ถ้าจะมีรถไฟฟ้าสักคันที่จัดความลู่ลมแหวกอากาศได้ดี Audi A2 e-tron 2027 คือรถที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น Audi ที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดเท่าที่เคยผลิตออกมา จากผลการทดสอบตามมาตรฐาน WLTP (อย่างไม่เป็นทางการ) A2 e-Tron 2027 รถยนต์ไฟฟ้าขนาดคอมแพกต์พิกัด 140 kW 190 แรงม้า  มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานต่ำเพียง 12.8 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากการผสานเทคนิคของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบใหม่ บวกกับหลักอากาศพลศาสตร์ที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดี เทคโนโลยีระบบจัดการพลังงานและแบตเตอรี่แบบใหม่  ทำให้การทำระยะทาง การเก็บประจุพลังงานไฟฟ้า ดีกว่าเดิม จากออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน




Audi A2 เป็นรุ่นที่ผูกพันกับชีวิตและการทำงานของผู้บริหารของแบรนด์สี่ห่วงมาโดยตลอด นับตั้งแต่เข้ามาร่วมงานกับ Volkswagen Group ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งในยุคนั้น รุ่นตำนานอย่าง A2 ‘Three-Liter’ (กินน้ำมัน 3 ลิตร/100 กม.)  สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านความคุ้มค่าพลังงานไว้อย่างโดดเด่น Gernot Döllner ประธานบริหาร (CEO) ของ AUDI AG กล่าวเอาไว้ว่านี่คือรถที่มีความประหยัด และเป็นวิสัยทัศน์ที่ Audi นำมาถ่ายทอดต่อยอดใน A2 e-tron ใหม่ นั่นคือประสิทธิภาพ ความสะดวกสบายในการใช้งานจริง และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ 


ไฮไลต์  Audi A2 e-tron 140 kW (พร้อม Efficiency Package)

อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน 12.8 kWh/100 กม. (ตัวเลขประเมินเบื้องต้นตามมาตรฐาน WLTP)

ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (cd)  ต่ำเพียง 0.24 ดีที่สุดในกลุ่มรถคอมแพกต์ของ Audi โดยชุดตกแต่งแอโรไดนามิกช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 0.9 kWh/100 กม. (WLTP)

ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ยกระดับใหม่ทั้งระบบกล่องควบคุมกำลัง (Power Electronics) มอเตอร์ไฟฟ้า และเกียร์ส่งกำลัง

แบตเตอรี่ LFP ความจุ 61 kWh มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่ปรับปรุงใหม่ ช่วยให้ประสิทธิภาพการชาร์จไฟผ่าน Wallbox สูงถึง 89.6%

ระบบจ่ายไฟย้อนกลับ (Bidirectional Charging) รองรับระบบ Vehicle-to-Load (V2L) และ Vehicle-to-Home (V2H) เปลี่ยนตัวรถให้กลายเป็นแหล่งสำรองพลังงานเคลื่อนที่

การบริหารจัดการอากาศพลศาสตร์เพื่อระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น
เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วตั้งแต่ 100 กม./ชม. ขึ้นไป แรงต้านอากาศจะคิดเป็นพลังงานมากกว่า 50% ของความต้องการพลังงานทั้งหมดของตัวรถ ทำให้ ทุกตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านที่ลดลงจะส่งผลโดยตรงต่ออัตราการประหยัดพลังงานและระยะทางวิ่ง  ค่า cd  0.24 ใน A2 e-tron 140 kW (แพ็กเกจ Efficiency)  สามารถดึงความได้เปรียบนี้มาใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย



ดีไซน์ตัวถังยึดหลักเรขาคณิตเพรียวลมด้วยส่วนหน้าทรงมน สายเส้นหลังคาที่ลาดเอียงอย่างต่อเนื่อง และส่วนท้ายที่หักมุมตัดคม งานออกแบบลักษณะนี้ช่วยลดแรงต้านอากาศได้ดีกว่าทรง Fastback ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเฉพาะจุดบริเวณแก้มข้างคู่หน้าอย่าง ม่านอากาศ (Air Curtains) ที่ช่วยรีดกระแสลมเพื่อลดลมหมุนปั่นป่วน พร้อมด้วยเทคโนโลยี Gap Reducer และ Gap Breather ที่ช่วยจัดระเบียบการไหลของอากาศรอบซุ้มล้อให้เรียบเนียนยิ่งขึ้น


