รถในตระกูล Allroad ของ Audi มักจะถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่เท่กว่ารถรุ่นอื่นๆ ในค่ายมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุผลที่ไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย สรุปสั้นๆ ก็คือ เพราะมันไม่ใช่รถเอสยูวีคันยักษ์เทอะทะ และในวันนี้  A6 Avant ยกสูง ก็ได้เดินทางมาถึงเจเนอเรชันที่ 5 ของ A6 Allroad ซึ่งเอาเข้าจริง ตัวมันเองก็ยังคงมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่อยู่ดี

 นี่คือครั้งแรกที่ Audi จงใจยัดโป่งซุ้มล้อกว้างแบบ Widebody มาให้ ซึ่งเหตุผลก็ตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อนอีกเช่นกัน ก็เพื่อให้มันดูทรงพลังและสะดุดตายิ่งกว่าแฝดน้องร่างผอมบางอย่าง A6 Avant รุ่นมาตรฐาน มิติตัวถังของคันนี้มีความกว้างเพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติถึง 11 เซนติเมตรเต็มๆ


...



ข้อมูลเชิงลึกด้านวิศวกรรมตัวถังและระบบขับเคลื่อนของ All-New Audi A6 Allroad เจเนอเรชันที่ 5 ล่าสุด มิติตัวถัง หรือ Dimensions ไฮไลต์เด็ดของเจนนี้คือการทำตัวถังแบบ Widebody ขยายโป่งซุ้มล้อให้หนาและดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีความยาวประมาณ 4,934 - 4,950 มิลลิเมตร ถือว่าใกล้เคียงโฉมเดิม แต่ปรับสัดส่วน Overhang หน้า-หลัง) ความกว้าง จุดนี้คือพระเอก ตัวรถกว้างขึ้นถึง 111 มิลลิเมตร หรือ 11.1 ซม. เมื่อเทียบกับ A6 Avant รุ่นมาตรฐาน ทำให้มิติตัวถังโดยไม่รวมกระจกมองข้าง ทะลุกว่า 1.9 เมตร มิติรถดูเตี้ย ล่ำ และฐานล้อกว้าง  อารมณ์คล้ายกับตระกูลรหัสแรงอย่าง Audi RS 6 ความสูง ตัวรถในค่าเริ่มต้น (Default Setting)  สูงกว่ารุ่น Avant ปกติ 34 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) ให้พร้อมลุย



...


พื้นที่เก็บสัมภาระท้าย รุ่น V6 อยู่ที่ 466 ลิตร (เมื่อตั้งเบาะ) และขยายเป็น 1,497 ลิตร เมื่อพับเบาะราบ ส่วนรุ่น 2.0L Plug-in Hybrid พื้นที่จะดรอปลงเล็กน้อยเนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่ให้แพ็กแบตเตอรี่ สำหรับน้ำหนักตัวรถ การเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมโครงสร้างที่รองรับระบบไฟฟ้าพ่วง และใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในรุ่นปลั๊กอินไฮบริด ทำให้พิกัดน้ำหนักตัวรถขยับขึ้นมาพอสมควร รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 3.0L V6 Mild-Hybrid: พิกัดน้ำหนักตัวรถเปล่า (Curb Weight) อยู่แถวๆ 2,000 - 2,050 กิโลกรัม (ประมาณ 2 ตันนิดๆ)   รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0L Plug-in Hybrid (PHEV) รุ่นนี้แบกร่างหนักที่สุดเนื่องจากพ่วง แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 25.9 kWh ทำให้น้ำหนักตัวรถเปล่าดีดขึ้นไปอยู่แถว 2.15 - 2.2 ตัน โดยประมาณ

...


ระบบช่วงล่าง (Suspension) ช่วงล่างคือหัวใจสำคัญที่ทำให้รถ Allroad แตกต่างจากแวกอนทั่วไปอย่างชัดเจน รูปแบบช่วงล่าง เป็นแบบอิสระ Multi-link ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (โครงสร้างส่วนใหญ่ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาเพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง  ระบบถุงลมปรับระดับอัจฉริยะ (Adaptive Air Suspension) ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานพร้อมระบบควบคุมความสูง-ต่ำและหนืดอัตโนมัติ (Self-levelling) สามารถปรับระยะความสูงได้หลากหลาย

...



