ John Cooper ก็ถูกของร้องให้เข้าไปร่วมงานในการสร้างรถ New Mini 

วันที่ 24 ต.ค. ปี ค.ศ.2000 John Cooper ในวัย 77 ปี เสียชีวิตลงเนื่องจากโรคประจำตัว ทิ้งผลงานการออกแบบและสร้างรถยนต์ชั้นเยี่ยมให้กับ Michael Cooper รับหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์ของบริษัท John Cooper Works ต่อไป ความยิ่งใหญ่ในวงการรถยนต์ของอังกฤษที่ John Cooper ได้ทำไว้ทั้งหมด ทำให้เขายังคงมีอำนาจในการถือครองบริษัทถึงแม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ต่อมาในปี 2003 BMW Mini เซ็นสัญญาร่วมกับบริษัท Cooper Works เพื่อผลิตอุปกรณ์ตกแต่งตัวถังและเครื่องยนต์สำหรับรถ Mini Cooper และ Cooper S ซึ่งลูกค้าที่ซื้อรถ Mini จากบริษัท BMW สามารถเลือกซื้อชุดแต่งได้จากสำนักงานของ Cooper Works ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก หลังจากนั้นบริษัท John Cooper Works ได้ส่งรถยนต์ Mini Cooper Racing เข้าร่วมในการแข่งขัน Nurburgring 24 Hour Race รถ Mini Cooper Racing ที่ลงทำการแข่งขันในครั้งนี้เป็นรถแข่งจากสำนัก Cooper Works หลังจากที่มันห่างหายไปจากสนามแข่งนานกว่า 40 ปี

MINI รุ่นพิเศษ John Cooper Works โมเดล 2020 มาพร้อมกับเรือนร่างของรุ่น 3 ประตู Hatch และเครื่องยนต์ตัวใหม่ในรหัสร้อนละลายตับ MINI TwinPower Turbo B48 เป็นความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาสานต่อความสำเร็จของ MINI John Cooper Works ในอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงด้านการควบคุมและความสามารถในการวิ่ง JCW คันล่าสุดจาก MINI ภายใต้ร่มเงาของ BMW Group มีความเปลี่ยนแปลงพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับ JCW R56 รุ่นที่ผ่านมา มันคือ John Cooper Works ในรูปแบบแฮตชแบค 3 ประตูขนาดกะทัดรัดพร้อมรหัสตัวถังใหม่ในเวอร์ชั่น F56 ซึ่งถือเป็น Cooper ที่แรงสุดกู่ตั้งแต่คลอดออกมาจากโรงงานในประเทศอังกฤษ จะมีแรงกว่าก็แค่ MINI GP ที่ขายหมดไปนานแล้วตั้งแต่การเปิดรับจองเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง 

หนูเล็กเด็กแสบ เป็นของเล่นคนรวยคันใหม่ ราคา 3,418,000 บาท มาพร้อมกับชุดแต่งแอร์โรพาร์ทจาก JCW และขุมกำลัง 2.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นอย่างดี ด้วยมุมมองภายนอกที่มีความแตกต่างจาก Cooper S F56 ไล่เรียงจากไฟหน้า LED พร้อมระบบไฟอัตโนมัติ  Adaptive LED สปอยเลอร์หน้า John Cooper Works แก้มข้างแปะตราสัญลักษณ์ John Cooper Works ล้ออัลลอยด์ลายใหม่ Mini JCW 18" John Cooper Works Cup Spoke, 2-tone ใส่ยางซิ่งแก้มเตี้ยสุดๆยี่ห้อ Pirelli รุ่น Cinturato P7 Performance All Season Tire specifically Designed for the JCW ไซส์ 205/40R18 คาร์ลิปเปอร์เบรกแบบ 4 พอตขนาดบิ๊กบึ้มที่ล้อหน้าจาก Brembo พ่นสีแดงแปร๊ดแสบจิต กับจานเบรกหน้าทำจากเหล็กหล่อขนาด 330 มิลลิเมตร พร้อมหลังคาแบบพาโนรามิกซันรูฟสองชิ้นที่คลุมเต็มผืนหลังคาด้วยกระจก

