Range Rover เผยรายละเอียดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ ยกระดับเอสยูวีหรูด้วยมอเตอร์คู่กำลังสูงสุด 550 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที วิ่งไกลสูงสุด 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP พร้อมแบตเตอรี่ 118.5 kWh ชาร์จ 10–80% ใน 22 นาที และระบบจัดการแรงยึดเกาะที่ตอบสนองเร็วกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปถึง 100 เท่า แต่ยังคงความสามารถในการลุยน้ำลึก 900 มม. ตามแบบฉบับ Range Rover
Range Rover เปิดศักราชใหม่ของเอสยูวีหรูด้วยการเผยโฉม Range Rover Electric รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกของแบรนด์ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นให้เงียบกว่า ตอบสนองรวดเร็วกว่า และมีแรงบิดสูงที่สุดเท่าที่ Range Rover เคยผลิตมา โดยยังคงเอกลักษณ์ด้านความหรูหรา ความประณีต และความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพภูมิประเทศเอาไว้อย่างครบถ้วน
Range Rover Electric ผลิตที่โรงงานโซลิฮัลล์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของ Range Rover มาตั้งแต่ปี 1970 และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านแบรนด์เข้าสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
มอเตอร์คู่ 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร
หัวใจสำคัญของ Range Rover Electric คือมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรขนาด 260 กิโลวัตต์จำนวน 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 550 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบเคียงได้กับสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8
รถสามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.5 วินาที และเร่งแซงจาก 80–121 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 2.7 วินาที ขณะที่ระยะทางขับขี่สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP ส่วนระยะทางจากการใช้งานจริงสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 535 กิโลเมตร
มาร์ติน ลิมเพิร์ต กรรมการผู้จัดการ Range Rover กล่าวว่า Range Rover Electric เป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าช่วยยกระดับความเงียบและความสงบภายในห้องโดยสาร ขณะเดียวกันยังรักษาขีดความสามารถรอบด้านตามแบบฉบับ Range Rover เอาไว้อย่างสมบูรณ์
แบตเตอรี่ 118.5 kWh ชาร์จ 10 นาที วิ่งเพิ่ม 220 กม.
Range Rover Electric ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบซ้อนสองชั้น ความจุใช้งาน 118.5 kWh ประกอบด้วยเซลล์ปริซึมจำนวน 344 เซลล์ ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 350 kW
เมื่อชาร์จด้วยกำลังสูงสุด แบตเตอรี่สามารถเพิ่มระดับจาก 10–80% ได้ภายในเวลาประมาณ 22 นาที หรือชาร์จเพียง 10 นาที เพื่อเพิ่มระยะทางขับขี่ได้สูงสุดประมาณ 220 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP
นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบจัดการความร้อน ThermAssist ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านระยะทาง ความเร็วในการชาร์จ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ และการทำงานในสภาพอากาศรุนแรง โดยสามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้สูงสุด 40 กิโลเมตร พร้อมลดการใช้พลังงานสำหรับทำความร้อนลง 40%
จัดการแรงยึดเกาะเร็วกว่าเครื่องยนต์สันดาป 100 เท่า
แม้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า แต่ Range Rover Electric ยังคงรักษาความสามารถในการลุยทุกสภาพเส้นทาง ด้วยระบบ Intelligent Driveline Dynamics หรือ IDD ซึ่งสามารถกระจายแรงบิดไปยังล้อหลังได้ตั้งแต่ 0–100% ตามสภาพการขับขี่
ระบบ Integrated Traction Management สามารถควบคุมความเร็วของมอเตอร์และตอบสนองต่อการลื่นไถลภายในเวลาเพียง 50 มิลลิวินาที เร็วกว่าระบบเทียบเท่าในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปถึง 100 เท่า ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ
ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับโหมดขับขี่แบบแป้นเดียว หรือ Single Pedal ช่วยให้รถออกตัวบนทางลาดชันสูงสุด 33 องศาได้อย่างนุ่มนวล และสามารถไต่ทางลาดชันได้สูงสุด 45 องศาขณะรถมีแรงส่ง รวมถึงยังคงความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 900 มิลลิเมตร
ทดสอบหนักกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร
Range Rover Electric ผ่านการทดสอบทั้งในโลกจริงและระบบเสมือนจริงอย่างเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งของแบรนด์ ตั้งแต่สภาพอากาศหนาวจัดอุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียสที่ประเทศสวีเดน ไปจนถึงสภาพอากาศร้อนในทะเลทรายดูไบ และเส้นทางออฟโรดที่ศูนย์ทดสอบ Eastnor Castle ในสหราชอาณาจักร โดยการทดสอบครอบคลุมระยะทางมากกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกประมาณ 38 รอบ และใช้เวลาทดสอบทั้งในโลกจริงและระบบเสมือนจริงรวมกว่า 250,000 ชั่วโมง
Range Rover ยังยื่นคำขอจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับรถรุ่นนี้มากกว่า 300 รายการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ Range Rover Electric กลายเป็นรถยนต์ที่มีสิทธิบัตรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนยังผ่านการทดสอบแรงสั่นสะเทือน แรงกระแทก และอุณหภูมิตั้งแต่ -40 ถึง 90 องศาเซลเซียส พร้อมรับประกันระบบขับเคลื่อนเป็นเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
ผลิตอังกฤษ เปิดรับจองในไทยแล้ว
Range Rover Electric ผลิตบนสถาปัตยกรรมเดียวกับรุ่นไมลด์ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปที่โรงงานโซลิฮัลล์ ขณะที่แบตเตอรี่และชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าผลิตที่ Electric Propulsion Manufacturing Centre ของ JLR ในเมืองวูล์ฟแฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ
ตัวรถมีให้เลือกทั้งฐานล้อมาตรฐานและฐานล้อยาว ในรุ่น Autobiography, SV, SV Ultra และ SV Black พร้อมรุ่นพิเศษ First Edition ซึ่งมีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ Belgravia Green, Santorini Black และ Varesine Blue จับคู่กับห้องโดยสาร Light Cloud Ultrafabrics PU และ Kvadrat
สำหรับประเทศไทย บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์แลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการ เปิดรับคำสั่งซื้อ Range Rover Electric แล้ว โดยรายละเอียดรุ่นย่อยและราคาจำหน่ายจะประกาศในภายหลัง และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถได้ในช่วงต้นปี 2027