โหมด Offroad และ Offroad+ : ระบบจะยกตัวรถสูงขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร (และยกได้สูงสุดถึง 20 มิลลิเมตร ในย่านความเร็วต่ำกว่า 35 กม./ชม.) เพื่อข้ามสิ่งกีดขวาง โคลน หิน หรือหิมะ โหมด Dynamic หรือขับความเร็วสูง (เกิน 120 กม./ชม.) ระบบจะลดความสูงตัวรถลงต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 20 มิลลิเมตร โดยอัตโนมัติ เพื่อลดแรงต้านอากาศ เพิ่มการทรงตัว และกดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง

ระบบเลี้ยวสี่ล้อ (All-Wheel Steering - AWS) เจนนี้ปรับเซ็ตมาให้เฉียบคมและตึงมือ ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวในเมืองให้แคบลง และเพิ่มความนิ่งในการเปลี่ยนเลนย่านความเร็วสูง ระบบเบรก ใช้ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมครีบระบายความร้อน (4-Wheel Ventilated Discs) ทั้งหน้าและหลัง ขนาดจานเบรกคู่หน้าขยายใหญ่เพื่อรองรับน้ำหนักตัวถังไฮบริดที่เพิ่มขึ้น  ระบบ Complex Brake Regeneration มีสมองกลไฟฟ้า คอยคำนวณจังหวะการกดแป้นเบรกของคนขับ ว่าจะใช้แรงหน่วงจากการปั่นไฟกลับของมอเตอร์ไฟฟ้า (Regen) หรือจะใช้แรงดันน้ำมันเบรกไฮดรอลิกเข้าหนีบจานเบรกจริง ๆ เพื่อให้แป้นเบรกนิ่งและมีแรงหยุดที่สมบูรณ์แบบและสมูทที่สุด

ล้อและยาง ล้อสเปกมาตรฐาน เริ่มต้นด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ไปจนถึงออปชัน 20 นิ้ว ลายโมเดิร์นดีเทลแน่น  ยางสเปก Allroad หน้าล้อยางกว้างขึ้นเพื่อรับกับฐานล้อ Widebody โดยสเปกยางจะเน้นแก้มหนากว่ารถเก๋งทั่วไปเล็กน้อย  เช่น ซีรีส์ 245/45 R20 เพื่อช่วยซับแรงกระแทกเวลาเอาไปวิ่งรูดทางฝุ่นหรือทางขรุขระ โดยภาพรวมโป่งกว้าง Widebody ยัดถุงลุมยกสูง ล้อ 20 นิ้ว ยาง 45 ถือเป็นรถครอบครัวสายลุยที่หล่อเอาเรื่อง 





นอกจากนี้ ตัวรถยังถูกยกสูงขึ้นอีก 34 มิลลิเมตร ด้วยอานิสงส์ของช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัจฉริยะ (Adaptive Air Suspension) เฉพาะรุ่น Allroad ซึ่งถือเป็นจุดขายหมัดเด็ดของรถคันนี้ ผนวกเข้ากับยางหน้ากว้างขึ้น, ระบบเลี้ยวล้อหลังที่เฉียบคมขึ้น, แผงกันกระแทกรอบคัน และดีเอ็นเอความเป็น Audi อีกสารพัดสิ่งที่ถูกระดมใส่เข้ามา ภาพรวมหน้าตาของมัน... ก็ดูเหมือน Audi ยุคใหม่นั่นแหละครับ คือดูแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดุดัน เกรี้ยวกราด แต่เฉียบคม และมีท่วงท่าการทรงตัว (Stance) ที่สวยงามมาก

ขุมพลังมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า เค้นพละกำลังรวมได้ 362 แรงม้า กับแรงบิด 500 นิวตัน-เมตร (369 lb ft) ทำอัตราเร่ง  0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.  และที่น่าประทับใจ คือ มันสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลถึง 95 กิโลเมตร  ซึ่งถือเป็นระยะทางที่ไกลใช้ได้เลยสำหรับรถไฮบริด โดยต้องยกความดีความชอบให้กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง  25.9 kWh 

ถัดมาคือขุมพลังบล็อกใหญ่ขึ้นอย่างเครื่องยนต์ดีเซล  3.0 ลิตร V6 ไฮบริด ซึ่งแม้ว่ากำลังและสมรรถนะตัวเลขแรงม้าจะลดลง แต่กลับได้แรงบิดที่สูงขึ้น โดยในรุ่นนี้ กำลังอยู่ที่ 295 แรงม้า กับแรงบิดหนักหน่วงถึง 580 นิวตัน-เมตร (428 lb ft) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.4 วินาที แต่เครื่องบล็อกนี้ถูกเสริมด้วย Mild Hybrid 48V ระบบไดสตาร์ทสายพาน (Belt Alternator Starter), มอเตอร์ไฟฟ้า และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเสริมกำลังแรงบิดของเครื่องยนต์ V6 ให้แน่นและตอบสนองได้ติดเท้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจังหวะออกตัว, จังหวะเร่งแซงนอกเมือง, การแซงในย่านความเร็วสูง หรือการขับขี่ทางไกลบนไฮเวย์ 

แล้วถ้าหากไม่ได้อยู่บนไฮเวย์ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัจฉริยะ (Adaptive Air Suspension) ปรับเซ็ตมาเป็นพิเศษเฉพาะรุ่น Allroad พร้อมโหมดการขับขี่ที่แปะป้ายชื่อมาให้ใช้งาน เช่น โหมด ‘offroad’ และ ‘offroad+’ ซึ่งจะช่วยยกความสูงของตัวรถเพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร และจะสั่งการทำงานร่วมกันทั้งระบบเกียร์, ช็อกอัพ, ระบบควบคุมการลื่นไถล (Traction Control) ไปจนถึงระบบล็อกเฟืองท้าย (Diff Lock) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลุยทางกรวด ลุยโคลน ลุยหิมะ รวมถึงการปีนขอบฟุตบาทหนาๆ ได้ดียิ่งขึ้น


