ท่ามกลางตลาดรถกระบะไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และสินเชื่อที่เข้มงวด GEELY RIDDARA กลับสร้างยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ถึง 409 คัน พร้อมขยับขึ้นสู่อันดับ 4 ในกลุ่มรถกระบะ 4 ประตู จากยอดจดทะเบียนสะสมปี 2569 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อะไรคือปัจจัยที่ทำให้กระบะไฟฟ้าล้วนแบรนด์ใหม่ สามารถแทรกตัวขึ้นมาแข่งขันกับเจ้าตลาดเดิมได้อย่างรวดเร็ว
ตลาดรถกระบะไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากตลาดที่เคยแข่งขันกันด้วยชื่อชั้นของแบรนด์ ความทนทาน เครื่องยนต์ดีเซล และราคาขายต่อ กำลังเคลื่อนไปสู่การแข่งขันด้วย “ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ” เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย และความสามารถในการตอบโจทย์ทั้งการทำงานกับการใช้ชีวิต
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว GEELY RIDDARA กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่น่าจับตามอง หลังประกาศยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 409 คัน พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ของตลาดรถกระบะ 4 ประตู จากยอดจดทะเบียนสะสมปี 2569 และครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถกระบะพลังงานใหม่ หรือ New Energy Pickup ในประเทศไทย
ตัวเลข 409 คันอาจยังไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายของเจ้าตลาดรถกระบะดั้งเดิม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ GEELY RIDDARA สามารถสร้างการเติบโตขึ้นมาได้ในช่วงเวลาที่ตลาดรถกระบะโดยรวมยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า GEELY RIDDARA ขายรถได้กี่คัน แต่คือ “อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในตลาดรถกระบะไทย และเหตุใดแบรนด์หน้าใหม่จึงสามารถแทรกตัวขึ้นมาแข่งขันได้”
ตลาดรถกระบะเปลี่ยนจากแข่งความแกร่งสู่แข่งความคุ้มค่า
รถกระบะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจฐานราก ภาคเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจเอสเอ็มอี เมื่อตลาดเผชิญภาวะหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ กลุ่มรถกระบะจึงได้รับผลกระทบมากกว่ารถยนต์นั่งบางประเภท
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบีประเมินว่า ตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันในปี 2569 อาจเหลือประมาณ 171,000 คัน ลดลง 7% และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 24 ปี โดยมีทั้งความเปราะบางของรายได้ ภาระหนี้ และข้อจำกัดด้านสินเชื่อเป็นแรงกดดันสำคัญ ttb analytics
ข้อมูลช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังสะท้อนภาพเดียวกัน โดยยอดจดทะเบียนรถกระบะรวมอยู่ที่ 88,951 คัน ลดลง 5.6% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้ามียอดขาย 1,243 คัน เพิ่มขึ้น 172% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวปีที่ผ่านมา แม้ฐานตลาดยังเล็ก แต่แสดงให้เห็นว่าความสนใจของผู้บริโภคบางส่วนกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทางเลือกพลังงานใหม่อย่างรวดเร็ว
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงมีสองด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ตลาดรถกระบะดั้งเดิมกำลังถูกกดดัน แต่ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่กลับกำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายใหม่
พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผู้ซื้อไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาหน้าป้ายหรือความประหยัดน้ำมัน แต่เริ่มคำนวณต้นทุนพลังงาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี ตลอดจนความคุ้มค่าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ
สำหรับผู้ประกอบการที่มีเส้นทางวิ่งประจำ สามารถชาร์จรถในสถานประกอบการหรือที่บ้าน และคำนวณระยะทางใช้งานแต่ละวันได้ การเปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลมาเป็นไฟฟ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ทางธุรกิจที่สามารถคำนวณต้นทุนได้จริง
GEELY RIDDARA ไม่ได้พยายามเป็นเพียง “กระบะไฟฟ้า”
หนึ่งในจุดแข็งของ GEELY RIDDARA คือการไม่วางผลิตภัณฑ์ไว้ในตำแหน่งเดียว แต่แบ่งตลาดออกเป็นสองกลุ่มหลักอย่างชัดเจน