กรอบกระจกมองข้าง-หลังคา และวิงหลังดักอากาศสีแดง บ่งบอกถึงความเป็น MINI ที่ไม่ธรรมดา สีตัวถังเบอร์พิเศษ Rebel Green เป็นสีเขียวขี้ม้าคล้ายกับสีเขียว British Racing Green สีคลาสสิกยอดนิยมสำหรับนักเลง MINI ตัวจริง ฝากระโปรงหน้าคาดด้วยสติกเกอร์สีดำตัดเส้นสีแดง ไฟท้าย LED แบบใหม่สไตล์ธงอังกฤษ กันชนหลัง John Cooper Works ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย ท่อระบายท้ายแบบลูกซองแฝดติดตั้งอยู่กึ่งกลางใต้กันชนหลัง สำหรับมิติตัวถังของ MINI John Cooper Works 2020 มีขนาดความกว้าง 1,727 มิลลิเมตร ยาว 3,874 มิลลิเมตรและสูง 1,414 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 143 มิลลิเมตร ระยะห่างดุมล้อหน้า-หลัง 2,495 มิลลิเมตร ความกว้างฐานล้อหน้า-หลังมีตัวเลขเท่ากันที่ 1,485 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,280 กิโลกรัม ถังเชื้อเพลิงความจุ 44 ลิตร

ภายในของ John Cooper Works ใช้โทนสี และการตกแต่งที่แตกต่างจาก Cooper S F56 เริ่มจากเบาะแบบสปอร์ตที่ใช้วัสดุห่อหุ้มถึงสามแบบ เบาะ JCW ปรับมือไม่มีระบบเบาะปรับไฟฟ้า เบาะแบบสปอร์ต หุ้มด้วยหนัง Alcantara สลับหนังแท้สีดำ และผ้าสีแดงเย็บหุ้มขอบตัวเบาะโชว์ความประณีต ใต้พนักพิงศีรษะของตัวเบาะประทับตราสัญลักษณ์ John Cooper Works เพื่อความต่างระหว่าง Cooper S และ Cooper JCW เบาะคู่หน้าที่ใช้กลไกการปรับตั้งด้วยมือเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ 

แผงแดชบอร์ดขึ้นรูปด้วยยางโพลียูรีเทนหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง มีราคาแพงกว่าแดชบอร์ดแบบพลาสติกฉีดขึ้นรูป แดชบอร์ดยางห่อหุ่มด้วยหนังเทียม มีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียง ช่วยทำให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น แดชบอร์ดของ John Cooper Works 2016 ยังมีชิ้นงานพลาสติกดำเงาเดินเส้นคาดอยู่ตรงกลาง เป็นชิ้นงานตกแต่งของ JCW ที่แปลกแยกจาก Cooper S F56 อย่างชัดเจนด้วยงานประดับประดาที่ส่งถ่ายตัวตนความเป็นสปอร์ตคาร์ที่ไม่เหมือนกับ MINI ในรุ่นอื่น

พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนังแท้เย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดง ก้านวงประทับตรา John Cooper Works พร้อมสวิตช์สั่งงานระบบโทรศัพท์บลูทูธ สวิตช์ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และปุ่มควบคุมเครื่องเสียง แป้น Paddle Shift ขนาดกะทัดรัดติดตั้งที่ด้านหลังอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะในการใช้นิ้วกดเพื่อเปลี่ยนอัตราทด ขนาดที่พอดิบพอดีของวงพวงมาลัยพร้อมร่องกริ้บที่บริเวณนิ้วออกแบบมาเพื่อความกระชับรัดกุมทำให้ยึดจับได้อย่างมั่นคง

ห้องโดยสารออกแบบให้มีพื้นที่ความกว้างที่เพิ่มขึ้น มอบความสบายสำหรับผู้โดยสารและคนขับ ส่วนเบาะหลัง เหมาะกับเด็กเล็ก หรือผู้ใหญ่ท่ีมีรูปร่างเล็ก แต่ไม่เหมาะกับการนำตัวคนสูงโย่งหรือตัวใหญ่เป็นหมีแพนด้าลงไปนั่ง ที่นั่งด้านหน้าปรับด้วยมือ ไม่มีเบาะไฟฟ้า!! ตำแหน่งการปรับทำออกมาได้ครอบคลุมทุกสรีระของผู้ขับ แม้จะมีการเพิ่มพื้นที่เบาะโดยสารด้านหลังมากกว่าเดิมถึง 23 มิลลิเมตร เบาะหลังก็ยังมีพื้นที่วางเท้าคับแคบอยู่ดี ภายในที่ถูกขยับขยาย สร้างความรู้สึกโปร่งโล่งให้ผู้โดยสารตอนหน้า มากกว่าจะนั่งสบายในเบาะหลัง พื้นที่ช่วงไหล่และพื้นที่วางขาที่เพิ่มมากขึ้น เบาะหลังออกแบบให้พับแยกได้แบบ 60:40 สำหรับช่องเก็บสัมภาระที่กระโปรงหลังเพิ่มความจุมากขึ้น 51 ลิตร รวมเป็น 211 ลิตร เพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ

