เจาะลึกแนวคิด Emotive Luxury จากทีมออกแบบระดับโลกของ AVATR เมื่อรถยนต์ไม่ได้เป็นแค่พาหนะ แต่คือสายใยเชื่อมโยงอารมณ์
ในยุคที่สมรรถนะไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจเลือกรถยนต์ไฟฟ้า AVATR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าลักชูรี่ เลือกนำเสนอคุณค่าในมุมมองที่ต่างออกไป ภายใต้ความเชื่อที่ความแตกต่างของรถไม่ได้อยู่ที่สมรรถนะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นจากความประทับใจแรกที่ได้เห็นและสัมผัส
สำหรับความเชื่อนั้นสะท้อนอยู่ในปรัชญาการออกแบบของ AVATR ภายใต้แนวคิด Emotive Luxury แนวคิดที่เปลี่ยนรถยนต์เป็นคู่หู เพื่อนร่วมเดินทาง ที่สะท้อนความรู้สึกและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่ ภายใต้แนวคิด CMF หรือ Color, Material & Finish ศาสตร์ที่ทีมออกแบบระดับโลกของ AVATR ใช้เป็นภาษาในการถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ได้อย่างลงตัวผ่านความประทับใจแรกที่ได้เห็นและสัมผัส
โบเชนา ลาโลวา (Bozhena Lalova) ผู้อำนวยการด้านการออกแบบ CMF ศูนย์ออกแบบระดับโลกของ AVATR ในมิวนิก กล่าวว่า AVATR ไม่ได้มองว่ารถยนต์เป็นเพียงเครื่องมือในการเดินทางจากจุด A ไปจุด B แต่ยึดมั่นในปรัชญาที่เรียกว่า Emotive Luxury หรือ ความหรูหราที่เชื่อมโยงอารมณ์ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างคนกับรถ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเชื่อมโยง สะท้อนตัวตน และมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวรถ โดยองค์ประกอบของ Emotive Luxury ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
...
1. Bold Purity รากฐานของงานออกแบบที่เน้นรูปทรงเรียบง่าย สะอาดตา ไร้ซึ่งความซับซ้อนที่เกินพอดี แต่แฝงไว้ด้วยความพรีเมียม
2. Harmony with a Twist การสร้างความแตกต่างอย่างมีรสนิยม เช่น การใช้วัสดุและคู่สีพิเศษที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะในห้องโดยสารที่เน้นโทนสีอ่อนและวัสดุพรีเมียม เพื่อสร้างความโดดเด่นแต่ยังคงความหรูหรา
3. Vibrant Individuality การมอบเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้รถแต่ละคัน เปรียบเสมือนการดึงบุคลิกเด่นของลูกแต่ละคนออกมา เพื่อให้เจ้าของรถรู้สึกถึงความพิเศษและผูกพันอย่างแท้จริง
"เมื่อคุณมองเห็นรถ ต้องสะดุดตาทันที และเมื่อก้าวเข้าไปนั่ง ต้องรู้สึกสงบ สบาย และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรถ"
ทั้งนี้ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลก เรามองว่า เทคโนโลยีและดีไซน์ต้องเดินเคียงคู่กัน (Design + Technology = One Experience)เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยต้องถูกนำเสนอผ่านดีไซน์ที่งดงาม และดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่ดี
นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางวิศวกรรมแบบเดิมๆ ของรถยนต์สันดาป เช่น พื้นที่เครื่องยนต์หรือระบบระบายความร้อน ทำให้นักออกแบบมีอิสระในการสร้างสรรค์สัดส่วน รูปทรง และพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่าที่เคย
โบเชนา ลาโลวา มองอีกว่า ที่สำคัญลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่รถยนต์ แต่กำลังซื้อ ดีไซน์ อารมณ์ ประสบการณ์ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Light Signature หรือบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ในส่วนของวัสดุ AVATR มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน (Sustainability) และนวัตกรรม
โดยเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม เช่น หนังฟอกด้วยสารสกัดจากพืช (Vegetable Tanned Leather) ไม้แท้ และวัสดุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพื่อตอกย้ำความหรูหราขั้นสุด รถยนต์ World Edition ที่นำมาจัดแสดงนั้น ได้รับการตกแต่งด้วยหนังแท้คุณภาพสูงสุดจากโปรตุเกส
...
"ในอนาคตที่เทคโนโลยีของทุกแบรนด์พัฒนามาจนใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและสร้างความแตกต่างในตลาด EV ไม่ใช่สเปกบนกระดาษอีกต่อไป แต่คือ User Experience และ Human-Vehicle Connection ประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ผู้ใช้งานมีต่อรถยนต์"