เดือนตุลาคม 2022 รัฐสภายุโรปและสหภาพยุโรป ได้ตัดสินใจสั่งห้ามการขายรถยนต์และรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีผลในปี 2035 (พ.ศ. 2578) ในทางปฏิบัติ หมายความว่าผู้คนในสหภาพยุโรป จะไม่สามารถซื้อหรือจดทะเบียนรถไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดได้ เนื่องจากรถยนต์ใหม่ทุกคันในยุโรปปี 2035 จะต้องปราศจากการปล่อยมลพิษโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้มีเพียงรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนประเภทต่างๆ ที่มีมลพิษเป็นศูนย์เท่านั้นที่สามารถขายได้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการซื้อและขายรถยนต์สันดาปภายในที่ใช้แล้วจะยังคงได้รับอนุญาต แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อรถคลาสสิกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นผลให้มีการกล่าวกันว่า การสิ้นสุดของเครื่องยนต์นั้นอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
...
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การห้ามจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปจะมีผลใช้บังคับในยุโรป ตลาดยานยนต์ในยุโรปต้องเผชิญกับข้อจำกัดเพิ่มเติมภายใต้แพ็กเกจ "Fit for 55" ซึ่งถูกกำหนดไว้ในปี 2030 (พ.ศ. 2573) นั่นก็คือ เป้าหมายระดับกลางในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปลงให้เหลือ 55% และ 50% จากรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ นับต่อจากนี้ เหลือเวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) มาตรฐานมลพิษยูโร 7 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในยุโรป ซึ่งนอกเหนือจากข้อจำกัดเฉพาะในการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์แล้ว เป็นครั้งแรกที่มีการแนะนำเงื่อนไขเพิ่มเติมหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยอนุภาค การตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือแม้แต่การแจ้งเตือนผู้ผลิตรถยนต์ เกี่ยวกับปริมาณมลพิษที่เกินมาตรฐาน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์สันดาปภายในสูงขึ้น รวมถึงราคารถยนต์สันดาปก็สูงตาม การประมาณการของ Morgan Stanley ต้นทุนในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เช่น Volkswagen คาดว่า น่าจะสูงถึง 350-450 ล้านยูโร ทำให้เงินทุนสำหรับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าหมดลง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ผลิตหลายรายจึงตัดสินใจปิดแผนกพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และในที่สุดก็ถอนรถยนต์สันดาปภายในออกจากไลน์ผลิตเร็วกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้มาก
การตายของเทคโนโลยีหนึ่งและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า : ยานพาหนะไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของยอดขายรวมในปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 9% ในปี 2564 และ 14% ในปี 2565 มากกว่า 10 ล้านคัน โดยในปี 2566 มีส่วนแบ่ง 20% นั่นคือการเติบโตโดยรวมต่อปีมากกว่า 35% ซึ่งอาจทำให้มีตัวเลขยอดขายถึง 14 ล้านคันหรือมากกว่านั้น กระบวนการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้นี้จะลดความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 40% ทำให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงในประเทศผู้ผลิตน้ำมันและบริษัทน้ำมัน ในแง่ปริมาณ ความต้องการน้ำมันนั้นไม่ได้มาจากเรือสินค้าขนาดใหญ่ ธุรกิจการบิน หรืออุตสาหกรรม หรือสิ่งใดก็ตามที่ผู้ผลิตรถยนต์อ้างว่าเป็นการชะลอการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นรถยนต์บนท้องถนนของเรานั่นเอง ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานที่เกิดจากการเผาไหม้ถึงสี่ในห้า
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เห็นได้ชัดว่ามอเตอร์มีความเหนือกว่าเครื่องยนต์ ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟถูกกว่าการเติมเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุงที่มีชิ้นส่วนน้อยกว่า แต่ชิ้นส่วนหลักๆ ของรถไฟฟ้ากลับมีราคาแพงมากกว่า กลุ่มคนที่แอนตี้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมองว่า เครื่องยนต์นั้นส่งเสียงดัง และสกปรก ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน หากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเดินหน้าปรับปรุงพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าต่อไปเรื่อยๆ โลกคงรอดพ้นจากปัญหาส่วนใหญ่ หลังจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรับใช้มนุษย์ไปพร้อมๆ กับการปล่อยมลพิษอย่างมโหฬารมานานกว่า 130 ปี
...
แต่ปัจจุบันก็ยังเหมือนกับเมื่อกว่า 100 ปีก่อน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ICE ยังคงเป็นผู้นำในบรรดายานยนต์ทั่วโลก อย่าลืมว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ส่วนหนึ่ง เกิดขึ้นจากการเผาเศษซากพืช การสกัดแร่ธาตุเพื่อผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้า (รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า) เป็นเรื่องยากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่ที่จะละทิ้งเครื่องยนต์สันดาปภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการขนส่งในบางประเทศที่ยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ที่ไม่ใช่ของแปลกใหม่ และยังไม่สามารถที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในได้ 100% ในอนาคต สถานการณ์ที่เป็นไปได้ คือ ยานพาหนะไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ICE ยังคงอยู่ร่วมกันต่อไป โดยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้คนในลักษณะ สะดวกอย่างไหนก็เลือกใช้ได้ตามต้องการ โลกไม่ควรมีเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น สำหรับการทำให้เครื่องยนต์สันดาปปล่อยมลพิษลดลงให้มากกว่าเดิมจนแทบจะไม่มีมลพิษเลยก็มีหลายวิธี เช่น รถยนต์ HEV / PHEV รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน FCEV การคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดใหม่ สารเติมแต่งไฮเทคสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือระบบเชื้อเพลิงดัดแปลงพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตราย การทำให้เครื่องยนต์ปล่อยมลพิษเหลือนิดเดียว ท้ายที่สุดแล้ว หากไฟฟ้าที่นำมาชาร์จไม่ได้มาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง การทำเหมืองลิเธียมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม แบตเตอรี่รถไฟฟ้าหมดอายุที่ยากต่อการกำจัด การใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเพียงการปกปิดและเลื่อนการแก้ไขปัญหาออกไปเท่านั้นเอง.
...
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/