หัวใจสำคัญของการออกแบบและใช้งานระบบมัลติมีเดียและอินโฟเทนเมนท์ หน้าจอแสดงผล และคอนเซปต์การทำงานรูปแบบใหม่บนแผงหน้าปัดบริเวณแกนพวงมาลัย ด้วยหน้าปัดดีไซน์วงกลมสไตล์ MINI แสดงผลความเร็วอัตราเร่ง และปริมาณน้ำมัน หน้าจอแสดงผล (จอภาพมอนิเตอร์กลาง) แบบใหม่สั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่หน้าจอ หรือจะควบคุมผ่านแป้นบริเวณข้างซุ้มเกียร์ จอภาพขนาด 8.8 นิ้ว มีการทำงานที่เชื่อมโยงกับแป้นควบคุมทรงกลม ออกแบบคล้ายกับ iDRIVE ของ BMW โดยมีการปรับปรุงให้สามารถเข้า หรือออกจากเมนูหลักได้ง่ายขึ้น หน้าปัดวัดความเร็วพร้อมมาตรวัดรอบเครื่องยนต์อยู่ตรงหน้าคนขับ ภายในมาตรวัดความเร็วแปะตราสัญลักษณ์ John Cooper Works คอยบอกคนขับไม่ให้หลงลืมว่ากำลังควบตัวแรงไซส์จิ๋ว ส่วนจอแสดงผลกลางมีการออกแบบใหม่โดยล้อมกรอบจอภาพด้วยหลอดไฟ LED ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสีของหลอดไปตามสถานะต่างๆ เช่น การเร่งหรือลดเสียงเพลง บอกสถานะการทำงานของเครื่องยนต์ หลอด LED ที่ล้อมกรอบจอมอนิเตอร์ส่วนกลางยังเชื่อมต่อการทำงานกับเซนเซอร์ที่ใช้ในการกะระยะถอยหลัง คอยแจ้งเตือนคนขับเมื่อถอยเข้าใกล้กับวัตถุกีดขวางด้วยแสงไฟสีแดง สำหรับหน้าจอแสดงผลส่วนกลางที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ยังมีการดีไซน์ให้เจ้าของรถสามารถเลือกการแสดงผลในฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ โดยที่ MINI John Cooper Works มาพร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว แสดงผลที่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นการทำงาน และสภาวะของการปรับตั้งระบบต่างๆ ของรถ สาระความบันเทิง การเชื่อมต่อ MINI Connected สำหรับฟังก์ชั่นดังกล่าว มีระบบควบคุม MINI Touch Controller ที่ทำงานโดยใช้ระบบสัมผัสปลายนิ้วลงไปบนแป้นควบคุม เพื่อให้ผู้ขับสามารถป้อนข้อมูลได้จากการเขียนด้วยนิ้วมือลงบนปุ่ม Controller ได้โดยตรง MINI Touch Controller ลอกเลียนการทำงานที่มีความเสถียรของ BMW iDRIVE จอภาพควบรวมการทำงานและการปรับตั้งค่าต่างๆของรถ รวมถึงระบบนำทางด้วยดาวเทียม กล้องมองหลังพร้อมเซนเซอร์และเส้นระนาบในการกะระยะ การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาต่างๆ และการแสดงผลของระบบขับเคลื่อน ระบบช่วยเหลือฉุกเฉินและอื่นๆอีกเพียบ! 

เทคโนโลยีหลอด LED แบบใหม่ล่าสุด สามารถเปลี่ยนสีไฟรอบวงแหวนหน้าปัดเพื่อแสดงผลตามสถานะต่างๆ ของการขับใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนน หรือการทำงานของฟังก์ชันตามความพอใจของผู้ขับ เช่น ระบบควบคุมระยะการจอด (PDC) ทำงาน วงแหวนไฟเรืองแสงแบบ LED ที่เป็นลูกเล่นใหม่ของ New MINI จะแสดงระยะห่างระหว่างรถกับสิ่งกีดขวางด้านหลังรถ ด้วยการแสดงผลในสีต่างๆ ตามระยะความใกล้กับสิ่งกีดขวางหลังรถ ได้แก่ สีเขียว เหลืองหรือแดง นอกเหนือจากการแสดงผลกราฟิกบนหน้าจอ รวมถึงการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่สามารถเห็นได้จากสีต่างๆ ได้แก่ สีเขียว สีส้ม หรือสีแดง นอกจากนี้หน้าจอแบบใหม่ล่าสุดของ New MINI ยังแสดงไฟสถานะสำหรับแนะนำเส้นทางของระบบแผนที่นำทาง MINI Navigation ใน MINI John Cooper Works 2020 เมื่อรถเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้น แถบไฟบนวงแหวนก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย โดยเทคโนโลยีแผนที่นำทาง MINI Navigation พร้อมให้ใช้งานแล้วเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรถรุ่นสูงสุด MINI Cooper John Cooper Works 