Audi A2 e-tron ติดตั้งกระจังหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active Cool-Air Intake) ซึ่งจะปิดช่องรับอากาศไว้ในสภาวะการขับขี่ปกติหรือเมื่อใช้ความเร็วสูง เพื่อลดแรงต้านอากาศและเค้นระยะทางวิ่งให้ได้มากที่สุด กระจังอัตโนมัติจะเปิดออกอัตโนมัติเมื่อทำการชาร์จไฟ ขณะกดคันเร่งทำความเร็วอย่างรุนแรง หรือใช้งานท่ามกลางอากาศร้อนจัด เพื่อช่วยระบายความร้อนให้แบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

หนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดในการเค้นประสิทธิภาพการใช้นพลังงานให้คุ้มค่าคือ หลักอากาศพลศาสตร์ที่ดี (Aerodynamics)  เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วตั้งแต่ 100 กม./ชม. ขึ้นไป พลังงานมากกว่า 50% ของตัวรถจะสูญเสียไปกับการเอาชนะแรงต้านอากาศ รถที่ต้านลมก็จะกินไฟหรือสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ การพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบอากาศพลศาสตร์ของยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อกระแสอากาศส่งผลโดยตรงต่อระยะทางวิ่งของรถไฟฟ้า  การออกแบบตัวรถถูกปรับให้มุ่งไปสู่เป้าหมายด้านความคุ้มค่าพลังงานอย่างเคร่งครัด

Dr. Moni Islam หัวหน้าทีมพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์และอะคูสติกส์ (Aerodynamics/Aeroacoustics Development) อธิบายว่า  รูปทรงเอกลักษณ์ของ Audi A2 e-tron ที่มาพร้อมส่วนหน้าที่มนโค้ง สายเส้นหลังความลาดเอียงอย่างนุ่มนวล และส่วนท้ายตัดคมเฉียบ ทั้งหมดล้วนออกแบบตามหลักเรขาคณิตเพรียวลม (Streamlined) ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานนี้เองที่เป็นหัวใจหลักของแอโรไดนามิกอันยอดเยี่ยม ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศ (cd) ที่ต่ำเพียง 0.24 ส่งผลให้ Audi A2 e-tron (140 kW) ที่ติดตั้งแพ็กเกจเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน คว้าตำแหน่งรถที่มีแอโรไดนามิกดีที่สุดในกลุ่มรถคอมแพกต์ของ Audi ไปครอง แถมยังทำผลงานได้เหนือกว่าระดับตำนานรุ่นพี่อย่าง Audi A2 ปี 1999 อีกด้วย

“จุดที่ทำให้ระบบอากาศพลศาสตร์ของ Audi A2 e-tron โดดเด่นกว่าใคร คือรายละเอียดที่ถูกขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว มันส่งผลลัพธ์ให้เกิดความประหยัดขึ้นได้อย่างมหาศาล”Dr. Moni Islam – หัวหน้าฝ่ายพัฒนาอากาศพลศาสตร์และเสียงลมปะทะ AUDI AG กล่าว จากการประสานทำงานของแต่ละเทคนิคทางแอโรไดนามิกที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ Moni Islam และทีมวิศวกร ทำการปรับลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานของ Audi A2 e-tron (140 kW)  ลงได้มากถึง 0.9 kWh ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) เมื่อเทียบกับตัวรถรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้ติดตั้งชุดปรับแต่งเพรียวลมเหล่านี้

แนวคิดการออกแบบในภาพรวม
มิติตัวถังภายนอกเน้นการใช้พื้นผิวขนาดใหญ่ที่เกลี้ยงเกลา ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อลดแรงต้านอากาศในทุกมิติ โครงสร้างแบบโมโนลิทิก (Monolithic) ที่เรียบหรูดูเป็นเนื้อเดียว ผสานงานดีไซน์พื้นผิวที่สะอาดตาและรายละเอียดตบแต่งเฉพาะจุด ล้วนมีส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ให้แหวกลมได้ดีขึ้น  ผลลัพธ์ที่ได้ตามมาก็คือระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น 