กลุ่มแรกคือ RIDDARA ECON ซึ่งมุ่งไปยังผู้ประกอบการ ธุรกิจขนส่ง และผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญกับราคา ต้นทุนพลังงาน แรงบิด และความสามารถในการบรรทุก
กลุ่มที่สองคือ RIDDARA RD6 ซึ่งจับตลาดรถกระบะอเนกประสงค์ หรือ Dual-Purpose สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถคันเดียวเพื่อทำงาน เดินทางกับครอบครัว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ พร้อมวางแนวคิด “Function as a Pickup, Drive as an SUV” หรือมีฟังก์ชันแบบรถกระบะ แต่ให้ประสบการณ์การขับขี่ใกล้เคียงรถเอสยูวี
การแบ่งผลิตภัณฑ์เช่นนี้มีความสำคัญ เพราะตลาดรถกระบะไทยไม่ได้มีผู้ใช้แบบเดียว บางคนต้องการรถเพื่อสร้างรายได้อย่างจริงจัง ขณะที่อีกกลุ่มต้องการห้องโดยสารที่สะดวกสบาย สมรรถนะสูง เทคโนโลยีครบ และใช้งานในชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังขับรถเพื่อการพาณิชย์
ปัจจุบัน GEELY RIDDARA มีรถรวม 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมราคาตั้งแต่ 739,000–1,149,000 บาท เริ่มจาก ECON แบตเตอรี่ 63 kWh ขับเคลื่อน 2 ล้อ ไปจนถึง RD6 ซึ่งมีทั้งแบตเตอรี่ 73.9 และ 86 kWh พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ
ช่วงราคาดังกล่าวทำให้ GEELY RIDDARA ไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เริ่มเข้าไปอยู่ในรายการพิจารณาเดียวกับรถกระบะดีเซล 4 ประตูหลายรุ่น โดยเฉพาะผู้ซื้อที่มองต้นทุนระยะยาวควบคู่กับราคาซื้อรถ
ความเป็นรถกระบะไฟฟ้า กลายจากข้อจำกัดเป็นจุดขาย
ในอดีต รถกระบะไฟฟ้าอาจถูกตั้งคำถามเรื่องระยะทาง การบรรทุก การลุยน้ำ ความทนทาน และความพร้อมของสถานีชาร์จ แต่เมื่อผู้บริโภคไทยมีประสบการณ์กับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ความกังวลบางส่วนก็เริ่มลดลง
ในทางกลับกัน คุณสมบัติของระบบไฟฟ้ากลายเป็นข้อได้เปรียบ ทั้งแรงบิดที่มาอย่างรวดเร็ว การขับขี่ที่เงียบ อัตราเร่งต่อเนื่อง และชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาป
สำหรับผู้ใช้ที่วิ่งรถในเมือง ส่งสินค้า เดินทางตามเส้นทางประจำ หรือมีจุดชาร์จของตนเอง รถกระบะไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากต้นทุนที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน ไปเป็นต้นทุนที่บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทุกคน ผู้ที่ต้องเดินทางระยะไกลไปยังพื้นที่ห่างไกล ลากจูงหรือบรรทุกหนักต่อเนื่อง รวมถึงไม่มีจุดชาร์จประจำ อาจยังมองว่ารถกระบะดีเซลตอบโจทย์มากกว่า ดังนั้น การเติบโตของ GEELY RIDDARA ในระยะแรกจึงเกิดจากการเลือกจับกลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้า มากกว่าการพยายามเปลี่ยนผู้ใช้รถกระบะทั้งหมดในทันที
ราคาเริ่มต้น 739,000 บาท ช่วยลดกำแพงการทดลองใช้
การนำ ECON เข้ามาทำตลาดด้วยราคาเริ่มต้น 739,000 บาท ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะช่วยลดช่องว่างระหว่างรถกระบะไฟฟ้ากับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล
ผู้ประกอบการที่เคยมองว่ารถกระบะไฟฟ้าเป็นสินค้าราคาสูง เริ่มสามารถนำราคาซื้อ ค่าผ่อน ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา และระยะเวลาคืนทุนมาเปรียบเทียบกับรถกระบะแบบเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รุ่น RD6 ก็ช่วยสร้างภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งให้แบรนด์ โดยไม่จำกัดตัวเองอยู่กับคำว่า “รถทำงาน” แต่ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถกระบะขับสบาย มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ความปลอดภัย ตลอดจนรองรับกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินทางกับครอบครัว
กลยุทธ์นี้ทำให้ GEELY RIDDARA สามารถแข่งขันได้ทั้งในมิติของราคาและคุณค่าของผลิตภัณฑ์ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าตลาดเดิมในเรื่องความเก่าแก่หรือความเชื่อมั่นด้านเครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว
การเป็นผู้นำ New Energy Pickup เพราะเข้าตลาดถูกจังหวะ
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ GEELY RIDDARA ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่ม New Energy Pickup คือการเข้ามาสร้างตลาดในช่วงที่การแข่งขันยังไม่หนาแน่น
แม้ตลาดรถกระบะไทยจะมีผู้เล่นรายใหญ่ แต่การแข่งขันหลักของแบรนด์เหล่านี้ยังอยู่ในตลาดเครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะรถกระบะดีเซล ขณะที่ตลาดกระบะไฟฟ้าล้วนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีตัวเลือกไม่มาก