MINI Cooper John Cooper Works มีโหมดขับเคลื่อน 3 รูปแบบ

เริ่มจากโหมดต่ำสุด Green Mode หรือโหมดประหยัด คันเร่งถูกปรับให้มีความยืดหยุ่นสูงกว่าโหมดอื่นๆ รวมถึงการทำงานของเกียร์ออโต 6 สปีด ที่ไหลขึ้นไปสู่เกียร์สูงอย่างรวดเร็วเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ พร้อมด้วยการทำงานของระบบ Auto Start/Stop เมื่อจอดรอสัญญาณไฟ

โหมดมาตรฐาน เมื่อทำการสตาร์ตเครื่องยนต์ จะเข้าสู่ Mid Mode เจ้า John Cooper Works F56 กับ Mid Mode เมื่อคุณกดปุ่นสตาร์ตมันจะเข้าฟังก์ชันการใช้งานโหมดนี้โดยอัตโนมัติ Mid Mode คันเร่งตอบสนองได้ดีกว่า Green Mode รวมถึงเกียร์ที่วางโปรแกรมของอัตราทดที่มีความสอดคล้องกับการขับใช้งานทั่วๆ ไป ทั้งการขับใช้งานในเมือง หรือขับออกทางไกล การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ว่องไวกว่าโหมดต่ำสุดหรือ Green Mode อย่างเห็นได้ชัด

โหมดสุดท้าย หรือโหมดสูงสุด Sport Mode ECU ที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังจะปรับเข้าสู่การตอบสนองที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น อัตราทดของเกียร์จะคาอยู่ในเกียร์ 3-4 ด้วยคาบเวลาที่นานกว่าโหมดอื่นๆ เพื่อเรียกแรงบิดสำหรับการสร้างอัตราเร่งที่ว่องไวสุดๆ สมองกลไฟฟ้าที่ควบคุมโหมดขับเคลื่อนถูกโปรแกรมด้วยความชาญฉลาด เมื่อผู้ขับเลือกโหมดสุดท้ายหมายถึงการท้ารบอย่างเต็มที่ Sport Mode ยังช่วยลดตำแหน่งของเกียร์ เมื่อผู้ขับถอนเท้าออกจากคันเร่ง นับเป็นโหมดที่ใช้ขับเร็วๆ ได้ดีที่สุด รวมถึงเป็นโหมดที่เหมาะสมกับการขับในสนามแข่งรถอีกด้วย

หัวใจของความแรง คือเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่เทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo เป็นขุมกำลังแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบวางตามขวางขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าขนาด 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี 4 วาล์ว ต่อ 1 กระบอกสูบ กำลัง 231 แรงม้า ที่ 5,200-6,000 รอบต่อนาที มากกว่า MINI John Cooper Works R56 รุ่นที่แล้ว 10% แรงบิดสูงสุดที่ได้รับจากเครื่องยนต์ขนาดกะทัดรัดทำได้ถึง 320 นิวตันเมตร!! มากกว่า JCW รุ่นเก่าถึง 23% ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ส่วนสมรรถนะด้านอัตราเร่ง เจ้า JCW 2016 สามารถทะยานจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียงแค่ 6.1 วินาที (รุ่นเกียร์อัตโนมัติ) ส่วน JCW 2016 เวอร์ชั่นเกียร์แมนนวลนั้นมีตัวเลขอัตราเร่งที่ 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุดหากมีถนนที่ยาวและโล่งมากพอ มันจะไหลไปได้ถึง 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ช่วงล่างของ John Cooper Works ที่ต้องรับมือกับกำลัง 231 แรงม้า มีการปรับจูนให้สอดคล้องกับย่านของกำลังมาเป็นอย่างดีเพื่อส่งถ่ายความมั่นใจเมื่อทำความเร็ว ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช็กอัพและกันโครง ชิ้นส่วนบางชิ้นของช่วงล่างด้านหน้าหล่อขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียม เพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง ส่วนช่วงล่างหลังเป็นแบบมัลติลิงก์พร้อมชิ้นส่วนอัลลอยด์เหมือนช่วงล่างด้านหน้า สปริงมีค่าความแข็งมากกว่า MINI Cooper S เนื่องจากต้องรับมือกับแรงบิด 320 นิวตันเมตรที่ปลดปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ ชุดบังคับเลี้ยวใช้พวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันน้ำหนักไปตามโหมดของการขับเคลื่อนและความเร็ว พวงมาลัยแรคแอนพีเนียนติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า แปรผันน้ำหนักกับกลไก Servotronic function สำหรับโปรแกรมควบคุมการทรงตัวพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเบรก เช่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Hydraulic 2-circuit brake system with anti-lock brakes (ABS), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic brake force distribution (EBD) and Cornering Brake Control (CBC), ระบบควบคุมการทรงตัว Dynamic Stability Control (DSC) with brake assistant, ระบบขึ้น-ลงทางลาดชัน หรือเส้นทางภูเขา Hill start assistant และตัวช่วย brake dry function, Fading Brake Support, Dynamic Traction Control (DTC), Electronic Differential Lock Control (EDLC) and Performance Control. Handbrake impacts mechanically on rear wheels