แนวเส้นหลังคาและส่วนท้าย
เสา A-Pillar ออกแบบให้สอดรับและลากผ่านไปยังเส้นสายหลังคาอย่างแนบเนียน ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้รู้สึกโปร่งโถง ถัดมาที่ด้านหลัง เส้นหลังคาจะค่อยๆ ลาดเอียงลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะตัดชันหักมุมอย่างเด็ดขาดที่สปอยเลอร์ท้าย นอกจากนี้ แนวสันของเสา C-Pillar และขอบมุมขัดคมบริเวณกันชนหลัง ยังเข้ามาช่วยควบคุมทิศทางการไหลเวียนของกระแสลมให้แยกออกจากตัวรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลดการเกิดลมวนปั่นป่วน (Turbulence) ด้านท้าย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียกำลังโดยไม่จำเป็น

แผ่นชัตเตอร์กระจังหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active Grille Shutter)
การใช้นวัตกรรมบีบและควมควบคุมทิศทางการไหลเวียนของลมระบายความร้อนแบบอัตโนมัติ ถือเป็นกลไกทรงประสิทธิภาพที่ช่วยลดแรงต้านอากาศลงได้อย่างเห็นผล ยามที่ช่องดักอากาศปิดลง กระแสลมส่วนใหญ่ที่ปะทะด้านหน้าจะถูกรีดส่งลงสู่ใต้ท้องรถโดยตรง จากนั้นจะไหลผ่านสปลิตเตอร์หน้า (Front Splitter) ช่วยจัดระเบียบการไหลเวียนของกระแสลมใต้ท้องรถให้เป็นไปอย่างหมดจดและเสถียรยิ่งขึ้น

วิศวกรเบื้องหลังแอโรไดนามิก และนวัตกรรมม่านอากาศจัดการลมหมุนรอบล้อ Robby Pyttel วิศวกรประจำทีมของ Moni Islam ซึ่งรับหน้าที่ดูแลการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์และระบบอะคูสติกส์ (Aerodynamics and Aeroacoustics) ของ Audi A2 e-tron ได้ร่วมมือกับทีมงาน คิดค้นและขัดเกลาชุดนวัตกรรมเฉพาะจุด เพื่อยกระดับการแหวกลมของตัวรถให้สมบูรณ์แบบที่สุด "การจัดระเบียบกระแสลมบริเวณด้านหน้ารถให้เรียบคม ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบแอโรไดนามิกส่วนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด" Pyttel อธิบาย

กุญแจสำคัญในการลดลมวนปั่นป่วนรอบล้อคู่หน้า คือการบริหารจัดการทิศทางลมบริเวณสองฝั่งข้างของส่วนหน้า โดยมีการติดตั้งช่องดักลมแนวตั้งที่เรียกว่า "ม่านอากาศ" (Air Curtains) ทำหน้าที่รีดและลำเลียงกระแสลมให้แนบไปกับแก้มข้างและด้านนอกของล้อหน้าที่กำลังหมุนอย่างแม่นยำ ช่วยลดความปั่นป่วนของลมในซุ้มล้อ และทำให้กระแสลมไหลผ่านได้อย่างมีเสถียรภาพ

การทำงานร่วมกับองค์ประกอบทางแอโรไดนามิกเสริมอีก 2 จุด ได้แก่ 

Gap Reducer ช่วยจัดระเบียบการไหลของอากาศในช่องว่างระหว่างล้อกับบังโคลนให้เรียบเนียนที่สุด

Gap Breather ช่องระบายแรงดันอากาศภายในซุ้มล้อแบบควบคุมทิศทาง

เมื่อนวัตกรรมทั้งสามทำงานประสานกัน จะช่วยดึงกระแสลมให้ไหลแนบชิดติดกับตัวถังมากที่สุด ลดแรงต้านอากาศ (Drag) ลงได้อย่างมหาศาล ส่งผลให้ตัวรถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า และขยับระยะทางวิ่งต่อการชาร์จให้ไกลขึ้นกว่าเดิม


