อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV/REEV) ของจีนในปี 2026 ก้าวเข้าสู่ยุคคุณภาพอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการทุ่มตลาดในระลอกแรก รัฐบาลจีนมีบทเรียนจากแบรนด์ที่ไม่สามาถไปต่อได้ ซึ่งสร้างความเสียหายและความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในบางประเทศ โดยเฉพาะไทย แผนงานใหม่ของจีนจึงเน้นการยกระดับมาตรฐานทางเทคนิค เพื่อคัดกรองผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป โดยใช้การส่งเสริมเฉพาะบางแบรนด์ที่มีนวัตกรรมล้ำอนาคต สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มาตรฐานการประหยัดพลังงานระดับชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จีนเริ่มบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อย่างเข้มงวดเป็นครั้งแรกของโลกด้วยเพดานหรือเป้าหมายในการใช้ไฟ รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีอัตราการใช้ไฟฟ้าต่อ 100 กม. ที่ต่ำลง (มีประสิทธิภาพมากขึ้นประมาณ 11% จากเกณฑ์เดิม) สำหรับเกณฑ์น้ำหนัก เช่น รถที่มีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน จะต้องกินไฟไม่เกิน 6.67 กม./kWh (หรือประมาณ 15 kWh/100km) หากไม่ผ่านเกณฑ์นี้ จะถูกตัดสิทธิ์การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีซื้อ ซึ่งเป็นมาตรการบีบให้ผู้ผลิตต้องเลิกทำรถสเปกต่ำซะที ตามมาด้วยแผนงานจัดการกับแบตเตอรี่เก่าที่กำลังจะสร้างปัญหาในอนาคต
...
การควบคุมคุณภาพการส่งออก เพื่อรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์รถจีนในตลาดโลกเข้มข้นขึ้น รัฐบาลจีนกำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีใบอนุญาตส่งออกอย่างเป็นทางการ การสกัดรถด้อยคุณภาพจากขั้นตอนคัดกรอง เพื่อป้องกันไม่ให้รถราคาถูกที่มีเทคโนโลยีล้าสมัยหรือบริการหลังการขายไม่ดี ไหลออกไปดัมพ์ตลาดต่างประเทศแบบที่เคยเป็น ยกตัวอย่างเช่น NETA
ต้องเน้นบริการหลังการขาย.... แบรนด์จีนต้องพิสูจน์ได้ว่ามีระบบสำรองอะไหล่และบริการหลังการขายที่มีคุณภาพในประเทศปลายทาง การปรับเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน จีนกำลังเปลี่ยนจากการแจกเงินอุดหนุนเพื่อสร้างยอดขาย ไปสู่การสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของจีนมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม มีแนวโน้มการกำหนดราคาขั้นต่ำเป็นเกณฑ์ เพื่อยุติสงครามราคา ที่ตัดราคากันเองจนคุณภาพลดลง High-End Focus นโยบายใหม่เน้นไปที่รถระดับกลางถึงบน (Mid-to-High End) และรถที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L4 และแบตเตอรี่ความหนาแน่นพลังงานสูง (300–400 Wh/kg)
การก้าวสู่ New Quality Productive Forces ของอุตสาหกรรม EV จีน ในปี 2026 คือการสร้างมูลค่าผ่านเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริง ทุกแบรนด์ในปี 2026 นี้ ยัดเทคโนโลยีระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge เทคโนโลยีแบตเตอรี่ CATL รุ่นใหม่ ชาร์จ 10%–80% ได้ใน 15 นาที เริ่มเข้าสู่สายการผลิตจริง สำหรับ AI Integrated ห้องโดยสารอัจฉริยะ (Intelligent Cockpit) กลายเป็นมาตรฐานที่รถทุกคันจะต้องมี AI Agent คอยช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบ Proactive ทำตัวเป็นเพื่อนร่วมทางแสนดีที่รอบรู้และชอบเอาใจผู้ใช้งาน ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่งเสียงแบบโง่ๆ เหมือนเดิม
...
การเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้ปี 2026 เป็นปีแห่งการคัดออก (Survival of the Fittest) สำหรับค่ายรถที่เน้นยอดขายแต่ไร้เทคโนโลยี และเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์จีนที่จะเข้าไปเป็นผู้นำด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมโลกแทนที่การเป็นเพียงโรงงานรับผลิต สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน ไม่ใช่แค่การขยับตัวตามกระแส แต่คือการรื้อทั้งโครงสร้าง (Restructuring) เพื่อปรับบทบาทของตัวเองในระบบเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่รับจ้างผลิตตามคำสั่ง (OEM) ไปสู่การเป็นผู้กุมบังเหียนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านนี้ผ่านฟันเฟืองหลัก 4 ตัว คือ
...