MINI ภายใต้การกำกับดูแลของ BMW Group นั้นมียอดขายที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากรูปลักษณ์และเทคโนโลยีใหม่ ความสามารถในการควบคุม ความสนุกสนานหลังพวงมาลัย ด้วยรูปแบบภายในภายนอกที่แตกต่างจากรถเล็กแบรนด์หรูอื่นๆ ผู้บริหารของ BMW พยายามปรับภาพลักษณ์เพื่อทำให้มันมีความโดดเด่น และสามารถครองความเป็นเจ้าในตลาดรถเล็กระดับบน รุ่น John Cooper Works เป็นรถ MINI รุ่นที่ถูกคาดหวังมากที่สุดจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา และตำนานในสนามแข่งที่ JCW สามารถเอาชนะรถคันโตพลังสูงได้อย่างราบคาบก่อนที่จะถูกตัดสิทธ์ลงทำการแข่งขัน เนื่องจากไฟสปอร์ตไลท์ผิดกฎ!!! ปี 2020 กับ MINI John Cooper Works ภายใต้ร่มธงของ MINI Thailand เจ้า JCW คือรถทดสอบที่ผมอยากขับมากที่สุดอีกคันหนึ่งต่อจาก Mercedes Benz CLA35 AMG และ Audi TT นับเป็นรถเล็กในดวงใจของใครหลายคน รวมถึงบรรดาแฟนคลับของ MINI ที่เฝ้ารอแต่รุ่น John Cooper Works โดยไม่สนใจ MINI รุ่นอื่นแม้แต่น้อย ความพิเศษของมันนอกจากสีเขียว Rebel Green ซึ่งเป็นเบอร์สีเฉพาะสำหรับ JCW เท่านั้น ทรงที่ค่อนข้างอวบอ้วนและสั้นกระชับจากฐานล้อสไตล์โกคาร์ทคล้ายกับ Cooper S F56 หากคุณไม่ใช่คนที่บ้ารถ MINI ก็ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างรถ MINI ทั้งสองเวอร์ชั่น

ห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกเหมือนร้านขายของเล่นเจ๋งๆ จากอุปกรณ์แนวๆ ที่ละลานตาเรียกร้องความสนใจอยู่ตรงหน้า เจ้า John Cooper Works รุ่นล่าสุด มีเบาะที่ปรับได้เตี้ยราวกับรถแข่ง พวงมาลัยหุ้มหนังแท้จับได้กระชับมือ แต่ไม่นิ่มเท่ากับพวงมาลัย M ใน 118i M-Sport กดปุ่มสตาร์ท เครื่องยนต์ 2 ลิตร เทอร์โบติดตัวเองขึ้นมาพร้อมเสียงการทำงานในรอบเดินเบาที่เจ้าของรถ MINI ทุกคนสามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์ใน Cooper S F56 และ John Cooper Works ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน การปรับปรุงท่อทางเดินของระบบระบายไอเสียใหม่พร้อมกับ Popping noise สร้างความแตกต่างระหว่างรถทั้งสองรุ่นของ MINI ได้อย่างชัดเจน โหมดขับเคลื่อนต่ำสุด Green Mode ถูกผมปรับข้ามไปเป็นโหมดกลางๆ อย่าง MID Mode ไหนๆ ก็เป็น MINI รุ่นแพงสุด แรงสุดอยู่แล้ว จะมาให้นั่งขับย่องๆ หยอดๆ ด้วยโหมดประหยัดเหมือนกับการดูถูกความสามารถและประสิทธิภาพของมันมากไปหน่อย ผมแน่ใจได้เลยว่าคนที่ควักเงิน 3.5 ล้านบาทเพื่อแลกกับรถเล็กบ้าพลังอย่าง JCW สนใจแต่เรื่องอัตราเร่ง และความสามารถในการวิ่งของมันมากกว่าตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอย่างแน่นอนที่สุด

ถนนลาดยางแคบๆ แต่โล่ง ลัดเลาะจากอำเภอเลาขวัญไปจนถึงองคต กับการขับ MINI รุ่นแรงสุด สร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อย ความเร็วเพิ่มขึ้นมาอีกนิดเมื่อผมเริ่มเรียนรู้นิสัยใจคอของมันได้ดีขึ้น Mid Mode มีคันเร่งที่ไวแต่ก็ยังไม่ไวเท่ากับ Sport Mode การเร่งความเร็วเพื่อแซงรถช้าทำได้อย่างใจนึก คันเร่งที่ตอบสนองได้ดี แทบจะไม่มีอาการรอรอบ จากการปรับการทำงานของเทอร์โบแปรผัน Twin Scroll Turbocharger ให้ทำงานอย่างรวดเร็ว ปราศจากอาการหน่วง ทำให้ต้องระวังให้ดีหากคิดจะปล่อยม้ากันแบบหมดคอกหมดฝูง เป้าหมายการยกระดับความสามารถของตัวรถให้มากกว่า Cooper S F56 ทำให้ JCW กลายเป็น MINI ที่แตกต่างจากพี่น้องร่วมสายพันธุ์ในทุกองคาพยพ 