ความหมายของ คำว่า ความคุ้มค่าพลังงาน  ในยานยนต์ไฟฟ้า คำว่า Efficiency หรือความคุ้มค่าพลังงานในโลกของยานยนต์ไฟฟ้าหมายถึงอะไร?  กินไฟต่ำ? ระยะทางวิ่งไกลขึ้น? หรือจำนวนรอบการชาร์จที่ลดลง? “ Audi A2 e-tron  มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อทำให้แบตเตอรี่มีความทนทานสูงสุด สามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Audi A2 e-tron (140 kW) เลือกใช้แบตเตอรี่ชนิด ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP)  งรองรับการชาร์จไวสูงสุด 105 kW  อัดไฟจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 26 นาที (ตามมาตรฐาน WLTP)  แบตเตอรี่ประเภท LFP ยังมีจุดเด่นอีกหลายประการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

โครงสร้างขนาดกะทัดรัด ยัดความจุได้แน่น พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารที่โปร่งกว้างขึ้น 
แบตเตอรี่รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Pack ยึดเซลล์แบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่ผ่านโมดูล  ยกระดับความจุพลังงานของระบบไฟฟ้าแรงดันสูงให้แน่นขึ้น แบตเตอรี่ที่ใช้การออกแบบลักษณะนี้ ให้ระยะทางวิ่งที่ไกลกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นที่มีขนาดเท่ากัน  สามารถจัดสรรระยะทางวิ่งได้เท่ากันในมิติแบตเตอรี่ที่เล็กลงใช้พื้นที่ติดตั้งในแนวดิ่ง (ความหนา) ลดลง ช่วยเปิดพื้นที่วางขา (Legroom) และจัดท่านั่งของผู้โดยสารภายในรถให้โปร่งสบายยิ่งกว่าเดิม

เคมีเซลล์แบตเตอรี่ เน้น อึด ทนทาน และอายุการใช้งานยาวนาน แบตเตอรี่ชนิด LFP (ลิเธียมไอออนฟอสเฟต) ตัดการพึ่งพาแร่ธาตุหายากอย่างนิกเกิลและโคบอลต์ ออกไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ โครงสร้างทางเคมีที่เสถียรสูงยังช่วยลดอัตราการเสื่อมสภาพเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้อายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ คุณลักษณะเฉพาะตัวที่มีกราฟแรงดันไฟฟ้าค่อนข้างคงที่ (Flat Voltage Curve) แบตเตอรี่ LFP  สามารถรักษาการจ่ายแรงดันไฟในระดับสูงไว้ได้แม้ระดับแบตเตอรี่จะลดต่ำลง ส่งผลให้การปลดปล่อยพลังงานทำได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอสามารถเสียบชาร์จไฟเต็ม 100% ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการใช้งานประจำวัน ต่างจากแบตเตอรี่เคมีชนิดอื่นที่ผู้ผลิตมักแนะนำให้ชาร์จเพียง 80% เพื่อถนอมเซลล์ ในจุดนี้ แบตเตอรี่ LFP จึงโดดเด่นเรื่องความอึด ถึก ทน พร้อมเปิดทางให้คุณปลดล็อกระยะทางวิ่งสูงสุดได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ

เมื่อนำชุดมาตรการปรับแต่งทางอากาศพลศาสตร์ทั้งหมดมารวมกัน ส่งผลให้ Audi A2 e-tron (140 kW) รุ่นที่ติดตั้งแพ็กเกจ Efficiency สามารถลดอัตราการบริโภคพลังงานลงได้สูงสุดถึง 0.9 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับตัวรถรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ตามมาตรฐาน WLTP รถยนต์รุ่นดังกล่าวจึงทำอัตราสิ้นเปลืองพลังงานประเมินเบื้องต้นได้ต่ำเพียง 12.8 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร

ขุมพลังขับเคลื่อนปรับปรุงใหม่: ประหยัดพลังงานขึ้นสูงสุด 10%
มอเตอร์ไฟฟ้าใน A2 e-tron เป็นแบบ Permanently Excited Synchronous Motor (PSM) ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเน้นความคุ้มค่าพลังงานและความนุ่มนวลในการขับขี่โดยเฉพาะ ซึ่งส่งมอบสมรรถนะอันทรงประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ผ่าน 3 นวัตกรรมหลักที่เป็นกุญแจสำคัญ:

กล่องควบคุมกำลัง (Power Electronics) เปลี่ยนมาใช้สารซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) แทนเทคโนโลยีซิลิคอนแบบเดิม ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากการสวิตชิ่งได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงการโหลดกำลังแบบ Partial Load นอกจากนี้ การปรับความถี่สวิตชิ่งแบบแปรผันยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงได้สูงสุด 20 วัตต์ ผสานกับเทคโนโลยีการมอดูเลตแบบใหม่ที่ลดการสูญเสียจากการสวิตชิ่งได้ถึง 33% เมื่อเทียบกับระบบทั่วไป

มอเตอร์ไฟฟ้า ลดความหนาของแผ่นเหล็กซิลิคอนในโรเตอร์และสเตเตอร์ลงเหลือเพียง 0.2 มิลลิเมตร (จากเดิม 0.3 มิลลิเมตร) ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในแกนเหล็ก (Iron Losses) อีกทั้งยังเปลี่ยนการต่อขดลวดสเตเตอร์จากแบบ Star เป็นแบบ Delta เพื่อย้ายช่วงการทำงานของมอเตอร์ให้อยู่ในรอบเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบส่งกำลัง (เกียร์) ใช้น้ำมันเกียร์แรงต้านต่ำสูตรใหม่เพื่อลดแรงเสียดทานอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการใช้อัตราทดเกียร์ที่ยาวขึ้นในระดับ 10.2:1 ซึ่งช่วยลดรอบการทำงานของมอเตอร์ขณะใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น

แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง พร้อมกลยุทธ์การบริหารจัดการอัจฉริยะ
ขุมพลังแบตเตอรี่ของ A2 e-tron 140 kW เลือกใช้เซลล์แบตเตอรี่ชนิด ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ดีไซน์โครงสร้างแบบ Cell-to-Pack โดยยึดเซลล์เข้ากับชุดเคสโดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นของการจัดวางเซลล์ ส่งผลให้ระบบแรงดันสูงมีความจุและความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้นในมิติที่กะทัดรัดลง นอกจากนี้ แบตเตอรี่ LFP ยังปลอดการพึ่งพาแร่ธาตุหายาก มีอัตราการเสื่อมสภาพที่ช้ากว่าเคมีแบบอื่น และขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยสูง ด้วยความทนทานนี้เอง ผู้ใช้จึงสามารถเสียบชาร์จไฟเต็ม 100% ในชีวิตประจำวันได้เป็นประจำ ช่วยให้ตัวรถพร้อมส่งมอบระยะทางวิ่งที่ไกลสูงสุดอยู่เสมอ ด้วยคุณลักษณะเฉพาะตัวที่มีกราฟแรงดันไฟฟ้าค่อนข้างคงที่ (Flat Voltage Curve) แบตเตอรี่จึงสามารถรักษาการจ่ายแรงดันไฟในระดับสูงเอาไว้ได้แม้ระดับปริมาณแบตเตอรี่ (SoC) จะลดต่ำลง ส่งผลให้การปลดปล่อยกำลังเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในภาพรวม เพราะความคุ้มค่าพลังงานไม่ได้หมายถึงแค่การลดอัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาประสิทธิภาพและการใช้งานได้จริงตลอดอายุการใช้งานยาวนาน

เคมีของเซลล์แบตเตอรี่ LFP เป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น เพราะประสิทธิภาพสูงสุดที่แท้จริงเกิดจากการทำงานประสานกันอย่างแม่นยำระหว่างตัวแบตเตอรี่, ระบบจัดการความร้อน (Thermal Management), ระบบอิเล็กทรอนิกส์การชาร์จ และซอฟต์แวร์ควบคุม ตัวอย่างเช่น การปรับกลยุทธ์ระบบระบายความร้อนใหม่ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการชาร์จผ่าน Wallbox สูงถึง 89.6% ซึ่งหมายถึงการสูญเสียพลังงานที่ลดลง และได้พฤติกรรมการชาร์จที่เสถียรแน่นอนในทุกๆ วัน

ภาพรวมทั้งหมดของ Audi A2 e-tron จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของยานยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การควบคุมที่ชาญฉลาด โดยมีการใช้ระบบอัลกอริทึมที่ปรับแต่งมาเพื่อแบตเตอรี่ LFP โดยเฉพาะ เข้ามาช่วยคำนวณและประเมินสถานะการชาร์จ (SoC) รวมถึงระดับการกักเก็บประจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ (SoH) ได้อย่างแม่นยำ.

 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/