Semiconductors หัวใจของอำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยี จีนตระหนักดีว่าหากไม่มีชิปขของตัวเอง ความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีอื่นจะถูกจำกัดทันที จีนไม่ได้มองแค่การออกแบบชิป (Fabless) แต่กำลังเร่งสร้าง Ecosystem การผลิตเครื่องจักรลิโธกราฟี และวัสดุต้นน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก รวมถึงการสร้างมาตรฐานใหม่ในชิปที่ใช้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ IoT ซึ่งจีนมีส่วนแบ่งการตลาดมหาศาลอยู่แล้ว
...
Green Energy การกุมห่วงโซ่อุปทานระดับโลก จีนขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยวอย่างเบ็ดเสร็จ Vertical Integration เรารู้กันดีว่า จีนนั้น แผ่ขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยครอบคลุมตั้งแต่เหมืองแร่หายาก (Rare Earths), การแปรรูปลิเทียม, ไปจนถึงการผลิตเซลล์แบตเตอรี่และการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า Standard Setter เมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบชาร์จของจีนครองตลาดโลก มาตรฐานที่จีนใช้ก็จะกลายเป็นมาตรฐานสากลโดยปริยาย ซึ่งสร้างความได้เปรียบมหาศาลในเชิงต้นทุน
จีนเต็มไปด้วยนักคิด วิศวกรคอมพิวเตอร์ที่จบจาก MIT ทำให้ AI & Digital Economy จากผู้ใช้สู่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานมีความสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิมหลายเท่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง จีนใช้ข้อดีของปริมาณข้อมูล (Big Data) ในประเทศ เพื่อทำการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในระยะยาว ส่วนการวางรากฐาน 5G/6G และ Cloud Computing มีการลงมือทำอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นั่นทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของจีนไม่ได้อยู่แค่ในแอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่กลับลงลึกไปถึงการจัดการ Smart City โรงงานประกอบรถยนต์อัจฉริยะซึ่ง AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับที่แรงงานราคาถูกในอดีตทำไม่ได้อีกต่อไป
Deep Value Chain การขยับขึ้นสู่ยอดพีระมิด การเปลี่ยนจาก Made in China เป็น Created by China หมายถึงการที่ผลกำไร (Margin) ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือบริษัทจีน และตัวเลข IP Ownership แน่นอนว่า จีน เป็นหนึ่งในประเทศที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลกในกลุ่มเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ปัจจุบันแบรนด์จีนในกลุ่ม Tech และ EV เริ่มได้รับการยอมรับในแง่ของนวัตกรรม และคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคาถูก
การที่จีนคุมมาตรฐาน (Standard) หมายความว่าในอนาคต ประเทศอื่นที่ต้องการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อาจต้องจ่าย ภาษีทางปัญญา หรือปรับตัวตามระบบนิเวศที่จีนสร้างขึ้น ซึ่งนี่คือรูปแบบของ Soft Power และ Hard Power ที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21 จีนไม่ได้มุ่งโตเร็วแบบเดิม แต่กำลังโตให้เก่งขึ้น ถึงขั้นยอมตั้งเป้า GDP เหลือเพียงราว 4.5–5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ เพื่อแลกกับการยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจ
วิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงยุค New Normal ของจีน คือ การยอมเฉือนตัวเลข GDP (ซึ่งเคยเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จสูงสุด) ลงมาเหลือเพียง 4.5–5% คือการส่งสัญญาณว่าจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Quantity (ปริมาณการผลิตในจำนวนมหาศาล) ไปสู่ "Quality" (คุณภาพ) หรือที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกว่า New Quality Productive Forces (กำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ)
การเติบโตในบริบทของปี 2026 นี้ มีองค์ประกอบสำคัญ คือการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Economic Engine Swap) จีนกำลังพยายามลดการพึ่งพา อสังหาริมทรัพย์ และ โครงสร้างพื้นฐาน ที่เคยสร้าง GDP แบบก้าวกระโดดแต่เต็มไปด้วยหนี้ แล้วหันไปขับเคลื่อนด้วย "High-Tech Manufacturing" แทน เป้าหมายก็คือ สร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven) มากกว่าการใช้แรงงานและทุน แม้ตัวเลขการผลิตในอนาคต จะดูน้อยลง แต่โครงสร้างหนี้จะเสถียรขึ้น และมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ในตัวสินค้าจะสูงขึ้นมาก
การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง การที่จีนกำหนดเป้าหมาย GDP ต่ำลง แสดงถึงความเข้าใจว่าการเติบโตแบบเดิมไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง เมื่อเน้นการบริโภคภายในประเทศและการสร้างเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเองได้ เพื่อรับมือกับการปิดกั้นทางการค้าจากตะวันตกการพัฒนาแรงงานทักษะสูงในสายวิศวกรรม AI และควอนตัม เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการวางรากฐานในอนาคตที่แช็งแกร่ง
