ข่าว
100 year

ลอกยับจับเป็นหลุด! ทาครีมแล้วหยิบจับอุปกรณ์ในรถส่งผลกระทบอย่างไร?

ไทยรัฐออนไลน์2 ส.ค. 2562 14:00 น.
SHARE

สารเคมีจากเจลล้างมือ ครีมกันแดด และยาทากันแมลง อาจทำให้พื้นผิวภายในรถเสื่อมสภาพได้ ระหว่างปี 2018 ถึง 2024 ผลิตภัณฑ์เจลล้างมือในตลาดยุโรป ซึ่งมักจะมีส่วนประกอบของเอทานอล คาดว่าจะเติบโตขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนครีมกันแดดประสิทธิภาพสูงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำ อาจมีปริมาณส่วนประกอบที่ทำร้ายพื้นผิวภายในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้น

ฟอร์ดออกแบบวัสดุภายในห้องโดยสารให้มีความทนทานต่อผลิตภัณฑ์ทาผิว โดยทำการทดสอบความทนทานของวัสดุตกแต่งภายใน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสุดขั้วหลากหลายรูปแบบ เพื่อมั่นใจว่า สีที่เคลือบอุปกรณ์ต่างในห้องโดยสารจะยังคงสภาพเดิมแม้ใช้งานยาวนาน

ผลิตภัณฑ์ทาผิว ของใช้ใกล้ตัวที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน เช่น เจลล้างมือ และครีมกันแดดค่าปกป้องสูง ถึงแม้ว่าจะดีต่อสุขภาพอนามัย แต่อาจเป็นผลเสียต่อรถ เนื่องจากสารเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในบางยี่ห้อ อาจทำให้พื้นผิวภายในรถเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น หากไม่ได้เคลือบสารป้องกันพิเศษ ความท้าทายที่วิศวกรของฟอร์ดต้องประสบทุกวัน คือการทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บนวัสดุที่ใช้ในรถแต่ละคันอย่างต่อเนื่อง และช่วยพัฒนาสารเคลือบเพื่อป้องกันสารเคมีจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้พื้นผิวภายในรถคงสภาพเดิมไปอีกหลายปี

ไม่ว่าจะเป็นเจลล้างมือ ครีมกันแดด และยาทากันแมลง เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็ออกมาวางขายในตลาดอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน มาร์ค มอนต์โกเมอรี วิศวกรอาวุโสด้านวัสดุ จากศูนย์เทคโนโลยีวัสดุ สถาบันเทคนิคดันตัน ประเทศอังกฤษ ของฟอร์ด ยุโรป กล่าว แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ดูปลอดภัยที่สุด ยังสามารถสร้างปัญหาได้เมื่อสัมผัสกับพื้นผิวภายในรถเป็นร้อยเป็นพันครั้งในหนึ่งปี

ในตลาดยุโรป ผลิตภัณฑ์ล้างมือ ทั้งแบบเจล แบบโฟม และกระดาษเปียก บางยี่ห้ออาจมีส่วนประกอบของเอทานอล มีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์ จาก 371.92 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 593.62 เหรียญสหรัฐภายในปี 2024 ส่วนครีมกันแดดค่าปกป้องสูง มีสารไทเทเนียมออกไซด์ในปริมาณที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับพลาสติก และน้ำมันธรรมชาติที่อยู่ในแผ่นหนัง โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อน ในขณะที่ยาทากันแมลง ก็มักพบว่ามีไดเอทิลโทลูอะไมด์ หรือ DEET เป็นสารเคมีหลัก

ทีมพัฒนาวัสดุภายในของฟอร์ดในดันตัน และในโคโลญ ประเทศเยอรมนี ทดสอบความทนทานต่อความร้อนภายในรถยนต์ ในอุณหภูมิที่สูงถึง 74 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่ห้องโดยสารที่จอดอยู่กลางแดดริมทะเลจะร้อนได้ นอกจากนี้ ยังมีทดลองอื่นๆ ที่จำลองสถานการณ์เมื่อรถตากแดดเป็นเวลานาน ด้วยการใช้แสงอัลตราไวโอเลตสาดลงไปที่รถ เทียบเท่ากับการจอดรถไว้ในที่ที่แดดแรงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 1,152 ชั่วโมง หรือ 48 วัน

ฟอร์ดยังทดสอบความทนทานของพลาสติกในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้พลาสติกเปราะบางที่สุด โดยโยนลูกบอลยางซึ่งมีความหนักกว่าลูกฟุตบอลปกติ 10 เท่าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แน่ใจว่าพลาสติกไม่แตก

จากผลการทดลอง พบว่าองค์ประกอบทางเคมีของสารเคลือบสามารถป้องกันพื้นผิวภายในรถได้ นับว่าการทดลองต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้ฟอร์ดบรรลุเป้าหมายในการรักษาสภาพภายในห้องโดยสารให้ดูดีตลอดอายุการใช้งานของรถ การทดสอบนี้ยังนำไปใช้กับอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ที่ขายในศูนย์บริการฟอร์ด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรองท้ายรถ และพลาสติกหุ้มภายในรถ

บางครั้งก็ต้องทำงานเหมือนนักสืบ ริชาร์ด ไคล์ วิศวกรด้านวัสดุจากดันตัน กล่าว มีกรณีตัวอย่างในตุรกีที่ภายในรถเสื่อมสภาพลงมาก และตรวจพบว่าเอทานอลเป็นตัวการหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจลล้างมือบางยี่ห้อที่ได้รับความนิยมที่มีเอทานอลสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณสูงกว่าที่เคยตรวจพบ เมื่อรู้ว่าสาเหตุคืออะไร ก็สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พลาสติกภายในลอกภายในห้องโดยสารเจลล้างมือครีมทาผิวอาคม รวมสุวรรณ

คุณอาจสนใจข่าวนี้