ด้วยกระแสรถไฟฟ้าที่มาแรงในเวลานี้ หลายคนที่พร้อมจะเข้าสู่โลกการขับเคลื่อนแบบพลังเงียบและมีเงินถุงถัง ก็สามารถซื้อ EV ราคาหลายล้านใช้กันตามอัธยาศัย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหว่านเงินซื้อรถตามสเปกในฝัน บางครั้งความฝันก็ต้องอยู่ในกรอบของความเป็นจริงที่วัดตามความสามารถในการผ่อนของคุณเอง บทความนี้จะชวนคุณคิด หาวิธีประเมินเบื้องต้น ช่วยคุณเลือก EV แบบที่ดีพอ และพอดีกับชีวิต ไม่ใช่บทความเชียร์ค่ายไหน เพราะจุดประสงค์คือให้คุณเจอเนื้อคู่ที่เหมาะกับคุณ

...

ในระยะหลังมานี้ ผมได้รับคำถามจากเพื่อนพี่น้องสุภาพสตรีจำนวนมากเกี่ยวกับการซื้อรถ EV เพื่อการใช้งาน ใครบอกว่าเพศแม่ไม่สนใจเรื่องรถนี่ ผมในฐานะคนนั่งพิมพ์ตอบคนนับไม่ถ้วนในแต่ละเดือนขอบอกเลยครับว่า สาวๆ สมัยนี้สนใจเรื่องรถมากกว่า 20 ปีก่อนเยอะ และบางคนก็จำสเปกหรือกระทั่งฟังก์ชันแปลกๆ ของรถแต่ละคันได้ดีกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี ยิ่งสำหรับคนทำสื่อฯ เกี่ยวกับรถแล้ว ผมพบว่าสาวๆ มักมีมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชีจะบ้าพลังน้อยกว่า บ้าเทคนิคน้อยกว่าก็จริง แต่เรื่องการใช้งาน ต้องยกให้เพศแม่ครับ เขามีความสามารถที่จะเห็นได้ว่า ที่วางแก้วรถคันไหนใหญ่พอ ช่องเก็บของรถคันไหนดีไซน์มาดี ปุ่มกดรถคันไหนใช้ง่ายหรือยาก ที่เป็นมุมมองอันไม่ได้ถูกความเป็นเลิศด้านสมรรถนะของรถมาบดบัง (แบบที่ผมมักจะโดนประจำเพราะเราผู้ชายมันนักรบครับ เรามองเรื่องสมรรถนะก่อนเสมอ)

...

ช่วงเช้าก่อนที่ผมจะหยิบคอมพิวเตอร์มาพิมพ์ต้นฉบับบทความนี้ ก็รับสายจากรุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ปรึกษาเรื่องการซื้อรถ EV เข้าบ้านสักคัน ทำให้ผมได้ไอเดียว่า เรายังไม่เคยพูดถึงคำแนะนำในการซื้อ EV ลงในบทความไทยรัฐออนไลน์วันอาทิตย์ เลยคิดว่าจะลองเรียบเรียงให้ฟังเป็นเชิง เลือกให้เหมาะแบบพอดีฐานะสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ส่วนคนที่สามารถซื้อรถราคาทะลุ 2 ล้านบาทได้ อันนั้นผมว่าคุณรวยพอจนไม่น่าจะต้องเสียเวลาอ่านบทความผม นอกจากนี้ผมจะไม่เสียเวลาเปรียบ EV กับรถสันดาปหรือไฮบริดใดๆ เพราะโฟกัสไปที่ กลุ่มคนที่ปักใจแล้วว่ายังไง้ยังไงก็ EV แน่นอน

...