แน่นอนว่าโหมดการขับขี่มาตรฐานทั่วไปก็ยังมีมาให้ครบครัน รวมถึงโหมด ‘comfort’ ที่เซ็ตติ้งช่วงล่างให้นุ่มนวลชวนฝันชวนนั่งเอามากๆ และโหมด ‘dynamic’ ที่จะกดความสูงของตัวรถให้เตี้ยลงมาอีก 20 มิลลิเมตร ซึ่งอันที่จริง  ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่า ในเมื่อรถรุ่นนี้มันมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของความสูงและความสามารถในการลุย แล้วเราจะกดมันให้เตี้ยลงไปทำไม? คำตอบก็คือ เมื่อขับเร็ว การลดความสูงของช่วงล่าง Adaptive Air Suspension ช่วยลดแรงต้านทานจากระแสลม ที่ส่งผลถึงตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 



Audi ระบุว่า ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าปรับเซ็ตให้มีความตึงมือและหนืดกระชับขึ้นกว่า A6 Allroad โฉมก่อน ให้ความรู้สึกที่เฉียบคมและคล่องตัวยิ่งขึ้นด้วยระบบเลี้ยวสี่ล้อ (All-Wheel Steering) แถมยังช่วยให้วงเลี้ยวแคบลงและคล่องตัวกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก (Brake Regen) ที่ซับซ้อนและชาญฉลาด ซึ่งมันจะคํานวณให้โดยอัตโนมัติเมื่อพี่เหยียบเบรก ว่าจังหวะนั้นควรจะใช้แรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้าชาร์จไฟกลับ หรือควรจะใช้แรงดันไฮดรอลิกจากปั๊มเบรกปกติถึงจะดีที่สุด

ภายในห้องโดยสาร  มีสารพัดระบบให้เลือกจิ้มเลือกเซ็ตกันอย่างละลานตา ผ่านหน้าจอมาตรวัดเสมือนจริง (Virtual Cockpit) ขนาด 11.9 นิ้ว, หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.5 นิ้ว และยังมีหน้าจอเสริมสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 10.9 นิ้วให้เลือกเป็นออปชันเสริมอีกด้วย... เรียกได้ว่าให้หน้าจอมาเยอะมาก และแน่นอนว่ามันเป็นหน้าจอที่สามารถปรับแต่งการแสดงผลได้อย่างหลากหลายตามใจชอบ  บนพวงมาลัยก็ยังพอมีปุ่มกด (Physical Buttons) หลงเหลือไว้ให้ใช้งานอยู่บ้าง หรือถ้าไม่อยากกด  ก็สามารถสั่งงานผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับขี่ได้เอง (Self-learning Voice Assistant) ของ Audi ซึ่งฟังดูแล้วไฮเทคล้ำยุคจนน่าขนลุกดีใช่ไหมล่ะ 

ส่วนรายละเอียดในพาร์ทอื่นๆ ก็ถือเป็นไปตามคาดสำหรับรถเกรดพรีเมียมผู้บริหารจากค่ายสี่ห่วง ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งสปอร์ตสุดหรู, ระบบซับเสียงในห้องโดยสาร (Acoustics) ระดับยอดเยี่ยม (มีการปรับปรุงซีลขอบหน้าต่างและกระจกหน้าต่างให้หนาขึ้น), เครื่องเสียงไฮเอนด์จาก Bang & Olufsen, ประตูระบบดูด (Soft-closing Doors), งานเย็บตะเข็บเบาะแบบสีตัดกัน รวมถึงงานตกแต่งด้วยวัสดุไม้... และฟังก์ชันหรูหราประมาณนั้นตามสไตล์รถระดับนี้ครับ

การที่ Audi A6 Allroad เกิดมาเป็นรถเอสเตท แวกอน แน่นอนว่าทรงของรถประเภทนี้ ดูเท่กว่ารถเอสยูวีคันโตที่ นั่นหมายความว่ามันย่อมมาพร้อมกับความอรรถประโยชน์ในการใช้งานจริงด้วยเช่นกัน Audi ระบุตัวเลขความจุสัมภาระท้ายของรุ่นเครื่องยนต์ V6 เอาไว้ที่ 466 ลิตรเมื่อตั้งเบาะตรง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,497 ลิตรเมื่อพับเบาะราบลง แต่ตัวเลขความจุจะลดหย่อนลงไปเล็กน้อยหากขยับไปเล่นรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร เนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่ไปวางแบตเตอรี่ 

สำหรับตอนนี้ โลกยังคงต้องรอตัวเลขราคาและสเปกที่จะขายในฝั่งเอเซียและอเมริกา สำหรับค่าตัวในบ้านเกิดอย่างประเทศเยอรมนี  New A6 Allroad มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 77,250 ยูโร (ราวๆ 2.9-3.0 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้าของไทย) โดยมีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนนี้.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/