ประเด็นหลักของความสามารถคือการปรับจูนเครื่องยนต์ 2 ลิตรเบนซินเทอร์โบให้มีความรุนแรงมากว่า ช่วงล่างรัดตรึงแน่นตึบเหมือนเชือกที่ถูกขึงจนตึงให้ความรู้สึกถึงความโหดดิบ แม้จะไม่แข็งโป็กเหมือน MINI Cooper Coupe แต่ก็ไม่มีสัมผัสของคำว่าโอนอ่อนผ่อนคลายโผล่มาให้ เครื่องยนต์ B48 แบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ วางตามขวางขับเคลื่อนล้อหน้าส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่คันเร่งถูกกระหน่ำจมมิดลงบนพรมปูพื้น แรงดึงหนักหนาสาหัสและต่อเนื่องยาวนาน เป็นการปลดปล่อยตัวเองจากความซ้ำซากจำเจ เมื่อขับไปได้ไม่นานความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงพลังที่แตกต่างจาก Cooper S จากความยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ผ่านการควบคุมทิศทางด้วยชุดบังคับเลี้ยวแบบ Servotronic function

John Cooper Works เป็นรถเล็กบ้าพลังที่ชอบยั่วยุให้ลงคันเร่งอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา คล้ายเด็กเล็กจอมเกเรที่พร้อมอาละวาดไปทั่ว เสียงระเบิดปึงปังเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเครื่องยนต์ถูกลากรอบจนสุด จังหวะเปลี่ยนจากเกียร์ 1 ไปยังเกียร์ 2 Popping noise ที่วิศวกรของ BMW ยัดใส่มาให้สร้างความครื้นเครงไม่น้อย คล้ายกับเสียงระเบิดออกจากปลายท่อของ BMW M135i หรือแม้แต่ Audi TTS มันเป็นรถสปอร์ตคันเล็กที่เสฟติดการระเบิดพลังงานมอบความต่อเนื่องของกำลังในรูปแรงบิด ไม่ว่าคุณจะต้องการหรือไม่ เจ้า JCW จะจัดให้อย่างเต็มที่เมื่อคันเร่งถูกกดจนมิด Cooper S และ John Cooper Works รุ่นเก่าเป็นรถเล็กที่ดีมากทำให้ความคาดหวังทั้งหมดทั้งปวงตกอยู่กับเจ้า JCW คันใหม่ไปโดยปริยาย หากทำออกมาได้แค่ครึ่งๆกลางๆ คงไม่สามารถที่จะสานต่อความสำเร็จของ JCW ในอดีตได้ จุดนี้ถือว่าสอบผ่านแบบไร้ข้อกังขา

รูปลักษณ์ที่เอาจริงเอาจัง และการเร่งความเร็วของ Cooper JCW เมื่อได้ลองขับ  คุณจะชอบความรู้สึกหลังพวงมาลัยที่มันพยายามส่งมอบให้ JCW เป็นรถเล็กที่โคตรจะคล่องแคล่ว และมีความทันสมัยในเทคโนโลยีใหม่ของระบบส่งกำลัง สัมผัสแบบเก่าๆ เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากประสิทธิภาพของ MINI TwinPower Turbo ผสานการทำงานของพวงมาลัยไฟฟ้า Servotronic function พร้อมช่วงล่างแน่นๆ อัตราทดของพวงมาลัยในย่านความเร็วสูงมอบความแน่นอนแม่นยำไปตลอดทาง ฐานล้อสั้นทำให้ต้องระวังไม่สะบัดพวงมาลัยเมื่อต้องการเปลี่ยนช่องทางแบบกะทันหัน การอัดเจ้า JCW ไปตามทางหลวงชนบทด้วยพลัง 231 แรงม้าพรัอมช่วงล่างที่มีทั้งความแน่นและความยืดหยุ่นที่สูงกว่า MINI ทุกเวอร์ชั่นคือความสุขทางใจของพวกบ้ารถอย่างแท้จริง