ข้อแรกที่ผมจะแนะนำทุกคนเสมอคือ คิดให้ดีว่าอะไรที่เราต้องการจากรถ EV คันใหม่นี้ หรือคุณจะเอารถคันนี้ไปทำอะไร แน่นอนว่านิสัยทุกคนอยากจ่ายน้อยแล้วได้เยอะ ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่งั้นร้านบุฟเฟต์จะมีทุกมุมเมืองแบบนี้เหรอ แต่ในโลกของรถ EV นั้น การจ่ายแบบน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ของที่ “เราอยากได้จริงๆ” มันลดภาระชีวิตเราไปได้เยอะนะครับ การคิดว่าคุณต้องการเอารถคันนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง โดยมองไปที่การใช้งาน 90% ที่รถจะต้องเจอ จะทำให้คุณเซฟเงินตั้งแต่ตอนซื้อ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณซื้อรถ EV ไปใช้เป็นรถคันเดียวของบ้าน คุณอาจจะอยากมองหารถที่มีพิสัยการวิ่งไกล และมีระบบรองรับการชาร์จไฟที่เร็ว คำว่าเร็วสมัยนี้ต้องว่ากัน 120kW ขึ้นไปแล้วสำหรับ Fast Charge เหตุผลก็คือ เมื่อคุณจำเป็นต้องเดินทางไกล มันเพิ่มความสะดวกในชีวิต ลดระยะเวลาในการรอชาร์จ หรือสำหรับคนที่ทำงานบริษัท ในตำแหน่ง/หน้าที่ ซึ่งต้องเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางตามคำสั่งของเบื้องบน ปีนี้ ประจำออฟฟิศที่กรุงเทพฯ แต่ปีหน้าต้องวิ่งไปตรวจไซต์งานที่ระยองสัปดาห์ละสองสามครั้ง แบบนี้รถที่ชาร์จไวและวิ่งไกลจะได้เปรียบ

...

คุณจะเห็นได้ว่า แม้แต่หน้าที่การงาน ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำมาคิด ถ้าคุณซื้อ EV พิสัยสั้นราคาถูกมา แต่วันดีคืนซวย นายสั่งให้รับหน้าที่ต้องเดินทางไกล แถมไม่จัดรถรับส่งให้อีกต่างหาก คุณอยากขาย EV พิสัยสั้นแล้วไปซื้อ EV ใหม่ไหมล่ะครับ คิดยังไงก็สองต่อ..คือดอยสองต่อ แต่ในอีกทางหนึ่ง ถ้าบ้านคุณบังเอิญมีรถที่รองรับการวิ่งทางไกลได้ดี (ไม่จำกัดว่า EV หรือสันดาปหรือไฮบริด) คุณจะซื้อ EV พิสัยสั้น แบตฯ ลูกไม่โต ขนาดตัวไม่ต้องโตมาก เอาแค่ว่าคุณเข้าไปนั่งแล้วไม่รู้สึกคับร่างก็พอ แล้วคุณจะเซฟเงินตั้งแต่วันซื้อ แบตเตอรี่ความจุน้อย ก็มักราคาถูกกว่าเมื่อมันเสื่อม (แต่ถ้าคุณคิดจะใช้รถแค่ 7 ปี เรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิด) และยังมีน้ำหนักเบา พอเบา ก็เป็นภาระต่อระบบขับเคลื่อนน้อยกว่า นอกจากนี้ คุณสังเกตไหมว่า EV ที่ขนาดตัวไม่ใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ล้อและยางโตๆ ก่อนคุณซื้อ ลองเปิดโบรชัวร์หาไซส์ยางรถรุ่นนั้นๆ แล้ว Google ราคายางดูครับ พวกยางใส่ล้อขอบ 15 หรือ 17 นิ้ว ราคามักถูกกว่าล้อขอบ 19-21 นิ้วเยอะ เวลาเปลี่ยนทีก็คูณสี่ไปเลย

ยิ่งถ้าคุณไม่ได้นั่งสี่คนประจำ และไม่ได้ใช้รถเพื่อการบ่งบอกฐานะ (ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับธุรกิจบางประเภทจริง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ) EV ลำตัวยาวสี่เมตรนิดๆ ก็เหลือพอแก่การใช้งานแล้วครับ แต่ถ้าคุณมีคนนั่งหลังประจำ หรือถนนแถวบ้านไม่เหมาะกับรถใต้ท้องเตี้ย แบบนั้นการมีรถใหญ่อีกคันไว้ ก็นับว่าคุณจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่ได้ใช้จริงใน 90% ของการใช้งานที่รถมันต้องไปเจอ บางทีถ้าอาม่าไปโรงพยาบาลแค่เดือนละครั้ง เราต้องซื้อรถคันใหญ่มากเพื่อให้อาม่านั่งสบาย แล้วเราต้องผ่อนเพิ่มเดือนละ 20,000 บาท แบบนี้ไม่ประหยัด แต่ได้ชื่อว่าเป็นหลานกตัญญู คุณต้องเลือกเอา ถ้าเป็นผม ผมอาจจะถามอาม่าว่าแทนที่จะผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ผมจับอาม่าใส่รถ Grab Premium และแถมเงินให้อาม่าไปแจกเด็กๆ ที่บาร์อีกเดือนละหมื่นได้ไหม อะ ลงท้ายผมวิน อาม่าวิน เด็กๆ ที่ร้านประจำของอาม่าก็วิน

