BYD ยอดขายทะยานข้ามหน้า Tesla แต่กำไรร่วงลง 19% ในรอบ 5 ปีเซ่นพิษสงครามราคา
เมื่อวัน 27 มี.ค.69 ที่ผ่านมา สำนักข่าว CNBC ระบุว่า BYD หรือ บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนเผยถึงผลประกอบการบริษัท โดยยอดขายประจำปีพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าเทสลา หรือ Tesla แต่ผลกำไรกลับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันที่ดุเดือด
ทั้งนี้ BYD ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ที่สุด ได้เดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงละตินอเมริกาและยุโรป ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านยานยนต์ระบุว่า โดยปกติแล้วจะมีอัตรากำไรสูงกว่าในประเทศจีน
นอกจากนี้ บริษัทยังคาดหวังพึ่งพาการอัปเกรดเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจ โดยได้ประกาศเปิดตัวแบตเตอรี่ชาร์จเร็วทรงพลังรุ่นใหม่เพียงไม่กี่วันก่อนการรายงานผลประกอบการ
ท่ามกลางการแข่งขันภายในประเทศจีนที่อยู่ในระดับที่ดุเดือดจนน่าตกใจ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหนทางข้างหน้าในปีนี้จะยากลำบาก ทว่าในแง่ดีสำหรับผู้ผลิต EV ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลพวงจากสงครามอิหร่าน กำลังเริ่มจุดประกายความสนใจในพลังงานหมุนเวียนให้กลับมาอีกครั้ง
ยอดขายในประเทศระยะหลังมานี้ลดลงสำหรับ BYD ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเซินเจิ้น โดยบริษัทได้แซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้ผลิต EV รายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2025 ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 2.26 ล้านคันในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ Tesla ระบุว่ามีการส่งมอบรถยนต์ 1.64 ล้านคัน ลดลง 9%
...
รายได้ของบริษัทสัญชาติจีนรายนี้เติบโตขึ้น 3.5% แตะระดับ 8.04 แสนล้านหยวน (1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2025 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่ และบดบังรัศมีรายได้ตลอดทั้งปีของคู่แข่งอย่าง Tesla ที่ 9.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม BYD เปิดเผยว่าผลกำไรประจำปีอยู่ที่ 3.26 หมื่นล้านหยวน (4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีที่แล้ว ลดลง 19% จากปี 2024 โดยบริษัทรายงานผลกำไรลดลงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2021
ยอดขายของ BYD กำลังสูญเสียแรงส่ง
กลุ่มบริษัทยานยนต์จีนรายนี้รายงานยอดขายที่ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 โดยยอดขายรวมในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ลดลง 36% เมื่อเทียบเป็นรายปี มาอยู่ที่ 400,241 คัน เนื่องจากยอดขายในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องได้
"พวกเขาไม่สามารถพึ่งพารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดมวลชน (Mass Market) เพื่อรักษายอดขายในระดับเดิมได้อีกต่อไป" คริส หลิว นักวิเคราะห์อาวุโสประจำเซี่ยงไฮ้จากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา Omdia กล่าว
สงครามราคาที่ดุเดือดในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของ BYD ขณะที่คู่แข่งอย่าง Geely Auto ก็เริ่มตีตื้นขึ้นมาในช่วงต้นปี 2026
"เราตระหนักดีว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม NEV หรือ รถยนต์พลังงานใหม่ ได้มาถึงจุดเดือดแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการน็อกเอาต์ ที่แสนโหดร้าย" หวัง ฉวนฟู่ ประธานบริษัทเขียนไว้ในรายงานผลประกอบการเมื่อวันศุกร์
โดยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในวงกว้างซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อจูงใจให้ผู้ขับขี่ชาวจีนเปลี่ยนมาใช้ EV ได้รับการขยายเวลาออกไป แต่กลับถูกปรับลดสัดส่วนลงในปีนี้ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรถยนต์
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่าสงครามอิหร่านและวิกฤตการณ์พลังงานโลกจะผลักดันให้ผู้คนหันมาใช้ EV กันมากขึ้น ซึ่งบริษัทอย่าง BYD จะได้รับประโยชน์ทั้งในบ้านเกิดและต่างประเทศ
ทั้งนี้แม้ว่า BYD จะพยายามเปิดตัวรถยนต์ 11 รุ่นที่มีแบตเตอรี่ชาร์จได้เร็วขึ้น พร้อมกับการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเร็ว แต่ นักวิเคราะห์กล่าวว่า การเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ราคาสูงอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นยอดขายได้ เนื่องจากผู้บริโภคมองหาตัวเลือกที่ราคาไม่แพงกว่า และเป็นการวางกลยุทธ์ที่ผิดจุดและผิดจังหวะ
หุ้นของ BYD ที่ซื้อขายในฮ่องกงร่วงลงกว่า 20% ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม
การส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
นักวิเคราะห์ระบุว่า การอัปเกรดเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญอาจเป็นกุญแจสำคัญในการทวงคืนส่วนแบ่งตลาด โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคม BYD ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ EV แบบ เบลด (Blade Battery) เจเนอเรชันใหม่ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้เกือบเต็มภายในเวลาเพียง 9 นาที
...
นอกจากนี้ บริษัทยังได้แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่าง Datang SUV รุ่นใหม่ที่ติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านยานยนต์จาก HSBC ระบุในบทวิเคราะห์ว่าอาจ "ช่วยให้ BYD ทวงคืนส่วนแบ่งตลาดในประเทศผ่านความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้"
ในต่างประเทศ BYD วางแผนที่จะเดินหน้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งทำกำไร บริษัทได้บุกเบิกตลาดในสหราชอาณาจักร บราซิล และอาร์เจนตินาเป็นที่เรียบร้อย และตั้งเป้าที่จะทำยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศให้ได้ราว 1.3 ล้านคันในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.05 ล้านคันในปีที่แล้ว
กลยุทธ์ในการสร้างและขยายโรงงานในต่างประเทศจะช่วยผลักดันการเติบโตในตลาดสากลของบริษัทด้วยเช่นกัน แคลร์ หยวน (Claire Yuan) จาก S&P Global Ratings กล่าว