โหมดสูงสุด Sport Mode บนเส้นทางจากหนองปรือมุ่งหน้าไปยังลำตะเพิน เจ้า John Cooper Works ส่งมอบความรู้สึกโหดร้ายในโหมดสูงสุดออกมาทันที มันคือสัมผัสที่ผสมปนเปกันระหว่างความตื่นเต้นระทึกใจที่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว เครื่องเบนซินเทอร์โบเดี่ยวโดดๆ จัดแรงบิด 320 นิวตันเมตรจากย่าน 1,250-4,800 รอบต่อนาทีผ่านเกียร์ 6 สปีดแจ่มๆ ด้วยแรงดึงที่กดร่างคนขับให้จมลงไปในเบาะอย่างง่ายดาย อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 6.1 วินาทีของ JCW เวอร์ชั่นเกียร์ออโต้หมดห่วงสำหรับขาแรงที่เป็นกังวลในเรื่องแรงฉุดลาก หากมีทางตรงยาวมากพอ เจ้าหมอนี่จะพาคุณทะยานไปจนถึง 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเวลาเพียงแค่แวบเดียว ระวังให้ดีเพระฐานล้อมันสั้น และไม่เหมาะกับการสบัดพวงมาลัยแรงๆ เมื่อห้อมาเต็มเหนี่ยว เครื่องยนต์สำแดงประสิทธิภาพออกมาทันทีที่คุณคาอยู่ในโหมดขับเคลื่อนสูงสุด รวมถึงเกียร์ออโต 6 สปีดก็ยังทำหน้าที่ได้ดีทั้งไหลลื่นและสอดรับกับความเร็วรวมถึงอัตราทดของเกียร์ที่คล้องจองกับเส้นทางที่ผมขับผ่าน

เกียร์ 8 สปีด ลูกใหม่ ใช้ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ที่ถูกปรับให้ทนทานต่อแรงบิดที่ส่งมาจากเครื่องยนต์ เกียร์ทำงานดีเยี่ยม ตอบสนองได้เร็วสูสีกับเกียร์คลัตช์คู่ที่ประจำการอยู่ในรถเล็กตัวแรงหลายยี่ห้อ ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ John Cooper Works คุณจะชอบการสับเกียร์ด้วยแป้น Paddle Shift หรือคาอยู่ในโหมด Full Auto ปล่อยให้เกียร์ของ JCW ทำงานด้วยตัวของมันเอง เกียรใหม่ 8 สปีดใน JCW 2020 ฉลาดปราดเปรื่องมากพอที่จะชิฟเกียร์ลงต่ำให้ทันทีที่คุณยกเท้าจากแป้นคันเร่งมาเลียที่แป้นเบรกเพื่อลดความเร็ว ก่อนหักพวงมาลัยเข้าโค้ง แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยของ JCW ชิฟแน่นทั้งขึ้นและลง ทำให้มันถูกใช้งานทุกครั้งที่ผมกดใช้โหมดสูงสุด ลูกบ้าอาละวาดของ JCW ทำให้คุณต้องการถนนที่โล่งมากพอในการระเบิดพลังงานซึ่งเป็นเรื่องความปลอดภัยที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากพลังและเรือนร่างของ JCW นั้นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อผลักคันเกียร์ไปทางซ้ายเพื่อเข้าสู่โหมดเกียร์สปอร์ตหรือแมนวล การชิฟเกียร์ผ่านแป้น Paddle คือความบันเทิงอย่างแท้จริง โหมดแมนวล เกียร์จะไม่เปลี่ยนจนกว่าคุณจะสับเกียร์เอง ด้วยวิธีโยกคันเกียร์ในตำแหน่ง +/- หรือจะใช้นิ้วแตะที่แป้นเปลี่ยนเกียร์ก็ได้ทั้งนั้น 

มีบางอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามาใน JCW คันใหม่ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนปรับโฉม เช่น ไฟท้ายธงอังกฤษ คันเกียร์ 8 สปีดแบบใหม่ ปุ่มปรับโหมดการขับเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งไปรวมอยู่กับแผงสวิชท์บริเวณคอนโซล รูปแบบของจอมอนิเตอร์ที่ตกแต่งกรอบหุ้มจอภาพด้วยรายละเอียดที่แตกต่างจากรุ่น Cooper S F56 เบาะ John Cooper Works ที่งดงามและนั่งขับได้กระชับรัดกุมราวกับรถแข่ง รวมถึงเครื่องยนต์กับการทำงานของเกียร์ใหม่ ช่วงล่างที่จูนให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นทั้งการขับแบบรุกและตั้งรับ คล้ายกับการปรุงแต่งรสชาติให้มีความเผ็ดร้อนยิ่งกว่าเดิม ยางรันแฟลตของ Pirelli รุ่น Cinturato P7 Performance All Season Tire specifically Designed for the JCW ออกมาในแนวกลางๆ ไม่ได้โดดเด่นโดนใจเท่าที่ควรในเรื่องของการยึดเกาะ เนื่องจากเป็นยางแบบกึ่งๆ และมีสเปกพื้นๆ ให้ความรู้สึกธรรมดาเกินไป ไม่ได้แย่จนรับไม่ได้แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเท่ากับยางสปอร์ตพันธุ์แท้อย่าง Michelin Pilot Sport4s หากคุณเป็นคนที่ชอบขับเร็วตลอดเวลา ยางคุณภาพสูงแบบสปอร์ตสุดขั้วดูจะเหมาะสมกับ JCW มากกว่ายางพันธุ์ทางแบบนี้ แต่เวอร์ชั่นรันแฟลตของ Cinturato P7 ช่วยทำให้ JCW ตัวเบาขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากไม่ต้องคอยพกพายางอะไหล่ติดตัวไปด้วย รวมถึงเมื่อเกิดปัญหาลมยางหรือยางแบน คุณก็ยังสามารถขับแบบย่องเบาไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อหาร้านปะยางได้อีกไกลถึงเกือบร้อยกิโลเมตร ยาง Pirelli รุ่น Cinturato P7 ดึงสมรรถนะของช่วงล่างออกมาได้ดี แต่ก็ยังไม่ถึงกับดีที่สุด 