จากข้อแรก คุณจะเริ่มเห็นแล้วว่า รถ EV ที่คุณจะซื้อ ควรมีค่าตัวกี่บาท ขนาดตัวรถแบบไหน วิ่งได้ไกลแค่ไหน ข้อต่อมาที่คุณควรมองก็คือเรื่องพละกำลังระดับที่จะเพียงพอต่อการใช้งานของคุณ โชคดีที่ EV ในไทยมีระดับคลาสของพลังแบ่งแยกตามการใช้งานอย่างชัดเจนอยู่แล้ว รถ EV ที่เห็นม้าระดับ 40-50 ตัวนั้น พูดได้เลยว่า เหมาะกับคนที่คิดจะใช้งานในเมือง หรือระยะใกล้ๆ อย่างจริงจัง ผมเคยขับรถ EV แรงระดับนี้มาบ้างแล้วรู้สึกได้ว่า ถ้าเดินทางไกล ต่อให้คนเท้าไม่หนักก็มีอึดอัดบ้าง รถพวกนี้จึงเป็นรถที่เหมาะสำหรับคนที่มีรถพลังสูงอยู่แล้วอีกคันที่บ้านมากกว่า หรือไม่ก็คนที่ไม่คิดจะไปเร็วเลยในชีวิตจริงๆ แต่ถ้าเราพูดถึง EV ที่ตัวเลขแรงม้าระดับ 90 กว่าๆ อย่าง Neta V หรือ Dolphin ตัว Standard Range พวกนี้พอสำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดได้ครับ เพราะพลังในการเร่งของมัน ไปดีกว่ารถอีโคคาร์เบนซิน 1.2 ลิตรแน่นอน แล้วรถ 1.2 ลิตรนี่ก็วิ่งกันเต็มเมือง บางคนขับวันละ 500-600 โลทุกวัน ไม่เห็นบ่น

ส่วนคนที่ไม่ได้บ้าพลังมากนัก แต่เคยขับรถ 1.2-1.5 ลิตรแล้วรู้สึกว่าไม่พอ คุณมองหา EV ประเภทที่ม้า 170-200 ตัวต้นๆ มอเตอร์เดี่ยว แล้วมันจะพอ แม้ว่ารถ EV จะหนัก แต่ถ้าไม่นับความเร็วหลัง 125 ไป EV จะเร่งดีกว่ารถสันดาปถ้าตัวเลขม้าใกล้เคียงกัน นั่นแปลว่า สำหรับคนที่ไม่สนอัตราเร่งหลัง 125 ถ้าคุณพอใจกับพลังของรถสันดาป 204 แรงม้าแล้ว รถ EV 204 แรงม้าก็มักจะเร่งออกตัว เร่งแซงในย่านความเร็วปกติได้ไวกว่า ไม่เชื่อลองหามาเทียบได้ครับ แต่เอารูปแบบรถให้มันใกล้เคียงกันนะ ไม่ใช่รถสันดาปไปเอา Lotus Exige มาแล้วรถ EV เอา Deepal S07 มาเทียบ บ้าดิ แฟร์ตรงไหน

