กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 10 สมาคม ยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉินต่อรัฐบาล เสนอปฏิรูปภาษี Local Content และถ่ายทอดเทคโนโลยี หวังสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ระหว่างผู้ลงทุนผลิตจริงในไทย กับผู้นำเข้ารถสำเร็จรูปจากต่างประเทศ หวั่นมาตรการ EV 3.5 หมดลงจะเปิดทางรถนำเข้าทะลัก กระทบเศรษฐกิจและซัพพลายเชนไทยทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 69 นายสุโรจน์ แสงสนิท สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาจะปิดกั้นรถรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัทที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย 

โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าเสรี แต่เป็นการรักษาสมดุลและปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน 

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีผลกระทบดังนี้

1. การสูญเสียฐานการผลิต

ค่ายรถยนต์ เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้า EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย

2. วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย 

ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน

...

3. หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570 

เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีการผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ

โดยทาง 10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ และต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือการคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก และขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงรายละเอียดและหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด


ข้อเสนอ 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ กลุ่มสมาพันธ์ฯ ได้เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า

กำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจการลงทุน (เดิมภาษีสรรพสามิตของรถนำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศมีอัตราที่ต่างกันเพียง 8% ซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตรถยนต์ในประเทศ แทนการนำเข้า) และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นสถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น

2. การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content)

ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง

3. การส่งเสริมการใช้ ชิ้นส่วนร่วม (Common Parts) 

กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซี ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต

4. ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) 

 ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย: ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที

5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ 

เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า

6. การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)

ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย

7. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)

...

กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม

8. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ  และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS

บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง

สำหรับการลงนามในครั้งนี้มีสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมอุตสาหกรรมไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมครั้งประวัติศาสตร์เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล ทั้งนี้มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ ได้แก่ 

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) 

นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (THAI SUBCON)

นายพรทิพย์ นิมิตรูปรัตน์ กรรมการบริหาร สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA)

นายชัชชัย ผลมูล รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA)

นางสาวอรอนงค์ ใจเย็น นายกสมาคมไทยคอมโพสิต (TCA)

นายวิโรจน์ ศิริธนาสารต์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA)

รศ.วิรุฬห์ ศิริบรรจง นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA)

ดร.ณัฐชัย คุณานุสรณ์ อุปนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA)

นายนิธิภูมิ พงศ์เกียรติยศ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย (TFA)