ที่น่าประทับใจ และถือว่า MINI ทำออกมาได้ดีก็คือแชสซีส์ที่กระฉับกระเฉงว่องไว ช่วงล่างยึดเกาะได้ดีมาก พวงมาลัยให้สัมผัสที่ตรงไปตรงมา ไว แต่ไม่มีอาการหลอนหรือสับสนปรากฏออกมาให้เห็น รวมถึงงานตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน ทั้งหมดทั้งปวง ทำให้คุณสามารถเก็บ JCW เอาไว้ในโรงจอดรถเพื่อรอเวลาในช่วงของวันหยุดพักผ่อน กับการขับแบบซิ่ง หรือขับกินลมชมวิวก็ได้ทั้งนั้น ตลอด 7 วันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ผมค้นพบว่า JCW เป็นรถเล็กที่น่าตื่นตาตื่นใจ แรงยึดเกาะมหาศาลเมื่ออัดเข้าโค้ง ความปราดเปรียวเมื่อเร่งความเร็วบนทางตรง การทำงานของเฟืองท้าย Electronic Differential Lock Control (EDLC) and Performance Control ทำให้มันกลายเป็นจักรกลคันเล็กที่ขับสนุก โหดดิบและเร็วระเบิดระเบ้อ

คุณภาพของงานประกอบกินขาดตามมาตรฐานของ BMW Group เงิน 3.4 ล้านบาทที่จ่ายออกไปแลกกลับคืนด้วย MINI รุ่นสูงสุดที่พวกบ้าความเร็วถวิลหาคือความคุ้มราคาเมื่อได้ขับใช้งานรถ MINI อย่าง John Cooper Works ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ในจุดบนสุดของกลุ่มรถเล็กพลังสูง เป็นงานแฮตช์แบ็ก 3 ประตูสุดเข้ม ที่หาตัวเปรียบเทียบได้ยาก และทำให้ผมรู้สึกอิจฉาคนที่ได้ครอบครอง มันเป็นรถเล็กที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ต และทำให้รู้สึกดีทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัย.

MINI JOHN COOPER WORKS HATCH 3 DOOR ราคา 3,418,000 บาท

Cylinders/layout/valves per cylinder 4/in-line Capacity 1,998 cc.
Stroke/bore mm 94.6/82 94.6⁄82
Max. output 231 hp (170Kw) @ 5,200–6,000 RPM
Max. torque 320 Nm in 1250–4,800 RPM
Compression ratio 10.2:1
recommended fuel 91–98 RON 

Performance
Max. speed 153 mph 246 km/h 
Acceleration 0–62mph (0–100km/h) 6.1 S
Acceleration 50– 75mph (80–120km/h) (5th gear) 5.6 S

Fuel consumption1
Urban mpg/l/100km 39.2/7.2
Extra-urban mpg/l/100km 57.6/4.9
Combined mpg/l/100km 49.6/5.7

CO2
emissions (combined cycle) g/km 133
Tank capacity, approx. l 44
Range miles 478

Weight/Luggage Capacity
Unladen weight EU2 kg 1,295
Max. permitted weight kg  1,700
Max. permitted load kg 480
Max. permitted axle load, front/rear kg 955/775
Luggage capacity l 211– 731

Wheels
Tyre dimensions 205/40 R18 
Wheel dimensions 7 J x 18

Dimensions & Weights
Wheelbase...............................................2,495 mm
Track/tread (front)....................................1,485 mm
Track/tread (rear)......................................1,485 mm
Length......................................................3,874 mm
Width........................................................1,727 mm
Height.......................................................1,414 mm
Ground clearance.....................................143 mm
length:wheelbase ratio..............................1.55



อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/