บางคนที่ซื้อรถ EV สองมอเตอร์ ไม่ใช่เพื่อแรงดึงอันสนุกสนาน แต่เพราะมองว่ามีขับสี่ไว้แล้วมั่นใจกว่า เกาะถนนกว่า แบบนั้นผมจะสะกิดว่าตอนเข้าโค้งคุณกดคันเร่งหรือเปล่า ถ้าไม่ได้กด รถบางรุ่นไม่ได้ขับสี่ตลอดเวลานะครับ อย่าง MG4 X Power ถ้าคุณไม่ได้กดโหมด SPORT หรือไม่ได้เกิดอาการล้อหน้าหมุนฟรี มันจะส่งกำลังไปด้านหลังครับ หรือรถอย่าง ORA 07 ทุกคนต้องคิดว่ารุ่น Performance ขับสี่ 408 ม้าต้องสปอร์ตกว่า มั่นกว่ารุ่น Long Range 204 แรงม้า ถูกไหม? แต่พอลองจริง รุ่นขับสี่ได้เปรียบแค่ตอนที่มีการเดินคันเร่งครับ นอกนั้นตัว Long Range มั่นกว่า โยนเข้าโค้งได้เร็วกว่า และ..ช่วงล่างแข็งกระด้างกว่าด้วย อย่างน่างงงวย ก็จะบอกว่าบางทีมันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นครับรถขับสี่สองมอเตอร์ รถมอเตอร์เดี่ยวขับสอง ถ้าคุณเอาไปใส่ยางสปอร์ตเกรดดี เอาเงินส่วนต่างไปทำช่วงล่างให้มั่นขึ้น มันก็สามารถขับแบบมั่นใจได้ รถ EV ขับสองส่วนมากที่เสียหลักกัน คือไปเจอจังหวะถนนลื่นหรือคนขับกดคันเร่งมากเกินไป ส่วนรถขับสี่ม้ามหาศาล ถ้าทะเล่อทะล่ากด ก็หมุนได้เหมือนกันครับ ถ้าจะซื้อรถ EV ม้าเยอะ ก็ให้ซื้อเพราะคุณชอบแรงดึงตึงๆ กดทีหน้าหายเหี่ยวไปเลย แบบนั้น ยอมรับไปตรงๆ ไม่ใช่เรื่องผิด

ข้อที่สาม เราได้เรื่องงบ ..ขนาดรถ..รูปแบบของรถ..และพละกำลังแล้ว ต่อไปเมื่อได้รถในลิสต์ ก็ลองไปโชว์รูมแล้วลองนั่งดูครับ นั่งบนเบาะต่างๆ นั่งในตำแหน่งคนขับ ลองคาดเข็มขัดดูว่าสายเข็มขัดบาดคอไหมถ้าปรับเบาะให้อยู่ในตำแหน่งที่ขับถนัด ท่านั่ง ท่าหมุนพวงมาลัย เพราะเวลาขับ คุณใช้เวลา 90% จับพวงมาลัยแล้วขับครับ มันสำคัญมากที่รถคันนี้ ควรรองรับเรือนร่างของคุณได้พอดีที่สุด ให้นึกถึงตอนเลือกเสื้อผ้า คุณไม่อยากใส่ชุดที่คับ นั่งแล้วพุงระเบิดกระดุมกระเด็นโดนแมวตาย แล้วก็ไม่อยากใส่เสื้อใส่กางเกงโคร่งจนดูอ้วนกว่าความเป็นจริง เรื่องความพอดีตรงนี้ “ไม่มีนักรีวิวรถคนไหนสามารถบอกคุณได้” เพราะสไตล์การนั่ง ขนาดตัว แขน ขา แต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนชอบหมอนรองหัวดันมาข้างหน้าเยอะๆ บางคนเกลียด ตรงนี้พูดแทนกันไม่ได้ครับ