GEELY RIDDARA จึงไม่ได้เข้าไปแย่งส่วนแบ่งทั้งหมดจากเจ้าตลาดโดยตรง แต่เลือกยึดพื้นที่ใหม่ที่เจ้าตลาดเดิมยังไม่ได้ลงมาแข่งขันเต็มรูปแบบ ก่อนขยายวงจาก “ผู้นำตลาดกระบะพลังงานใหม่” ไปสู่การติดอันดับในตลาดรถกระบะ 4 ประตูโดยรวม
เครือข่ายและบริการหลังการขาย คือด่านตัดสินความเชื่อมั่น
ผลิตภัณฑ์และราคาสามารถสร้างความสนใจได้ แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดจดทะเบียนคือความเชื่อมั่น
GEELY RIDDARA จึงเร่งขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเป็น 29 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับกิจกรรมทดลองขับ โปรโมชั่น การเตรียมอะไหล่ และการฝึกอบรมทีมช่างเทคนิค
สำหรับรถกระบะซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ เวลาที่รถต้องจอดซ่อมหมายถึงรายได้ที่อาจหายไป ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการซ่อม ความพร้อมของอะไหล่ การรับประกันแบตเตอรี่ และมูลค่าขายต่อ ไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ จุดนี้จะเป็นทั้งโอกาสและบทพิสูจน์สำคัญของ GEELY RIDDARA
ยอดจดทะเบียน 409 คัน สะท้อนการยอมรับ
ยอดจดทะเบียน 409 คันในเดือนกรกฎาคม และการขึ้นสู่อันดับ 4 ในตลาดรถกระบะ 4 ประตูสะสมปี 2569 ตามข้อมูลที่บริษัทฯ เปิดเผย ถือเป็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์ที่เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงปลายปี 2567
อย่างไรก็ตาม ควรแยกความหมายระหว่าง “ยอดจดทะเบียน” กับ “ยอดขายปลีก” เนื่องจากยอดจดทะเบียนอาจมีทั้งรถของลูกค้าทั่วไป รถบริษัท รถฟลีต และรถที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายผู้จำหน่าย การประเมินความแข็งแกร่งระยะยาวจึงควรพิจารณาร่วมกับยอดส่งมอบจริง ความต่อเนื่องในหลายเดือน จำนวนรถที่กลับเข้ารับบริการ และสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อเพื่อใช้งานจริง
การเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม New Energy Pickup ยังสะท้อนความเป็นผู้นำในตลาดย่อยที่กำลังเติบโต แต่ขนาดตลาดยังเล็กกว่ารถกระบะดีเซลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความท้าทายขั้นต่อไปไม่ใช่แค่การรักษาอันดับ แต่คือการขยายตลาดย่อยนี้ให้ใหญ่ขึ้นอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามการเติบโตของ GEELY RIDDARA ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายจังหวะที่มาบรรจบกัน
ประการแรก ตลาดรถกระบะกำลังเปลี่ยนจากการตัดสินใจด้วยชื่อแบรนด์และเครื่องยนต์ ไปสู่การพิจารณาต้นทุนรวม เทคโนโลยี และความอเนกประสงค์
ประการที่สอง GEELY RIDDARA เข้ามาในช่วงที่ตลาดรถกระบะไฟฟ้ายังมีคู่แข่งไม่มาก จึงสามารถสร้างภาพจำและยึดตำแหน่งผู้นำได้ก่อน
ประการที่สาม การมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ ECON สำหรับงานเชิงพาณิชย์ ไปจนถึง RD6 สำหรับการใช้งานแบบ Dual-Purpose ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่ากลุ่มผู้ใช้รถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
ประการที่สี่ ราคาเริ่มต้น 739,000 บาท ทำให้รถกระบะไฟฟ้าเริ่มถูกนำไปเปรียบเทียบกับรถกระบะดีเซลบนเหตุผลด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงความต้องการทดลองเทคโนโลยีใหม่
และประการสุดท้าย การขยายเครือข่าย ทดลองขับ โปรโมชั่น และบริการหลังการขาย ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์และเทคโนโลยีใหม่
GEELY RIDDARA จึงเติบโตได้เพราะไม่ได้พยายามขายเพียง “รถกระบะที่ใช้ไฟฟ้า” แต่กำลังเสนอคำตอบใหม่ให้กับผู้ใช้ที่ต้องการลดต้นทุน พร้อมได้ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีมากขึ้น แต่การแข่งขันระยะยาวยังไม่จบ เพราะเมื่อเจ้าตลาดเดิมเริ่มส่งรถกระบะพลังงานใหม่ลงมาอย่างเต็มตัว GEELY RIDDARA จะต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีทั้งฐานลูกค้า เครือข่ายบริการ ความเชื่อมั่น และมูลค่าขายต่อที่แข็งแกร่งกว่า
ดังนั้น ยอดจดทะเบียน 409 คันอาจไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ประกาศชัยชนะเหนือตลาดรถกระบะไทย แต่ถือเป็นหลักฐานว่า “กติกาของตลาดกำลังเปลี่ยน” และ GEELY RIDDARA คือหนึ่งในแบรนด์ที่อ่านความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เร็วที่สุด