Green Transition การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จีนคือผู้ลงทุนด้านพลังงานสะอาดอันดับ 1 ของโลก การโตให้เก่ง ต้องเป็นเบอร์หนึ่งในทุกๆเรื่อง หมายถึงการลดความเข้มข้นของการใช้คาร์บอน จีนยอมชะลอโครงการที่ก่อมลพิษสูง แม้จะช่วยกระตุ้น GDP ได้รวดเร็ว เพื่อเป้าหมาย Carbon Neutrality ในอนาคต สำหรับอุตสาหกรรม Three New (แบตเตอรี่, รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานแสงอาทิตย์) เป็นการกำหนดเป้าหมายที่สร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
การเติบโต 5% ของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกนั้น ในเชิงมูลค่าจริงยังคงมหาศาล และหาก 5% นั้นมาจากอุตสาหกรรมชิปขั้นสูงหรือเทคโนโลยีสีเขียว นั่นย่อมทำให้ทรงพลังและยั่งยืนกว่า 10% ที่มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟองสบู่กำลังพองตัว ประเด็นที่น่าจับตาในปี 2026 ก็คือ เริ่มเห็นการใช้ "Digital Yuan" (e-CNY) และระบบ "Smart Grid" ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐาน Digital Economy ที่คุณกล่าวถึงในตอนต้น เพื่อควบคุมประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจในระดับลึก (Micro-management) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การที่จีนหันมาเน้นคุณภาพแทนปริมาณ ส่งผลกระทบต่อ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนผ่านของจีนไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ หรือ New Quality Productive Forces ในปี 2026 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอาเซียนและไทยอย่างมีนัยสำคัญครับ ไม่ใช่แค่การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีการสนับสนุนด้านภาษี แต่เป็นการส่งออกระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ค่อยๆเปลี่ยนกติกาเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 มิติ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของซัพพลายเออร์ ในยุคเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ค่ายรถญี่ปุ่นเน้นการสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่เหนียวแน่น แต่การเข้ามาของค่ายรถจีนในปี 2026 มีลักษณะที่ต่างออกไป แบรนด์จีนส่วนใหญ่ (เช่น BYD, GWM Changan) คุมเทคโนโลยีหลักเอง ทั้งแบตเตอรี่, มอเตอร์, ซอฟต์แวร์ ทำให้ซัพพลายเออร์ไทยที่ทำชิ้นส่วนเครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลังเดิม ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ค่ายรถจีนมักดึงซัพพลายเออร์จีนที่เป็นคู่ค้าดั้งเดิมมาตั้งโรงงานในไทยด้วย เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ CATL หรือ Gotion ทำให้โอกาสของซัพพลายเออร์ไทยรายเดิมในการเข้าสู่ห่วงโซ่ใหม่มีจำกัด หากไม่เร่งปรับตัว ซึ่งมองดูแล้ว หนทางของการปรับตัวที่เชื่องช้ากำลังส่งผลร้ายต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย
มาตรฐาน
เทคโนโลยีที่สูงขึ้นและเร็วขึ้น เมื่อจีนเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ชิ้นส่วนที่จีนต้องการจากชาติอาเซียนที่มีซัพพลายเออร์อยู่เพียบ จึงไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนราคาถูกอีกต่อไป แต่ต้องเป็นชิ้นส่วนที่รองรับ Intelligentization หรือสอดรับกับความฉลาดของตัวรถ จาก Hardware สู่ Software-defined รถยนต์ไฟฟ้าจีนในปี 2026 เน้นระบบขับขี่อัตโนมัติและ Smart Cockpit ซัพพลายเออร์ไทยต้องขยับจากงานโลหะ/พลาสติกเกรดต่ำที่เคยทำมานาน ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พลาสติกคุณภาพสูงระดับใกล้เคียงหรือเทียบเท่าเกรดพรีเมียมที่พวกเยอรมันใช้ หรือการประกอบโมดูลเซนเซอร์ จีนกำลังใช้มาตรฐานความยั่งยืน ในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ไทยว่าบริษัทไหนที่เหมาะสมกับการจ้างผลิต โรงงานในไทยที่ต้องการส่งชิ้นส่วนให้ค่ายรถจีนต้องมีระบบจัดการพลังงานที่สะอาดตามมาตรฐานใหม่
ไทยในฐานะ "Bridgehead" (สะพานเชื่อมเทคโนโลยี) แม้จะมีความท้าทาย แต่การที่จีน โตยังไงให้เก่งขึ้น กลับสร้างโอกาสใหม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก (Export Hub) ระดับภูมิภาค แต่ทั้งหมดก็ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ผ่านมาตรฐานของแบรนด์จีน มาตรการ EV 3.5 การสนับสนุนของภาครัฐ บีบบังคับให้มีการผลิตชดเชยในประเทศ (Local Production) ในสัดส่วน 1:2 หรือ 1:3 ภายในปี 2026-2027 ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ค่ายรถจีนต้องหาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นเพื่อผลิตชิ้นส่วนบางประเภท Regional Hub ไทยกำลังถูกยกระดับจาก "Detroit of Asia" ไปสู่ "EV Hub of ASEAN" โดยจีนใช้ไทยเป็นฐานในการดัดแปลงพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปยังตลาดออสเตรเลีย อังกฤษ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/