นอกจากเรื่องของความพอดีตัวในตำแหน่งการนั่ง คุณก็อาจจะอยากลองคิดสักนิดว่า เอ๊ะ ปกติเวลาฉันขับรถฉันชอบทำอะไรระหว่างขับบ้าง เราต้องคิดถึงตรงนี้ก่อน แล้วคุณก็ลองทำกับ EV คันที่คุณกำลังเล็งอยู่นั่นล่ะครับ ปรับอุณหภูมิแอร์ เปิดวิทยุ ลองใช้งาน Cruise Control ลองลักษณะการเข้าเกียร์ การเปิดไฟเลี้ยว อะไรที่คุณมักทำตามปกติ ลองให้หมด รถที่มันจะโอเคกับตัวคุณ คือรถที่เหมือนคู่ชีวิตว่าง่าย คุณว่าอะไรมันว่าตาม คุณเรียกหาอะไร มันหามาให้คุณอย่างง่าย อย่ามองว่าเป็นหน้าที่คุณในการปรับตัวเขาหารถไปซะทุกกรณี พูดแบบนี้บริษัทรถสร้างอะไรมาเราก็ต้องปรับตัว มันไม่ถูก คุณผู้ซึ่งเป็นคนจ่ายเงิน มีสิทธิ์คัดเลือกรถที่มันเข้ากับตัวคุณมากที่สุด ในหลายด้านที่สุด มาให้ได้ก่อน จากนั้นจุดที่รถมันปรับไม่ได้เลยจริงๆ เมื่อนั้นเราค่อยพยายามปรับตัวเข้าหามัน โดยเฉพาะรถยุคใหม่ที่มีจอ มีฟังก์ชันต่างๆให้ใช้งานได้เยอะ ถ้าคุณพิจารณาทุกฟังก์ชัน..คุณจะเป็นบ้า! ดังนั้น ใช้อะไรบ่อย ตรงนั้นควรใช้ง่าย อะไรที่ไม่ได้ใช้ ไว้ว่ากัน

มันมีนะครับ..รถที่ตามสเปก ดีทุกอย่าง ราคาก็ดี แต่คุณผู้อ่านฟังคำจากผม แล้วไปลองนั่ง แล้วเขาก็ไม่ซื้อเพราะเขาไม่ชอบเบาะ นั่งอย่างไรก็ไม่ถนัด ไปลงเอยกับรถที่อุปกรณ์ด้อยกว่าแถมแพงกว่า แต่เขาซื้อเพราะเขานั่งลงไปแล้วบอกว่ามันเหมือนเสื้อที่พอดีตัวมากกว่า

ข้อสุดท้ายที่จะแนะคือ เรื่องอุปกรณ์ พวกเรามักติดนิสัยกันว่า อุปกรณ์ยิ่งครบ ก็ยิ่งดีกว่า แต่ต้องเข้าใจนะครับว่าอุปกรณ์บนรถหลายอย่าง มันมีทั้งคุณและโทษ และสิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือการซื้อรถโดยจ่ายเงินเพื่ออุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้เลย แต่พอมันเสียขึ้นมา กลายเป็นว่าเราก็ต้องจ่ายเงินซ่อมมัน

อย่างเช่นเบาะไฟฟ้า สมัยนี้ถ้ารถราคาเกินแปดแสนปุ๊บ ผู้คนจะคาดหวังแล้วว่าเบาะคนขับต้องปรับด้วยไฟฟ้า แต่คุณทราบไหมว่า ต่อให้ไม่จำเป็น คุณก็ควรปรับมันไปในทิศทางต่างๆ บ้างเป็นครั้งคราว เพราะบางทีไม่ปรับ ฝุ่นเข้าไปจับหนาตรงหน้าคอนแทคท์สวิตช์ แล้วก็พานปรับเบาะไม่ได้ หลังคากระจก เก๋แต่ร้อน แล้วพอร้อน คุณทำยังไง ก็ปิดม่าน หรือถ้าไม่มีม่าน ก็ไปหาม่านหรือฟิล์มที่กันร้อนมาติด แล้วไปๆ มาๆ ก็ร้อนกว่าหลังคาเหล็กทึบอยู่ดี พอร้อนแล้ว เครื่องปรับอากาศก็ทำงานหนักขึ้น ไม่ได้หนักจนถึงกับบาปชีวิตหรอก แต่ถ้าสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงจังมันทำให้คุณเปลืองไฟแบบไม่มีประโยชน์ มันก็น่าตัดทิ้ง แต่บางทีก็ต้องทำใจ เพราะคนที่ซื้อเรียกร้องอุปกรณ์นี้กันเยอะ EV บางรุ่นจะมีขายแต่รุ่นหลังคากระจกเท่านั้น ผมก็แนะนำว่า ถ้าคุณสมบัติข้ออื่นๆ ของรถตรงใจหมด ติดแค่หลังคา ก็อย่าคิดมากเลยครับ แต่ส่วนตัว ถ้าผมเลือกได้ แดดหน้าร้อน ณ วันนี้บอกผมว่าหลังคาเหล็กทึบๆ นี่ละเหมาะกับไทยสุด

ไม่ใช่แค่หลังคาหรือเบาะนะครับ อวัยวะที่เป็นไฟฟ้าทุกอย่าง มีโอกาสเสีย ระบบเซนเซอร์ทุกสิ่ง ถ้าไม่ได้รับการดูแล หรือเวลาผ่านไปนานๆ เสื่อมได้ทั้งนั้น ดังนั้นผมขอให้คุณแยกก่อนระหว่างของที่ทำมาเพื่อความสบาย กับทำมาเพื่อความปลอดภัย ไอ้อย่างหลัง มีมาให้ก็เป็นเรื่องดี (เรานับในเคสที่ระบบทำงานอย่างที่มันควรจะทำ ไม่นับพวกที่ทำงานเหมือนคนสติไม่เต็ม อันนั้นก็ต้องไปสืบดูว่าระบบของรถรุ่นไหน เจ้าของตัวจริงเขาเจออะไรกันบ้าง) ส่วนของที่ทำมาเพื่อความสะดวกหรือความเก๋ ถ้าคุณได้ใช้ ก็วิเศษครับ หรือถ้ามันสร้างความพอใจให้คุณแบบที่คุณมองว่าคุ้ม..ใครก็ว่าคุณไม่ได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ หรือไม่รู้จะใช้เมื่อไหร่ ไม่ต้องเอามาครับ บางคนบอกว่ารถออปชันเยอะๆ เวลาขายต่อ จะขายง่ายกว่า ก็มีส่วนจริง แต่ส่วนต่างค่าตัวรถตอนซื้อกับตอนขาย มันไม่ได้ห่างกันเท่าเดิมตลอด อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด

ลองคิดถึงเรื่องเหล่านี้ และลองทำการบ้านเพิ่มหน่อย สนใจรถรุ่นไหน อย่าลืมใช้บริการ Google ครับ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากสื่อมวลชน รีวิวจากเจ้าของรถจริงๆ หรือการบ่นจากเจ้าของรถตัวจริง อ่านเยอะๆ อย่าไปยึดติดว่าต้องฟังจากเจ้าของตัวจริงเท่านั้น หรือต้องฟังสื่อมวลชนเท่านั้น การหาข้อมูลเพิ่มจากหลายแหล่งไม่ได้เสียเงินแต่ประการใด คุณแค่เข้าใจในธรรมชาติในความจริงที่ว่า เจ้าของรถตัวจริง คือคนที่ดูรถมาหลายคัน แล้วก็เลือกรถรุ่นนั้นๆ ไปแล้ว ถ้าคุณไปถามว่ารถรุ่นนั้น เทียบกับยี่ห้ออื่นเป็นยังไง เขาก็ต้องตอบว่าของที่เขาเลือกดี ยกเว้นว่าเจอแจ็กพอตจริงเขาจะบอกให้หนีห่างไป ส่วนสื่อมวลชน อย่างผม ไม่ได้ใช้รถคันใดคันหนึ่งเป็นระยะยาว ดังนั้น เรื่องอะไรทน อะไรเปราะ การบริการหลังการขาย เรื่องการซ่อม การโมดิฟายด์ แบบนี้ ผมตอบสู้เจ้าของตัวจริงไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นการเทียบรถรุ่นหนึ่งกับรถอีกยี่ห้อ ว่าใครเด่นกว่าใครด้านใด ผมว่านักรีวิวตอบให้คุณได้ เราไม่ต้องเชื่อฝ่ายหนึ่งแล้วเกลียดอีกฝ่ายได้นะครับ แล้วบ่อข้อมูลของเราจะกว้างขึ้น

ร่ายมายาวยืด บางคนอาจจะได้คำตอบให้กับตัวเองตั้งแต่สองข้อแรกแล้ว แต่ถ้าลองพิจารณาตามนี้ได้ ก็จะเป็นการลดโอกาสเสียเงินซื้อในสิ่งที่จะไม่ได้ใช้ ยุคนี้ เราซื้อ EV ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งเพราะความประหยัด ผมมองว่าอะไรที่ประหยัดเลยตั้งแต่วันซื้อวันแรกได้ ก็เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ดีครับ.


Pan Paitoonpong